วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

โรค(กายและ)จิต

ห้ามเดินตากฝน เดี๋ยวเป็นหวัด
ห้ามกินของตกพื้น เดี๋ยวปวดท้อง
ระวังอย่าให้ยุงกัด เดี๋ยวจะเป็นมาลาเรีย

การแพทย์เราพัฒนามากมาย รู้แล้วว่าอะไรเป็นตัวการของโลกอะไร แถมยังวัคซีนฉีดหยอดไว้กันโรค อีกต่างหาก แล้วก็รู้อีกว่าเวลาเป็นหวัดเชื้อโรคมันเข้าไปทำอะไร อุด ขุด เจาะ ช่องอะไรในร่างกาย โรคทางกายพวกนี้เรารักษาได้เกือบหมด เพราะว่าเรามีรู้สาเหตุ อาการ อะไรเรียบร้อย โรคทางจิตล่ะครับ เกิดจากอะไร แบคทีเรีย ไวรัส ผงชูรส หรือว่าเกิดจากการที่เราไปเอาความคิดอะไรประหลาดเข้ามาทำให้ระบบความคิดป่วน

นักจิตวิทยากลุ่มนึงสังเกตว่า พ่อแม่พี่น้องหรือญาติๆของผู้ป่วยจิตเภทมักจะเป็นจิตเภทเหมือนกัน อื่ม แปลว่าโรคจิตเภทอาจจะติดต่อทางกรรมพันธุ์ เพื่อให้ฟังดูน่าเชื่อถือ ดูเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นนักจิตพวกนี้เลย ลองนับดูว่าถ้าเรามีพี่หรือน้อง หรือพ่อแม่ หรือญาติ หรือตาสีตาสาที่ไม่เกี่ยวข้องคณาญาติอะไรกับเราเลยที่เป็นจิตเภท เราจะมีโอกาสเท่าไรที่จะเป็นโรคจิตเภท



แฝดฝาเดียวกัน หรือ ฝาแฝดเหมือนของผู้ป่วยจิตเภท มีคัมภีร์จีโนมที่เหมือนกับผู้ป่วยเป๊ะทุกประการ (ถ้าไม่รู้แปลว่าอะไรให้อ่าน ตอนคัมภีร์ชีวิต) จะมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทถึง 48% เห็นชัดๆว่า ถ้ามีจีนเหมือนกันทำให้มีโอกาสเป็นโรคจิตเภทเหมือนกันสูงกว่า ถ้าเทียบกับคนที่ไม่มีจีนเหมือนกับเราเลย เช่น เพื่อนที่โรงเรียนที่เป็นโรคจิตเภท จะมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทแค่ 1% แค่นั้นเอง แปลว่าจะต้องมีจีนบางตัวที่เป็นต้นเหตุของโรคจิตเภทนั่นเอง

โรคย้ำคิดย้ำทำก็ติดต่อทางกรรมพันธุ์เหมือนกับโรคจิตเภท แค่นั้นไม่พอมีนักจิตวิทยา กับนักสถิติร่วมมือกันพยายามเสาะหาเลยว่ายีนตัวไหนกันที่ทำให้เกิดโรคย้ำคิดย้ำทำ โดยเอาคลี่คัมภีร์จีโนมออกมาดู เอ ในเมื่อเราอ่านคัมภีร์ไม่ออก คลี่ออกมาดูแล้วจะได้อะไรขึ้นมา อ่า...

ลองคิดว่ามีฝรั่งมาอยู่เมืองไทยกำลังหัดอ่านภาษาไทย สั่งกับข้าวได้ อ่านป้ายออก แต่ว่าไม่ค่อยรู้ชื่อคน หรือคำยากๆ คำอื่น แล้วอยากรู้ว่า อภิสิทธิ์ สะกดยังไง แต่เผอิญพจนานุกรมก็ไม่มี แต่ว่านายคนนี้เป็นนักสถิติ เลยเอาวิธีแก้ปัญหา หรือเรียกว่า อัลกอริธึม (Algorithm) ที่เคยเรียนมามาใช้

