วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ตอบจดหมาย (ตอนหนึ่ง)

จดหมายจากแฟนบล๊อกจิต ที่ไม่ประสงค์เอ่ยนามอีเมล์เข้ามาครับ

“ สวัสดีครับดอกเตอร์เต้ ขอเรียกว่าพี่เต้ละกัน ติดตามอ่านบล๊อกพี่มาตั้งแต่พี่เริ่มเขียนแล้ว อ่านสนุกได้ความรู้ดีครับ ในฐานะที่พี่เต้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยามากมาย ผมมีปัญหาเกี่ยวกับจิตวิทยาจะขอรบกวนถามพี่นิดนึง ถ้าว่างๆก็ช่วยตอบหน่อยนะคราบ เรื่องก็คือว่า ผมกับเมียผมแต่งงานมาได้สองปีแล้วครับ อยู่กันมีความสุขดี จนมีวันนึงมีน้องคนนึงมาฝึกงานที่บริษัท หน้าตาน้องเค้าจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูดี ลองคุยกันดูเลยรู้ว่าน้องเค้าบ้านอยู่ไกลมากอยู่แถมสมุทรปราการ กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึก ซอยบ้านที่บ้านก็เปลี่ยว แม่น้องเค้าก็ไม่ค่อยอยากให้มาฝึกงานเท่าไร ผมเลยอาสาขับรถไปส่งน้องถึงบ้านทุกวัน บางวันเหนื่อยก็จะแวะกินกาแฟแถวท่าพระจันทร์นิดนึง บางวันก็จะแวะดูหนังก่อนกลับบ้าน ผมชอบน้องเค้ามากเลยครับแต่ว่าผมแต่งงานแล้วเลยคิดว่าอยากจะหาความสุขเล็กๆน้อยๆ หลังเลิกงาน ก่อนกลับบ้านไม่ได้คิดเกินเลยอะไร

แต่ว่าเมียผมน่ะสิครับ เมียผมเริ่มจะสงสัยว่าทำไมกลับบ้านช้าทุกวัน ผมไม่อยากโกหกก็เลยบอกว่าไปส่งน้องที่มาฝึกงานที่บ้านเพราะบ้านน้องเค้าอยู่ไกลเดินทางลำบาก เท่านั้นแหละเมียผมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลย ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้นอกใจซะหน่อย ไม่เคยคิดจะทำอะไรน้องเค้าเลย พี่เต้ครับอย่างนี้เรียกว่าชู้ทางใจรึเปล่าครับ ทำไมเมียผมต้องหึงแรงขนาดนั้นด้วย มีอะไรทางจิตวิทยาที่จะช่วยได้มั้ยครับ

รบกวนด้วยนะครับ รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ”

ก่อนอื่นผมยังไม่ได้เป็นดอกเตอร์ครับยังต้องรออีกนานเลยครับ แต่ว่าขอบคุณครับที่ติดตามอ่านมาตลอดรู้สึกปลื้มจริงๆ เขียนแล้วมีคนอ่าน อ่าผมขอตอบคำถามเลยดีกว่า อื่ม...เผอิญไม่เรียนมาทางบ้านปรึกษาปัญหาครอบครัวซะด้วยสิ ที่จริงแล้วเรื่องชู้ทางใจ ชู้ทางกาย หึงหวง ตบตีแย่งชิงผัว แย่งชิงเมียเนี่ย มีรากมาจากทฤษฎีวิวัฒนาการที่ผมร่ายมาตั้งหลายตอน ถ้าเอามาโยงกับจิตวิทยาเราเรียกว่าจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการ

ที่เรามาเป็นคนได้ทุกวันนี้เพราะวิวัฒนาการ และการถ่ายทอดคัมภีร์จีโนม วิวัฒนาการสร้างให้คนสามารถมีชีวิตอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ถูกไดโนเสาร์กิน แล้วก็ที่สำคัญกว่านั้นคือสร้่างให้คนอยากผสมพันธุ์ มีครอบครัว ออกลูกออกหลานสืบสายเลือดต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจิตวิทยาและสมองของคนทุกวันนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่ทำให้คนอยู่รอด และผสมพันธุ์

ตัวอย่างเรื่องการหึงหวงเนี่ยเกี่ยวกับเรื่องผสมพันธุ์ล้วนๆเลยล่ะ คุณรู้สึกว่าแค่จีบน้องที่มาฝึกงานเล่นๆ ไม่มีอะไรจริงจังเนี่ยไม่ใช่เรื่องร้ายแรง มีคนศึกษาประเด็นนี้จริงๆ ถามผู้ชายและผู้หญิงว่าชู้ทางใจหรือชู้ทางกายอันไหนร้ายแรงกว่ากัน ผลออกมาอย่างที่คิดๆ กันครับ



ผู้หญิงคิดว่าชู้ทางใจเฮิร์ทกว่า ส่วนผู้ชายคิดว่าชู้ทายกายเฮิร์ทกว่า ทำไมกันล่ะ ทำไมกันล่ะ

ถ้าว่าตามหลักจิตวิทยาวิวัฒนาการเรื่องนี้ต้้องอธิบายได้โดยหลักว่าทุกอย่างนั้นไปเพื่อความอยู่รอด และการสืบพันธุ์ เพราะฉะนั้นสาเหตุก็คือว่า ตามทฤษฎีการลงทุนเลี้ยงดู (Parental Investment Theory) ผู้หญิงเวลาท้องแล้วทำงานทำการก็ไม่ค่อยได้เท่าเดิม เลยต้องความมั่นคงจากฝ่ายชายว่าจะมาดูแลช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นถ้าฝ่ายชายเริ่มไปมีชู้ทางใจ ผู้หญิงจะเริ่มสั่นๆ และเริ่มคิดว่าจะเสียผู้ชายคนนั้นไปให้หญิงอื่น ลูกที่อยู่ในท้องก็ไม่มีพ่อมาช่วยเลี้ยง เลยอาจจะเลี้ยงไม่รอด ลูกตายไม่ได้สืบพันธุ์ต่อ

แล้วฝ่ายชายล่ะ ทำไมเฮิร์ทกว่าถ้าแฟนไปนอนกับชายอื่น เหตุผลเพราะว่าฝ่ายชายไม่ต้องตั้งท้อง สามารถเดินออกไปสืบพันธุ์กับใครก็ได้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าบางทีลูกออกมาเป็นลูกตัวเอง หรือลูกคนข้างบ้านก็ไม่รู้ (สมัยช่วงวิวัฒนาการไม่มีการตรวจดีเอ็นเอ) แต่ว่าเมียรู้ชัวร์ว่าเป็นลูกของตัวเองเพราะว่าเป็นคนตั้งท้อง ตามภาษาวิชาการเรียกว่าความไม่แน่นอนของการเป็นพ่อ (Paternal uncertainty) ผู้ชายเลยรู้สึกสั่นๆ หวั่นๆ ถ้าเมียไปเป็นชู้กับคนอื่น เพราะทำไมรู้สึกไม่แน่นอนว่าลูกที่เลี้ยงๆ มาเนี่ยมีจีนของตัวเองอยู่รึเปล่า