ออลกอริธึมง่ายๆ แค่นี้เอง

1. เข้าอินเตอร์เน็ต ไปเอาบทความจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับเสื้อแดงประท้วงมา
2. ใช้คอมพิวเตอร์ หาคำที่เกือบทุกบทความมีเหมือนกันหมด
3. เอาคำง่ายๆ ที่เรารู้แล้วว่าไม่ใช่อภิสิทธิ์แน่นอนออกไป เช่น เป็น อยู่ เข้า เดิน กรุงเทพ ปิด ถนนฯลฯ
4. เอาคำที่เหลือไปถามคนข้างบ้านว่า คำไหนอ่านว่าอภิสิทธิ์

แค่นี้เอง ง่ายมั้ย (แต่ที่จริงขั้นตอนที่ 2 ไม่ค่อยจะง่ายเท่าไร ต้องเขียนโปรแกรมกันหัวปั่น แล้วก็ใช้คอมพิวเตอร์ที่เร็วมากๆ ถึงจะได้)

คราวนี้เราอยากรู้ว่าในภาษาจีโนม โรคย้ำคิดย้ำทำนี่เขียนยังไง ปรากฎว่าวิธีคล้ายกันมากครับ 4 ขั้นตอนเหมือนกัน

1. วิธีก็คือไปแอบเอาแปรงอันเล็กๆมาขูดเยื้อบุแก้มข้างในปากของผู้ปวยโรคนี้มา



แล้วก็ดึงเอาคัมภีร์จีโนม (หรือที่เคยได้ยินกันว่า ดีเอ็นเอ) ซึ่งหน้าตามันคล้ายๆบันไดม้วนๆ ที่อาจจะเคยเห็นกันในหนัง



มันเหมือนคัมภีร์จริงๆ ตัวหนังสืออังกฤษ A, T, C, G เป็นแค่ตัวย่อของสารเคมีที่เอามาใช้เหมือนเป็นภาษาในคัมภีร์ แต่ว่าภาษานี้มีตัวอักษรแค่สี่ตัว เสร็จแล้วก็ดึงเอาตัวหนังสือในคัมภีร์ ออกมาใส่คอมพิวเตอร์

2. ใช้คอมพิวเตอร์มาตรวจหาว่าส่วนไหนที่คัมภีร์เหมือนกันหมด (เขียนโปรแกรมกันเหนื่อยนิดนึง)
3. พยายามเอาคำง่ายๆ ออกไป เพราะว่านักจีโนมพอจะอ่านออกบ้างแล้ว ก็ลองคัดๆทิ้งไปเท่าที่ได้
4. ส่งข้อมูลไปให้นักชีวะลองไปศึกษาตรวจสอบดูว่าอันไหนน่าจะเป็นจีนที่เกี่ยวข้องกับโรคย้ำคิดย้ำทำมากที่สุด

แค่นี้เอง ผลปรากฎว่าเจอจีนตัวนึงที่ทำให้สารเคมีภายในร่างกายไม่เป็นปกติ ทำให้เกิดโรคย้ำคิดย้ำทำขึ้นมา

ตอนนี้นักชีวะ นักสถิติทั่วโลก กำลังทำงานกันวุ่นเลยครับ เพราะพยายามหาวิธีอ่านเจ้าคัมภีร์นี้อยู่ ไม่ว่าจะลองหาอัลกอริธึมใหม่ๆ (พัฒนาขั้นตอนที่ 2 )หรือว่าพยายามทำการทดลองทางชีวะทำให้แน่ใจว่าจีนตัวนั้นเป็นสาเหตุของโรคชัวร์ๆ (พัฒนาขั้นตอนที่ 4)

แต่ว่าแค่นี้ยังไม่จบง่ายๆ ถ้าคิดดีๆ ถ้าโรคจิตเภทเกิดเพราะจีน หรือกรรมพันธุ์อย่างเดียว ไม่มีสาเหตุอื่น ถ้างั้นถ้าฝาแฝดเหมือนคนนึงเป็นโรคจิตเภท อีกคนนึงก็ต้องมีโอกาสเป็นจิตเภทเหมือนกันเกือบ 100% แต่ว่ากราฟข้างบนบอกแค่ 48% อีก 52% มาจากไหนกันล่ะ

ย้อนกลับมาประเด็นเดิมที่เคยพูดไปแล้วในตอนคัมภีร์ชีวิต ฝาแฝดฝาเดียวกันมักจะได้รับการเลี้ยงดูที่คล้ายกัน สิ่งแวดล้อมคล้ายๆ กัน ไปโรงเรียนเดียวกัน คุยกับพ่อแม่เดียวกัน นักจิตวิทยาเลยตั้งทฤษฎีขึ้นมา เรียกว่า แนวโน้ม และ ตัวการ (diathesis-stress model)

เปรียบเทียบกับเหมือนไข่ไก่ที่ร้าวนิดนึง เคาะนิดเดียวก็แตก แต่ว่าไม่เคาะก็ไม่แตก

ทฤษฎีนี้บอกว่า จีนเป็นตัวกำหนดแนวโน้ม (ไข่ไก่ร้าวมากน้อยแค่ไหน) และสภาพสิ่งแวดล้อมเป็นตัวการ (เคาะไข่แรงมากน้อยแค่ไหน) สรุปก็คือว่าโรคจิตนั้นมีทั้งสาเหตุทางกายภาพ (เช่น จีนทำให้สารเคมีในร่างกายไม่ปกติ) และสาเหตุทางจิต (เช่น ความเครียด) ซึ่งที่จริงไม่ต่างอะไรกับเป็นไข้เลย เพราะไข้ก็มีสาเหตุทางกายภาพ (เช่น เชื้อไวรัสเข้าไปเที่ยวเล่นในร่างกาย) และสาเหตุทางจิต (เช่น อ่านหนังสือหนัก เครียดเกิน เลยไข้จับ)

คนเมกันเข้าใจจุดนี้ดีมากๆ ครับ เลยเข้ารับการรักษาแบบไม่มีการอายกัน เพราะคิดว่ามันเป็นแค่โรค โรคๆนึงที่หลักการไม่ได้ต่างจากมะเร็งหรือมาลาเรียเลย นี่เป็นจุดนึงที่คนไทยควรทราบกันครับ ถ้าเกิดว่าไม่ค่อยสบายทางจิต หรือคิดว่าเข้าข่ายโรคทางจิต ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ หรือพบนักจิตวิทยา เพราะยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไร ก็ยิ่งต้องทรมานกับโรคมากเข้าไปเท่านั้นครับ

เย่ ขอจบโรคจิตเท่านี้ครับผม

วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

คิดใหม่ ทำใหม่

ก่อนเริ่มตอนใหม่วันนี้ผมเป็นห่วงความปลอดภัยของทุกคน ให้ลองสำรวจคีย์บอร์ดว่าสะอาดรึเปล่า เพราะว่าถ้าใช้คีย์บอร์ดที่มันมีสิ่งสกปรกที่สะสมหมะหมมมาตลอดวันอาจจะทำให้ติดเชื้อไม่สบายได้ แล้วก็สำรวจเมาส์ด้วยว่าข้างใต้เช็ดด้วยแอลกอฮอล์รึยัง เพราะว่าการลากเมาส์ไปมาทำให้เชื้อโรคแพร่กระจาย และใต้เมาส์อุณหภูมิจะอุ่นกว่ารอบๆ ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตเร็วขึ้นไปอีก ควรเอาสำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดโต๊ะห้ารอบเพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อโรคตายหมด ถ้าเกิดลืมทำพวกนี้ให้รีบไปล้างมืด้วยน้ำร้อนหกรอบ

ถ้าใครบอกว่า อะโหยเต้มาพล่ามอะไรตั้งมากมาย นี่ทำเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว ถ้าใครมีความคิดแบบนี้ ตามตำราเรียกว่าเข้าข่ายโรคย้ำคิดย้ำทำ ครับมาจากภาษาอังกฤษ Obsessive-compulsive disorder หรือชื่อเล่นเรียกสั้นๆ ว่า โอซีดี