เพราะฉะนั้นเราเลยรู้ว่าเมียสามารถบ้องผัวได้เวลาผัวแอบไปเหล่สาวกระโปรงสั้น หรือจีบแม่ค้าหน้าปากซอย ส่วนฝ่ายผัวแทบจะฆ่าเมียทิ้งถ้ารู้ว่าไปปีนรั้วผสมพันธุ์กับคนข้างบ้านมา เย่ละครน้ำเน่าที่เราดูกันมาหลายสิบปี ที่จริงมีรากฐานมาจากจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการนั่นเอง

เฮ่อ จิตวิทยาช่วยอะไรได้ครับคราวนี้ ผมคงได้แต่บอกว่าพูดยังไงก็ได้ว่าไม่มีนอกใจคนอื่นแน่นอนมั่นใจได้ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ห้ามพูดว่า

“เมียจ๋า ถามพี่เต้มาแล้ว รู้นะว่าน้องคิดว่าการผสมพันธุ์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีิวิตน้อง น้องคงกลัวว่าจีนของตัวเองที่ส่งต่อให้ลูก จะไม่มีโอกาสสืบต่อๆไป เพราะพี่จะไม่ช่วยเลี้ยงลูก”

อันนั้นผิดประเด็น แล้วอาจจะโดนเมียฉาดเข้าได้ แล้วก็อาจจะโดนถึงผมด้วย เหะ เหะ อย่าลืมว่าคนเราไม่ได้คิดเรื่องการอยู่รอด และการผสมพันธุ์ตลอดเวลา แต่ว่าสมองและจิตใจของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้เราอยู่รอด และอยากจะผสมพันธุ์ ถึงแม้เราจะไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยก็ตาม

ขอจบจดหมายฉบับนี้แค่นี้ละกันนะครับ หวังว่าคุณจะคืนดีกับเมียได้โดยสวัสดิภาพ สัปดาห์หน้าขอตอบอีกฉบับละกันครับ

วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

จากสองตูบครองซอย เป็นกองร้อยเขี้ยวแง่ง

คนเจริญมาจากสัตว์ จะบ้าเหรอ เป็นไปได้ไงยังไง พูดไปแล้วก็ฟังดูพิลึกๆ ปลากลายเป็นลิงกลายเป็นคนเนี่ยนะ

เรื่องมันมีอยู่ว่า

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์ได้ อันนี้รู้กันอยู่แล้ว เช่น ถ้าแถวบ้านมีเจ้าหมาจรจัดตูบๆสองตัวนี้มาเพ่นพ่านอยู่ในซอย



เจ้าหมาสองตัวนี้เกิดปิ๊งกันเองเพราะไม่แถวนั้นไม่ค่อยมีหมาเลย ว่างๆก็เลยผลิตลูกหลานออกมาซะสี่ตัว ทำให้ประชากรหมาในซอยเพิ่มเป็นสี่ตัว ถ้าไม่นับรุ่นพ่อแม่



คิดต่อไปอีกว่า ถ้ารุ่นลูกออกลูกสี่ตัว ต่อหมาหนึ่งคู่



รุ่นหลานออกลูกออกมาอีก



รุ่นเหลนก็ไม่น้อยหน้า



หมาเต็มซอยเลยทีนี้ ถ้าเกิดปล่อยไปเรื่อยๆ เกิดอะไรขึ้นนะ



ประชากรหมาในซอยเพิ่มขึ้นแบบเอ็กโปเน็นเชียล แปลง่ายๆว่า พุ่งขึ้นแบบไม่เป็นเส้นตรงเวลาเอาตัวเลขมาใส่ในกราฟ แปลอีกทีว่าพุ่งขึ้นแบบเร็วมากๆ สังเกตได้ว่าเพียงแค่ 7 ชั่วอายุหมา จำนวนประชากรหมาในซอยเพิ่มจากสองตัวเป็นร้อยกว่าตัว นี่อาจจะมากกว่าจำนวนคนในซอยซะอีก

เอแต่ว่าในความเป็นจริงแล้วหมาจรจัดในซอยมันก็ไม่เคยจะเยอะขนาดนั้นนิ่หน่า แต่ด้วยเพราะว่าหมาแต่ละตัวต้องกินข้าว ต้องการพลังงาน แต่ว่าพลังงานมีจำกัด ปริมาณเศษข้าว เศษอาหาร ในซอยเพิ่มไม่เร็วเท่ากับจำนวนหมา จะต้องมีหมาบางตัวรอด บางตัวไม่รอด หมาในซอยเลยต้องแข่งขันตบตีกันเพื่อความอยู่รอด ตัวไหนใครกันล่ะที่จะชนะ

จากตอน คัมภีร์จีโนม เรารู้แล้วว่าคัมภีร์จีโนมของลูกมันก็แค่ซีร็อกซ์คัมภีร์ของพ่อมาครึ่งเล่ม ของแม่ครึ่งเล่ม แล้วเอามาแปะรวมกันแต่ว่าเครื่องซีร็อกซ์มันเพี้ยนๆ เวลาซีคัมภีร์มาแล้วมันจะเพี้ยนๆ ไปเล็กน้อย ทำให้หมาที่อยู่ในซอยมีความเล็กใหญ่ สีสัน เขี้ยวฟัน ต่างๆกันไป ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ และความเพี้ยนของเครื่องซีร็อกซ์เพราะฉะนั้นหมาตัวเบิ้มๆ หรือหมาตัวที่วิ่งเร็วๆ ชิงอาหารส่วนใหญ่มาได้ หลักการนี้เรียกว่า การคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ใครเจ๋งกว่าคนนั้นก็จะอยู่รอดต่อไปได้ หมาตัวที่ตัวเปี๊ยกเกินแย่งอาหารมาไม่ได้เลยก็ตายไป

แข่งกันอยู่รอดยังไม่พอ ทฤษฎีนี้ยังบอกไว้อีกว่าสิ่งมีชีวิตต้องแย่งกันผสมพันธุ์อีกด้วย เหตุเกิดที่ว่าตัวเมียมีจำกัด และตัวเมียเป็นตัวที่ต้องรับหน้าที่แบกลูกไว้ในท้องไว้นาน แบกได้ไม่กี่ทีด้วย เลยต้องเลือกตัวผู้ที่ตัวเองคิดว่ามีสายพันธุ์ดี ลูกออกมาจะได้ไม่พิกลพิการจะได้โตไปสืบพันธุ์สืบสายเลือดของตัวเองต่อไป