ตัวอย่่างเช่น นายคนนี้



เหะ แอบเล่นมุขเดิมครับ นายคนนี้ชื่อ แจ๊ค นิโคลสัน แต่ว่าเค้าไม่ได้เป็นโอซีดีครับ โอซีดีเป็นหนึ่งในโรคทางจิตที่ดังมากในวงการฮอลลีวูด เอาโรคนี้มาทำเป็นหนังซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่นนาย แจ็ค นิโคลสัน จาก As good as it gets



เปิดปิดไฟห้ารอบ ถุงมือหนังใช้ครั้งเดียวทิ้ง สบู่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ล้างมือด้วยน้ำร้อนจัด นี่คืออาการที่เข้าข่ายโรคโอซีดีครับ

ทำไมถึงเรียกว่าย้ำคิด ย้ำทำล่ะ เป็นเพราะว่าชอบทำอะไรซ้ำๆซากๆ พูดอะไรซ้ำไปซ้ำมาหรือไง อุ้ยงี้ที่แม่ชอบบ่น กร่นด่า เราซ้ำๆซากๆ แสดงว่าแม่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ โอซีดีรึเปล่า

ถ้าขึ้นต้นด้วยคำถามแบบนี้ คำตอบคือไม่ครับ​โรคนี้มีรายละเอียดที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป

โรคชื่อว่าย้ำคิด ย้ำทำ แต่ที่เรามองเห็นได้คืออาการย้ำทำ เพราะว่าเห็นจะๆ ว่าทำอะไรซ้ำๆ อย่างเช่นในหนังตัวอย่างข้างบน แต่ที่บอกว่าย้ำคิด คือย้ำคิดอะไร

เคยเป็นมั้ยครับที่ออกจากบ้านจะไปทำงาน หรือไปมหาลัย เดินออกมาถึงหน้าปากซอย แล้วนึกขึ้นได้ อุ้ย เฮ้ย ลืมล็อคบ้านรึเปล่าเนี่ย เฮ้ยหรือลืมปิดแก็สรึเปล่า เพราะแอบต้มกาแฟก่อนจากบ้านตอนเช้า ไม่สบายใจๆๆๆ ต้องเดินกลับเข้าไปในซอยเช็คอีกที โอเคล็อคบ้าน ปิดแก็สเรียบร้อย ไปโรงเรียนได้แล้ว

ฟังดูปกติดีครับ คนที่อาการของโรคย้ำคิดย้ำทำ จะมีรู้สึกความไม่กังวลไม่สบายใจมากเกินปกติ ทำให้พอเดินออกจากซอยมาถึงปากซอยก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่เลยต้องเดินกลับเข้าบ้านไปเช็คใหม่อีกรอบนึงแล้วต้องทำแบบนี้่หลายๆครั้งถึงจะสบายใจ

สรุปคืออาการย้ำคิด คือ ย้ำคิดถึงเรื่องอันตรายที่ก่อให้เกิดความกังวลใจไม่สบายใจ (เช่น กังวลว่าอาจจะลืมล็อคบ้าน) พอมีเรื่องกังวลต้องทำอะไรให้หายกังวล (เช่นย้อนกลับไปบ้านดูว่าล็อคบ้านรึยัง)

พออาการแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ บ่อยๆ เข้าทุกวัน ก็อาจจะเริ่มจะหาวิธีืทำให้หายกังวลได้ดีขึ้น ก็เริ่มสร้างพิธีกรรมเป็นของตัวเอง เช่น ล็อคประตูสักสิบครั้งก่อนออกจากบ้าน แล้วจะรู้สึกสบายใจหายกังวล ซึ่งอาการแบบนี้่ก็ฟังดูทะแม่งๆ นะครับ แต่ลองนึกดูว่าถ้ามีเพื่อนนอนอยู่โรงพยาบาลจะผ่าตัด ไม่รู้จะเป็นหรือตาย เราก็จะรู้สึกกังวล แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงทำให้รู้สึกหายกังวล ก็เริ่มสร้างพิธีกรรมเหมือนกันครับ เช่น ไปบนศาลเจ้าพ่อสิบแปดดัชนี สาธุ ขอให้เพื่อนลูกช้างไม่เป็นอะไรทีเถอะ เจ้าค่า เพี่ยง โอเค หายกังวลขึ้นมาหน่อยนึง หรืออาจจะเริ่มซื้อดอกไม้เก้าดอกไปถวายทุกวัน อะไรก็ว่าไปครับ ผมไม่ขอออกความเห็นว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยได้จริงรึเปล่า แต่สิ่งที่ช่วยได้จริงๆ คือ เราสบายใจขึ้นนั่นเองครับ