เพราะฉะนั้นเองเจ้าหมาตัวที่วิ่งไม่เก่ง แต่ก็ชิงอาหารมาได้บ้าง ก็ผอมกร่องเพราะอาหารการกินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ หน้าเศร้า หางตกไปตามๆกัน มีชีวิตอยู่ไปวันๆ หาใครมาเป็นแฟนก็ไม่ได้ หมาสวยๆ ก็ถูกตัวผู้ตัวเบิ้มแย่งไปหมด เพราะว่าพวกนั้นดูดีกว่า ดูแข็งแรง จีนของเจ้าหมาหน้าเศร้าตัวนี้เลยสูญหายไป ตามศัพท์เทคนิคเรียกว่าจีนของหมาตัวนี้ไม่ฟิท จีนของหมาหล่อๆแข็งแรงๆ นั้นฟิทกว่าเลยถูกสืบต่อไปในประชากรหมามากกว่า หลักการนี้เรียกว่า การคัดเลือกทางเพศ (sexual selection)

ผลก็คือจากสองหมาตูบธรรมดาๆ วิวัฒนาการไปเป็นกองร้อยหมาแรมโบ้เต็มซอยครับ สรุปได้ว่าธรรมชาติกำหนดมาว่าสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะอยู่รอด และสืบพันธุ์มีลูกหลานสืบสายเลือดของตัวเอง หลักสำคัญของวิวัฒนาการก็มีแค่นี้เอง

ด้วยหลักการของการซีร็อกซ์จีโนมแบบเพี้ยนๆ การคัดเลือกโดยธรรมชาติ และการคัดเลือกทางเพศ และด้วยเหตุที่ว่าปัจจัยสี่มีจำกัด ทำให้สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ ไปอย่างช้าๆ เป็นเวลาหลายล้านปีจนถึงณ บัดนี้ เลยไม่น่าแปลกใจว่าเราวิวิฒนาการมาจากลิงจริงๆ และก็จะวิวัฒนาการต่อๆไป

เอ แต่ว่าในความเป็นจริงคนเราไม่เคยคิดว่าอยากแต่งงานกับหนุ่มคนนี้เพราะว่าจีนดี ลูกจะได้ออกมาแข็งแรง คนเราแต่งงานกันเพราะรักกันนิ่หน่า อื่ม แล้วงี้จะอธิบายยังไง ตอนหน้าครับ แล้วตอนนี้คนกำลังจะวิวัฒนาการไปเป็นอะไร ตอนต่อๆไปครับ

วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน


คำตอบก็คือ ไข่ เกิดก่อนแน่นอน ไม่ต้องนั่งเถียงกันเลยว่าไก่ตัวแรกเกิดมาได้ไงถ้าไม่มีไข่ แล้วไข่ฟองแรกเกิดมาได้ไงถ้าไม่มีไก่ จริงๆ คำถามงี้ตอบได้ง่ายมากๆ เลยถ้าเรารู้ว่ามนุษย์คนแรกเกิดมาได้ยังไง

ที่จริงการศึกษาบ้านเราไม่ได้แย่อย่างที่ใครๆ คิดกันนะ คนไทยทั่วไปรู้ดีเชียวล่ะว่ามนุษย์คนแรกเกิดมาได้ยังไง ถ้าไปกินก๋วยเตี๋ยวจากอาแปะปากซอย แล้วลองถามเล่นว่า แปะ แปะ รู้เปล่าว่ามนุษย์ตัวแรกนี่เกิดมาได้ยังไง มาจากไหน แปะ คงตอบเปรี้ยงกลับมาทันทีว่า เอ ถามอะไรโง่ๆ คนก็ต้องกลายพันธุ์มาจากลิงอะสิ ทฤษฎีที่อาแปะพูดถึงมีชื่อเรียกหรูๆ ว่า เรียกว่าทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary theory)

แต่ว่าถ้าถามตาสีตาสาแถวเมกา จะได้คำตอบเหมือนที่ผมให้ตอนที่แล้วครับ หลังจากพระเจ้าสร้างโลกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย พระเจ้าก็สร้างมนุษย์คู่แรกขึ้นมา ทฤษฎีนี้เรียกว่า ทฤษฎีสรรค์สร้างนิยม (Creationism theory) หลังจากผมโพสต์เรื่องทฤษฎีสรรค์สร้างนิยมไป แฟนบล็อกจิตก็อีเมล์มาหาผมกันเต็มเลยว่าจะบ้าหรอนี่ เชื่อพวกนี้มาได้ไง รัฐบาลส่งให้ไปเรียนซะเปล่า แต่อย่าทำเป็นเล่นไปครับ ทฤษฎีนี้ฟังดูเพ้อเจ้อๆ แต่ว่าทำให้คนเมกัน เถียงกัน แทบตายทีเดียว เรื่องเป็นอย่างงี้

มีอยู่วันนึงเมื่อประมาณ สี่สิบปีที่แล้ว มีครูคนนึงที่เมกา สอนทฤษฎีวิวัฒนาการในห้องเรียนเพื่อตอบคำถามเดียวกันกับที่เราอยากจะตอบเนี่ยแหละครับว่า มนุษย์เกิดมาได้ยังไง ชีวิตเกิดมาได้ยังไง ครูคนนี้ก็สอนว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากสัตว์ เริ่มจากสัตว์เซลล์เดียวที่อยู่ใต้น้ำ เจริญเป็นปลา เป็นสัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ เจริญเป็นสัตว์บก เจริญเป็นสัตว์ปีก และสัตว์ต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงมนุษย์ด้วย กระบวนการการวิวัฒนาการนี้ค่อยๆ เลื้อยๆ เกิดอย่างช้าๆ ใช้เวลาเป็นล้านปี เพราะฉะนั้นตามทฤษฎีนี้แล้ว ไข่เกิดก่อนแน่นอนครับ แต่ว่าอาจจะเป็นไข่ปลา หรือไข่ไดโนเสาร์ เพราะกว่าสิ่งมีชีวิตพวกนี้จะวิวัฒนาการมาเป็นไก่ได้ อะโหยนานครับ ไข่ของสัตว์ที่คล้ายๆ ไก่เกิดมาก่อนนานมากครับ

ซึ่งทั้งหมดนี้ก็แปลว่าสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลบอกมาว่าเกิดโลกและชีวิตเกิดมาได้ยังไงนั่นน่ะ ไม่จริงทั้งนั้น ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีพระเจ้าที่ไหนหรอกที่มาเขียนไบเบิล พระเจ้าอะไรจะมาเขียนเรื่องราวมั่วซั่วไม่มีอะไรจริงอย่างงี้ โลกและชีวิตไม่ได้ถูกสร้างภายในหกวัน แต่ว่าใช้เวลาวิวัฒนาการอย่างช้าๆ มาหลายล้านปี

ฟังดูดีๆ ครับ แต่ปรากฎว่าครูคนนี้ถูกฟ้องข้อหา สอนทฤษฎีวิวัฒนาการ อ้าวเฮ้ย ถ้างี้ครูชีวะเมืองไทยไม่ถูกจับหมดเหรอเนี่ย สอนทฤษฎีวิวัฒนาการเป็นความผิดถึงขนาดขึ้นโรงขึ้นศาลครับ ฝ่ายที่ฟ้องก็คือนักเรียนที่นั่งเรียนอยู่หน้าสลอนอยู่นั่นแหละครับ เพราะรู้สึกว่าศาสนาคริสต์ที่ตัวเองนับถือถูกลบหลู่ เท่านั้นไม่พอครับคนอื่นก็ยังสนับสนุนเพราะคิดว่าการสอนวิวัฒนาการทำให้ความเชื่อในศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นแกนหลักของจริยธรรมและความดีงามของสังคมเสื่อมลง เพราะว่าหลักการขัดแย้งกับคัมภีร์ไบเบิลซึ่งถือว่าเป็นพระวาจาจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการทำให้สังคมเกิดความแตกแยก เกิดความเสื่อมทราม

เรื่องนี้ก็เถียงกันในศาลกันยุ่งอยู่สักพักครับ และโชคร้ายว่าคุณครูแพ้ความครับ ศาลตัดสินว่าคุณครูรายนี้ลบหลู่ศาสนาซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ... ประเด็นข้อขัดแย้งนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าการสอนทฤษฎีวิวิฒนาการขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ บางรัฐในเมกาเลยออกกฎหมายว่าถ้าสอนวิวิฒนาการก็ต้องสอนสรรค์สร้างนิยมด้วย บางโรงเรียนไม่ยอมรับโอนหน่วยกิตถ้าวิชานั้นมีแต่ทฤษฎีสรรค์สร้างนิยมอย่างเดียว

คนเมกันไม่น้อยทีเดียวที่เคร่งศาสนามากๆ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี เคร่งกันมากขนาดว่าศาสนามาขัดแย้งกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ที่จริงเรียนอยู่เมืองไทยก็ดีไม่น้อยนะเนี่ย

แต่ว่าก็มีคนอีกกลุ่มที่เชิงเคร่งศาสนาครับ แต่คิดว่าต้องมีใครสักคนหรืออำนาจอะไรสักอย่างที่สร้างชีวิต โลก และทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา อาจจะไม่ใช่พระเจ้าก็ได้ อื่ม... น่าสนใจครับ ตอนหน้ามาดูกันว่าทำไมคนในกลุ่มที่มีความรู้ มีเหตุผลด้วยกันเองอาจจะไม่เชื่อทฤษฎีวิวัฒนาการสักทีเดียว ตอนหน้าครับ

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

คนเกิดมาได้ยังไง

โตโยต้าประดิษฐ์หุ่นยนต์ แล้วใครประดิษฐ์มนุษย์... คนนั้นต้องเป็นคนฉลาดมากแน่ๆ เลย เพราะว่าหุ่นยนต์สมัยนี้ยังไม่ไปถึงไหนเลยขนาดหลายต่อหลายบริษัท หลายต่อหลายมหาวิทยาลัยพยายามคิดค้นพัฒนาให้มันฉลาดกว่าคนให้ได้

ตัวอย่างง่ายๆ เด็กสามสี่ขวบสามารถพูดจาโต้ตอบกับเราได้แล้ว แต่ว่านักวิทยาการคอมพ์พยายามแล้วพยายามเล่าในการประดิษฐ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถพูดคุยโต้ตอบได้เหมือนกับคน แต่ว่าตอนนี้ยังไปไม่ถึงไหนเลย

แต่ว่าเด็กสามสี่ขวบเนี่ย แค่นั่งๆ นอนๆ เล่นๆอยู่บ้านแค่นี้ก็สามารถ เถียงพ่อแม่ได้อย่างดีแล้ว

ใครล่ะประดิษฐ์คนขึ้นมา ใครเป็นคนเขียนต้นฉบับจีโนมของคน ที่ทำให้คนออกมาเป็นคนฉลาดเรียนภาษาได้ เดินเหินได้ สร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมาย

ที่จริงคำตอบเข้าใจง่ายมากๆ เลย ชาวอเมริกันประมาณเข้าใจมานานแล้ว วันนี้ผมเลยอยากจะเขียนเผยแพร่ให้คนได้รู้กันบ้าง

ไอเดียง่ายๆ ครับ มนุษย์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ฉลาดหลักแหลมมากๆ ใครที่จะประดิษฐ์มนุษย์ขึ้นมาได้ ต้องเป็นผู้ที่รอบรู้ทุกอย่าง และมีพลังอำนาจมหาศาล แล้วคิดสร้างจักรวาลนี้ขึ้นมา สร้างโลก สร้างชีวิตที่อยู่บนโลก รวมถึงมนุษย์

คำตอบอยู่ในหนังสือที่เรียกว่า พระคัมภีร์ไบเบิล พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างทุกอย่างขึ้นมา โดยใช้เวลาเจ็ดวัน (หกวันถ้าไม่รวมวันหยุด) หลักฐานชัดๆ คือข้างล่างนี้ครับ

1:26 และพระเจ้าตรัสว่า "จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพวกเรา ตามอย่างพวกเรา และให้พวกเขาครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และสัตว์ใช้งาน ให้ครอบครองทั่วทั้งแผ่นดินโลก และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลก"
1:27 ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตามแบบพระฉายาของพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบพระฉายาของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขาให้เป็นชายและหญิง


แค่นี้เองครับ คำตอบเรื่องจุดกำเนิดของมนุษย์ตอบนั้นง่ายแค่นี้เอง แล้วที่เราเป็นเรามาถึงทุกวันนี้ก็เพราะว่า

1:28 พระเจ้าได้ทรงอวยพรพวกเขา และพระเจ้าตรัสแก่พวกเขาว่า "จงมีลูกดกและทวีมากขึ้น จนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดินนั้น และครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลก"

พระเจ้าทรงอวยพรให้พวกเราสืบพันธุ์ต่อมาเรื่อยๆ จะได้ไม่สูญพันธุ์ และอยู่ต่อมีอำนาจเหนือโลก เหนือสัตว์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีก

ยังไม่พอ พระคัมภีร์ไบเบิลยังบอกอีกว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ให้กำเนิดโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และสัตว์นานาชนิด คำตอบสำหรับคำถามที่ว่าโลกเกิดมาได้ยังไงอยู่ในหนังสือเล่มนี้เองครับ คำตอบเหล่านี้ไม่ต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์มาทำการทดลองอะไรให้ยุ่งยากครับ พระคัมภีร์ไบเบิลถอดมาจากพระวาจาของพระเจ้าเองเลย เพราะฉะนั้นย่อมถูกต้องที่สุด เป็นจริงที่สุด

สรุปก็คือมนุษย์ประดิษฐ์หุ่นยนต์ พระเจ้าทรงประดิษฐ์มนุษย์ มนุษย์ซึ่งมีสมองที่ซับซ้อนกว่าหุ่นยนต์ที่ไฮเทคที่สุดในโลก การศึกษาสมองนอกจากจะช่วยอธิบายพฤติกรรมของเราแล้ว ยังทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้นอีกด้วยเพราะสมองเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้มาเพื่อเรามีอำนาจเหนือแผ่นดิน และสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลก ผมเลยรู้สึกดีใจที่เรียนนูโรไซแอนส์ หรือประสาทวิทยาศาสตร์ ได้มีโอกาสศึกษาการทำงานของสมอง ดีใจจังเลย

ตามที่สัญญากันไว้ ตอนหน้าเราจะมาให้คำตอบว่าวิญญาณ อารมณ์ ความรู้สึก มีจริงรึเปล่าครับ

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

คนคือหุ่นยนต์

ใช่แล้วครับ ไม่ได้เล่นมุขอะไรทั้งนั้น คนคือหุ่นยนต์จริงๆ หุ่นยนต์เหมือนกับ (หรือเหนือกว่า)คนเกือบทุกด้านถ้าหุ่นยนต์ได้การพัฒนาอย่างเต็มที่

โตโยต้านอกจากจะผลิตรถยนต์ให้แท็กซี่บ้านเราขับรับส่งคนแล้ว ยังกำลังพัฒนาหุ่นยนต์อีกด้วย ลองเปิดวิดีโอสองอันนี้พร้อมกันดู



เหมือนกันเปี๊ยบเลย ไม่เพี้ยนกันเลยสักนิดเดียว

จะสีไวโอลินได้ก็ต้องมีกล้ามเนื้อที่สามารถขยับได้ พับได้ จับต้องได้ คนกับหุ่นยนต์ไม่ต่างกันมาก





เทียบกันดูแล้วคล้ายกันมากครับ มีส่วนที่ยืดออกได้ เพื่อทำให้แขนยืดออกไปได้ มีอีกส่วนที่ดึงกลับเข้ามาได้ ทำให้แขนพับเข้ามาได้

จากแขนมันจะต่อไปสมองได้ จะต่อกันได้ก็ต้องใช้สายไฟครับ




แขนต่อกับไขสันหลังเพื่อที่จะต่อกับสมองอีกทีนึง ส่วนหุ่นยนต์ใช้สายไฟต่อแขนกับคอมพิวเตอร์ แต่ว่าไขสันหลังดูหยุกหยุยกว่า ถ้าสายไฟขาดปุ๊บ เลยขยับตัวไม่ได้

สมองมันก็แค่เซลล์ประสาทมาต่อกันเยอะๆ คอมพิวเตอร์ก็แค่แผงวงจรที่หน่วยในวงจรมาต่อกัน








พอต่อกันดีๆ ก็ขยับแขน มือ จำเนื้อเพลง แค่นี้ก็สีไวโอลินได้เหมือนกัน แล้ว ที่ต่างกันก็แค่วัสดุที่ใช้ทำคนนี่ออกจะหยุยๆ น้ำๆ เลือดๆ แต่ว่าวัสดุที่ใช้ทำหุ่นยนต์มาจากโลหะต่างๆ

ถ้าเอาแบบแผงวงจรไปให้วิศวะไฟฟ้าเก่งๆ ดู นั่งอ่านสักพักนึงก็เข้าใจแล้วว่าแผงวงจรนั้นใช้ทำอะไร พฤติกรรม จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ความรู้คิด ก็เกิดมาจากแค่สายไฟมาต่อกันดีๆ แค่นั้นเอง ไม่มีอะไรมาก อ้าถ้าเราเข้าใจว่าไอ้พวกสายไฟพวกนี้มันต่อกันยังไงในสมอง ส่วนไหนมีหน้าที่อะไรเท่านี้เราก็จะเข้าใจพฤติกรรม จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ความรู้คิดของมนุษย์ทุกอย่าง แต่ว่านักประสาทวิทยาศาสตร์มานั่งดูสมองมาเป็นร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังเข้าใจไม่หมดครับ เหะ ผมเลยแอบมั่นใจว่าผมไม่น่าจะตกงาน คงมีอะไรให้ศึกษาวิจัยไปเรื่อย แต่ว่ากว่าจะเริ่มทำวิจัยได้ก็ต้องศึกษาพวกความรู้เก่าๆ เป็นตั้งๆ หนาเตอะ อ่านกันเหนื่อยครับ

นักศิลปินบางรายคงเถียงว่า คนสีไวโอลิน กับ หุ่นยนต์สีไวโอลิน จะเหมือนกันได้ไง คนสีด้วยจิตวิญญาณ แต่ว่าหุ่นยนต์ไม่ม่จิตวิญญาณ.... ในแง่นี้นักประสาทวิทยาศาสตร์ไม่ขอเอี่ยวด้วยครับ เพราะว่านักประสาทวิทยาศาสตร์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ตรวจจับ วัดผลไม่ได้ ก็เลยไม่ขอเสนอข้อสรุปครับ ว่าง่ายๆ คือ ก็ตอบกลับไปว่าวิญญาณนี้อาจจะมีหรือไม่มีจริงก็ได้... แต่เอ คนทำไมต้องมีวิญญาณล่ะ ถ้าไม่มีประโยชน์เลยจะมีไปทำไมนะ เอหรือว่ามันมีประโยชน์จริงๆ

มนุษย์เป็นคนที่สร้างหุ่นยนต์ขึ้นมา แล้วใครกันล่ะที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา คนเกิดมาได้ยังไง

เฮ่อ คำถามเยอะแยะเต็มไปหมด ตอนต่อๆ ไปจากนี้ เราจะได้รู้กันครับว่ารัฐบาลไทยส่งผมมาเรียนอะไรบ้าง พฤติกรรมของเราด้านไหนบ้างที่เรารู้ชัดแล้วว่าถูกสั่งมาโดยสมอง หรือจิตใจเราได้ยังไง เราเข้าใจสมองถึงขั้นไหนแล้ว วิญญาณมีจริงรึเปล่า คนเกิดมาได้ยังไง และคำถามอื่นอีกที่น่าตื่นเต้นมากมายครับ

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

โรค(กายและ)จิต

ห้ามเดินตากฝน เดี๋ยวเป็นหวัด
ห้ามกินของตกพื้น เดี๋ยวปวดท้อง
ระวังอย่าให้ยุงกัด เดี๋ยวจะเป็นมาลาเรีย

การแพทย์เราพัฒนามากมาย รู้แล้วว่าอะไรเป็นตัวการของโลกอะไร แถมยังวัคซีนฉีดหยอดไว้กันโรค อีกต่างหาก แล้วก็รู้อีกว่าเวลาเป็นหวัดเชื้อโรคมันเข้าไปทำอะไร อุด ขุด เจาะ ช่องอะไรในร่างกาย โรคทางกายพวกนี้เรารักษาได้เกือบหมด เพราะว่าเรามีรู้สาเหตุ อาการ อะไรเรียบร้อย โรคทางจิตล่ะครับ เกิดจากอะไร แบคทีเรีย ไวรัส ผงชูรส หรือว่าเกิดจากการที่เราไปเอาความคิดอะไรประหลาดเข้ามาทำให้ระบบความคิดป่วน

นักจิตวิทยากลุ่มนึงสังเกตว่า พ่อแม่พี่น้องหรือญาติๆของผู้ป่วยจิตเภทมักจะเป็นจิตเภทเหมือนกัน อื่ม แปลว่าโรคจิตเภทอาจจะติดต่อทางกรรมพันธุ์ เพื่อให้ฟังดูน่าเชื่อถือ ดูเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นนักจิตพวกนี้เลย ลองนับดูว่าถ้าเรามีพี่หรือน้อง หรือพ่อแม่ หรือญาติ หรือตาสีตาสาที่ไม่เกี่ยวข้องคณาญาติอะไรกับเราเลยที่เป็นจิตเภท เราจะมีโอกาสเท่าไรที่จะเป็นโรคจิตเภท



แฝดฝาเดียวกัน หรือ ฝาแฝดเหมือนของผู้ป่วยจิตเภท มีคัมภีร์จีโนมที่เหมือนกับผู้ป่วยเป๊ะทุกประการ (ถ้าไม่รู้แปลว่าอะไรให้อ่าน ตอนคัมภีร์ชีวิต) จะมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทถึง 48% เห็นชัดๆว่า ถ้ามีจีนเหมือนกันทำให้มีโอกาสเป็นโรคจิตเภทเหมือนกันสูงกว่า ถ้าเทียบกับคนที่ไม่มีจีนเหมือนกับเราเลย เช่น เพื่อนที่โรงเรียนที่เป็นโรคจิตเภท จะมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทแค่ 1% แค่นั้นเอง แปลว่าจะต้องมีจีนบางตัวที่เป็นต้นเหตุของโรคจิตเภทนั่นเอง

โรคย้ำคิดย้ำทำก็ติดต่อทางกรรมพันธุ์เหมือนกับโรคจิตเภท แค่นั้นไม่พอมีนักจิตวิทยา กับนักสถิติร่วมมือกันพยายามเสาะหาเลยว่ายีนตัวไหนกันที่ทำให้เกิดโรคย้ำคิดย้ำทำ โดยเอาคลี่คัมภีร์จีโนมออกมาดู เอ ในเมื่อเราอ่านคัมภีร์ไม่ออก คลี่ออกมาดูแล้วจะได้อะไรขึ้นมา อ่า...

ลองคิดว่ามีฝรั่งมาอยู่เมืองไทยกำลังหัดอ่านภาษาไทย สั่งกับข้าวได้ อ่านป้ายออก แต่ว่าไม่ค่อยรู้ชื่อคน หรือคำยากๆ คำอื่น แล้วอยากรู้ว่า อภิสิทธิ์ สะกดยังไง แต่เผอิญพจนานุกรมก็ไม่มี แต่ว่านายคนนี้เป็นนักสถิติ เลยเอาวิธีแก้ปัญหา หรือเรียกว่า อัลกอริธึม (Algorithm) ที่เคยเรียนมามาใช้

ออลกอริธึมง่ายๆ แค่นี้เอง

1. เข้าอินเตอร์เน็ต ไปเอาบทความจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับเสื้อแดงประท้วงมา
2. ใช้คอมพิวเตอร์ หาคำที่เกือบทุกบทความมีเหมือนกันหมด
3. เอาคำง่ายๆ ที่เรารู้แล้วว่าไม่ใช่อภิสิทธิ์แน่นอนออกไป เช่น เป็น อยู่ เข้า เดิน กรุงเทพ ปิด ถนนฯลฯ
4. เอาคำที่เหลือไปถามคนข้างบ้านว่า คำไหนอ่านว่าอภิสิทธิ์

แค่นี้เอง ง่ายมั้ย (แต่ที่จริงขั้นตอนที่ 2 ไม่ค่อยจะง่ายเท่าไร ต้องเขียนโปรแกรมกันหัวปั่น แล้วก็ใช้คอมพิวเตอร์ที่เร็วมากๆ ถึงจะได้)

คราวนี้เราอยากรู้ว่าในภาษาจีโนม โรคย้ำคิดย้ำทำนี่เขียนยังไง ปรากฎว่าวิธีคล้ายกันมากครับ 4 ขั้นตอนเหมือนกัน

1. วิธีก็คือไปแอบเอาแปรงอันเล็กๆมาขูดเยื้อบุแก้มข้างในปากของผู้ปวยโรคนี้มา



แล้วก็ดึงเอาคัมภีร์จีโนม (หรือที่เคยได้ยินกันว่า ดีเอ็นเอ) ซึ่งหน้าตามันคล้ายๆบันไดม้วนๆ ที่อาจจะเคยเห็นกันในหนัง



มันเหมือนคัมภีร์จริงๆ ตัวหนังสืออังกฤษ A, T, C, G เป็นแค่ตัวย่อของสารเคมีที่เอามาใช้เหมือนเป็นภาษาในคัมภีร์ แต่ว่าภาษานี้มีตัวอักษรแค่สี่ตัว เสร็จแล้วก็ดึงเอาตัวหนังสือในคัมภีร์ ออกมาใส่คอมพิวเตอร์

2. ใช้คอมพิวเตอร์มาตรวจหาว่าส่วนไหนที่คัมภีร์เหมือนกันหมด (เขียนโปรแกรมกันเหนื่อยนิดนึง)
3. พยายามเอาคำง่ายๆ ออกไป เพราะว่านักจีโนมพอจะอ่านออกบ้างแล้ว ก็ลองคัดๆทิ้งไปเท่าที่ได้
4. ส่งข้อมูลไปให้นักชีวะลองไปศึกษาตรวจสอบดูว่าอันไหนน่าจะเป็นจีนที่เกี่ยวข้องกับโรคย้ำคิดย้ำทำมากที่สุด

แค่นี้เอง ผลปรากฎว่าเจอจีนตัวนึงที่ทำให้สารเคมีภายในร่างกายไม่เป็นปกติ ทำให้เกิดโรคย้ำคิดย้ำทำขึ้นมา

ตอนนี้นักชีวะ นักสถิติทั่วโลก กำลังทำงานกันวุ่นเลยครับ เพราะพยายามหาวิธีอ่านเจ้าคัมภีร์นี้อยู่ ไม่ว่าจะลองหาอัลกอริธึมใหม่ๆ (พัฒนาขั้นตอนที่ 2 )หรือว่าพยายามทำการทดลองทางชีวะทำให้แน่ใจว่าจีนตัวนั้นเป็นสาเหตุของโรคชัวร์ๆ (พัฒนาขั้นตอนที่ 4)

แต่ว่าแค่นี้ยังไม่จบง่ายๆ ถ้าคิดดีๆ ถ้าโรคจิตเภทเกิดเพราะจีน หรือกรรมพันธุ์อย่างเดียว ไม่มีสาเหตุอื่น ถ้างั้นถ้าฝาแฝดเหมือนคนนึงเป็นโรคจิตเภท อีกคนนึงก็ต้องมีโอกาสเป็นจิตเภทเหมือนกันเกือบ 100% แต่ว่ากราฟข้างบนบอกแค่ 48% อีก 52% มาจากไหนกันล่ะ

ย้อนกลับมาประเด็นเดิมที่เคยพูดไปแล้วในตอนคัมภีร์ชีวิต ฝาแฝดฝาเดียวกันมักจะได้รับการเลี้ยงดูที่คล้ายกัน สิ่งแวดล้อมคล้ายๆ กัน ไปโรงเรียนเดียวกัน คุยกับพ่อแม่เดียวกัน นักจิตวิทยาเลยตั้งทฤษฎีขึ้นมา เรียกว่า แนวโน้ม และ ตัวการ (diathesis-stress model)

เปรียบเทียบกับเหมือนไข่ไก่ที่ร้าวนิดนึง เคาะนิดเดียวก็แตก แต่ว่าไม่เคาะก็ไม่แตก

ทฤษฎีนี้บอกว่า จีนเป็นตัวกำหนดแนวโน้ม (ไข่ไก่ร้าวมากน้อยแค่ไหน) และสภาพสิ่งแวดล้อมเป็นตัวการ (เคาะไข่แรงมากน้อยแค่ไหน) สรุปก็คือว่าโรคจิตนั้นมีทั้งสาเหตุทางกายภาพ (เช่น จีนทำให้สารเคมีในร่างกายไม่ปกติ) และสาเหตุทางจิต (เช่น ความเครียด) ซึ่งที่จริงไม่ต่างอะไรกับเป็นไข้เลย เพราะไข้ก็มีสาเหตุทางกายภาพ (เช่น เชื้อไวรัสเข้าไปเที่ยวเล่นในร่างกาย) และสาเหตุทางจิต (เช่น อ่านหนังสือหนัก เครียดเกิน เลยไข้จับ)

คนเมกันเข้าใจจุดนี้ดีมากๆ ครับ เลยเข้ารับการรักษาแบบไม่มีการอายกัน เพราะคิดว่ามันเป็นแค่โรค โรคๆนึงที่หลักการไม่ได้ต่างจากมะเร็งหรือมาลาเรียเลย นี่เป็นจุดนึงที่คนไทยควรทราบกันครับ ถ้าเกิดว่าไม่ค่อยสบายทางจิต หรือคิดว่าเข้าข่ายโรคทางจิต ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ หรือพบนักจิตวิทยา เพราะยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไร ก็ยิ่งต้องทรมานกับโรคมากเข้าไปเท่านั้นครับ

เย่ ขอจบโรคจิตเท่านี้ครับผม

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

คิดใหม่ ทำใหม่

ก่อนเริ่มตอนใหม่วันนี้ผมเป็นห่วงความปลอดภัยของทุกคน ให้ลองสำรวจคีย์บอร์ดว่าสะอาดรึเปล่า เพราะว่าถ้าใช้คีย์บอร์ดที่มันมีสิ่งสกปรกที่สะสมหมะหมมมาตลอดวันอาจจะทำให้ติดเชื้อไม่สบายได้ แล้วก็สำรวจเมาส์ด้วยว่าข้างใต้เช็ดด้วยแอลกอฮอล์รึยัง เพราะว่าการลากเมาส์ไปมาทำให้เชื้อโรคแพร่กระจาย และใต้เมาส์อุณหภูมิจะอุ่นกว่ารอบๆ ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตเร็วขึ้นไปอีก ควรเอาสำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดโต๊ะห้ารอบเพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อโรคตายหมด ถ้าเกิดลืมทำพวกนี้ให้รีบไปล้างมืด้วยน้ำร้อนหกรอบ

ถ้าใครบอกว่า อะโหยเต้มาพล่ามอะไรตั้งมากมาย นี่ทำเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว ถ้าใครมีความคิดแบบนี้ ตามตำราเรียกว่าเข้าข่ายโรคย้ำคิดย้ำทำ ครับมาจากภาษาอังกฤษ Obsessive-compulsive disorder หรือชื่อเล่นเรียกสั้นๆ ว่า โอซีดี

ตัวอย่่างเช่น นายคนนี้



เหะ แอบเล่นมุขเดิมครับ นายคนนี้ชื่อ แจ๊ค นิโคลสัน แต่ว่าเค้าไม่ได้เป็นโอซีดีครับ โอซีดีเป็นหนึ่งในโรคทางจิตที่ดังมากในวงการฮอลลีวูด เอาโรคนี้มาทำเป็นหนังซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่นนาย แจ็ค นิโคลสัน จาก As good as it gets



เปิดปิดไฟห้ารอบ ถุงมือหนังใช้ครั้งเดียวทิ้ง สบู่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ล้างมือด้วยน้ำร้อนจัด นี่คืออาการที่เข้าข่ายโรคโอซีดีครับ

ทำไมถึงเรียกว่าย้ำคิด ย้ำทำล่ะ เป็นเพราะว่าชอบทำอะไรซ้ำๆซากๆ พูดอะไรซ้ำไปซ้ำมาหรือไง อุ้ยงี้ที่แม่ชอบบ่น กร่นด่า เราซ้ำๆซากๆ แสดงว่าแม่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ โอซีดีรึเปล่า

ถ้าขึ้นต้นด้วยคำถามแบบนี้ คำตอบคือไม่ครับ​โรคนี้มีรายละเอียดที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป

โรคชื่อว่าย้ำคิด ย้ำทำ แต่ที่เรามองเห็นได้คืออาการย้ำทำ เพราะว่าเห็นจะๆ ว่าทำอะไรซ้ำๆ อย่างเช่นในหนังตัวอย่างข้างบน แต่ที่บอกว่าย้ำคิด คือย้ำคิดอะไร

เคยเป็นมั้ยครับที่ออกจากบ้านจะไปทำงาน หรือไปมหาลัย เดินออกมาถึงหน้าปากซอย แล้วนึกขึ้นได้ อุ้ย เฮ้ย ลืมล็อคบ้านรึเปล่าเนี่ย เฮ้ยหรือลืมปิดแก็สรึเปล่า เพราะแอบต้มกาแฟก่อนจากบ้านตอนเช้า ไม่สบายใจๆๆๆ ต้องเดินกลับเข้าไปในซอยเช็คอีกที โอเคล็อคบ้าน ปิดแก็สเรียบร้อย ไปโรงเรียนได้แล้ว

ฟังดูปกติดีครับ คนที่อาการของโรคย้ำคิดย้ำทำ จะมีรู้สึกความไม่กังวลไม่สบายใจมากเกินปกติ ทำให้พอเดินออกจากซอยมาถึงปากซอยก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่เลยต้องเดินกลับเข้าบ้านไปเช็คใหม่อีกรอบนึงแล้วต้องทำแบบนี้่หลายๆครั้งถึงจะสบายใจ

สรุปคืออาการย้ำคิด คือ ย้ำคิดถึงเรื่องอันตรายที่ก่อให้เกิดความกังวลใจไม่สบายใจ (เช่น กังวลว่าอาจจะลืมล็อคบ้าน) พอมีเรื่องกังวลต้องทำอะไรให้หายกังวล (เช่นย้อนกลับไปบ้านดูว่าล็อคบ้านรึยัง)

พออาการแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ บ่อยๆ เข้าทุกวัน ก็อาจจะเริ่มจะหาวิธีืทำให้หายกังวลได้ดีขึ้น ก็เริ่มสร้างพิธีกรรมเป็นของตัวเอง เช่น ล็อคประตูสักสิบครั้งก่อนออกจากบ้าน แล้วจะรู้สึกสบายใจหายกังวล ซึ่งอาการแบบนี้่ก็ฟังดูทะแม่งๆ นะครับ แต่ลองนึกดูว่าถ้ามีเพื่อนนอนอยู่โรงพยาบาลจะผ่าตัด ไม่รู้จะเป็นหรือตาย เราก็จะรู้สึกกังวล แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงทำให้รู้สึกหายกังวล ก็เริ่มสร้างพิธีกรรมเหมือนกันครับ เช่น ไปบนศาลเจ้าพ่อสิบแปดดัชนี สาธุ ขอให้เพื่อนลูกช้างไม่เป็นอะไรทีเถอะ เจ้าค่า เพี่ยง โอเค หายกังวลขึ้นมาหน่อยนึง หรืออาจจะเริ่มซื้อดอกไม้เก้าดอกไปถวายทุกวัน อะไรก็ว่าไปครับ ผมไม่ขอออกความเห็นว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยได้จริงรึเปล่า แต่สิ่งที่ช่วยได้จริงๆ คือ เราสบายใจขึ้นนั่นเองครับ

เอ แต่ว่าถ้าคิดว่าการล็อคบ้านสิบครั้งเป็นพิธีทำความเคารพเจ้าที่เจ้าทางเพื่อให้ท่านช่วยปกป้องบ้านล่ะ ถ้างี้ถือว่าเป็นอาการย้ำคิดย้ำทำอีกรึเปล่า

อื่ม... อันนี้ต้องย้อนกลับไปตอนแรกเลยที่ผมพูดถึงว่าพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ต่างๆ ที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทำไมต้องดอกไม้เก้าดอก เจ็ดดอกโอเครึเปล่า ถ้าดอกเล็กถือว่าเป็นครึงดอกรึเปล่า สิ่งพวกนี้พูดยากครับว่าอันไหนเป็นโรค อันไหนไม่เป็น

แต่ว่าเป็นโรคแน่ๆครับ ถ้าเกิดว่าต้องเช็คบ้านสองชั่วโมง อาบน้ำสองชั่วโมง เช็ครถอีกสองชั่วโมงก่อนออกจากบ้าน ทุกๆวัน ถ้้าไม่ทำจะไม่สบายใจจนออกจากบ้านไม่ได้ อันนี้เป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ช่วยวินิจฉัยว่าเป็นโรคหรือไม่ เพราะว่าถ้าความไม่สบายใจมันแรงขนาดที่ต้องเตรียมตัวเป็นชั่วโมงก่อนออกจากบ้านนี่ก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ถ้าเกิดถึงขั้นนี้ต้องรับการรักษาครับ

รักษายังไงล่ะครับ การรักษาที่เวิร์คสุดคือคุยกับจิตแพทย์เพื่อการบำบัดจิตและพฤติกรรม เพราะว่าโรคนี้เกิดจากความคิดที่หมกมุ่นกับสิ่งมืด กับสิ่งอันตรายมากจนเกินไป ว่าง่ายๆ คือ ผู้ป่วยจะต้องคิดใหม่ทำใหม่นั่นเอง ผมจะกลับมาพูดเรื่องการบำบัดอีกทีเพราะว่าการบำบัดแบบคิดใหม่ทำใหม่นั้นส่วนนึงอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ที่ผมจะพูดถึงตอนหลัง คอยติดตามชมกันตอนต่อไป

นอกจากนั้นผู้ป่วยอาจจะเริ่มทานยาที่มีผลทางจิต หรือว่าป่วยหนักจริงๆ หรือมีอาการกังวลที่ทำให้กินยาไม่ได้เป็นเวลานานๆ การรักษาอย่างอื่นไม่ได้ผลก็อาจจะต้องใช้วิธีช็อตไฟฟ้า ...ไม่สนุกครับ แต่ว่าเวิร์คกับผู้ป่วยบางราย

อ่านกันมาแล้วว่าเป็นโรคจิตเภทนี่ไม่สนุกเลย โรคย้ำคิดย้ำทำคนอื่นดูแล้วฮา แต่ว่าเป็นแล้วก็ทรมานไม่สนุกเหมือนกัน ร่างกายทรมานเราได้ยังไง จิตใจก็ทรมานเราได้ไม่แพ้กันครับ

โรคจิตพวกนี้เกิดจากอะไรกันล่ะ คงไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียเหมือนโรคทางกายแน่นอน ตอนหน้าดูกันครับว่า​โรคจิตเกิดจากอะไร