เอ แต่ว่าถ้าคิดว่าการล็อคบ้านสิบครั้งเป็นพิธีทำความเคารพเจ้าที่เจ้าทางเพื่อให้ท่านช่วยปกป้องบ้านล่ะ ถ้างี้ถือว่าเป็นอาการย้ำคิดย้ำทำอีกรึเปล่า

อื่ม... อันนี้ต้องย้อนกลับไปตอนแรกเลยที่ผมพูดถึงว่าพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ต่างๆ ที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทำไมต้องดอกไม้เก้าดอก เจ็ดดอกโอเครึเปล่า ถ้าดอกเล็กถือว่าเป็นครึงดอกรึเปล่า สิ่งพวกนี้พูดยากครับว่าอันไหนเป็นโรค อันไหนไม่เป็น

แต่ว่าเป็นโรคแน่ๆครับ ถ้าเกิดว่าต้องเช็คบ้านสองชั่วโมง อาบน้ำสองชั่วโมง เช็ครถอีกสองชั่วโมงก่อนออกจากบ้าน ทุกๆวัน ถ้้าไม่ทำจะไม่สบายใจจนออกจากบ้านไม่ได้ อันนี้เป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ช่วยวินิจฉัยว่าเป็นโรคหรือไม่ เพราะว่าถ้าความไม่สบายใจมันแรงขนาดที่ต้องเตรียมตัวเป็นชั่วโมงก่อนออกจากบ้านนี่ก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ถ้าเกิดถึงขั้นนี้ต้องรับการรักษาครับ

รักษายังไงล่ะครับ การรักษาที่เวิร์คสุดคือคุยกับจิตแพทย์เพื่อการบำบัดจิตและพฤติกรรม เพราะว่าโรคนี้เกิดจากความคิดที่หมกมุ่นกับสิ่งมืด กับสิ่งอันตรายมากจนเกินไป ว่าง่ายๆ คือ ผู้ป่วยจะต้องคิดใหม่ทำใหม่นั่นเอง ผมจะกลับมาพูดเรื่องการบำบัดอีกทีเพราะว่าการบำบัดแบบคิดใหม่ทำใหม่นั้นส่วนนึงอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ที่ผมจะพูดถึงตอนหลัง คอยติดตามชมกันตอนต่อไป

นอกจากนั้นผู้ป่วยอาจจะเริ่มทานยาที่มีผลทางจิต หรือว่าป่วยหนักจริงๆ หรือมีอาการกังวลที่ทำให้กินยาไม่ได้เป็นเวลานานๆ การรักษาอย่างอื่นไม่ได้ผลก็อาจจะต้องใช้วิธีช็อตไฟฟ้า ...ไม่สนุกครับ แต่ว่าเวิร์คกับผู้ป่วยบางราย

อ่านกันมาแล้วว่าเป็นโรคจิตเภทนี่ไม่สนุกเลย โรคย้ำคิดย้ำทำคนอื่นดูแล้วฮา แต่ว่าเป็นแล้วก็ทรมานไม่สนุกเหมือนกัน ร่างกายทรมานเราได้ยังไง จิตใจก็ทรมานเราได้ไม่แพ้กันครับ

โรคจิตพวกนี้เกิดจากอะไรกันล่ะ คงไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียเหมือนโรคทางกายแน่นอน ตอนหน้าดูกันครับว่า​โรคจิตเกิดจากอะไร

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

จิตเภท สกิโซเฟรเนีย

คุยแต่เรื่องจิตวิทยามานานวันนี้ขออาสาพาทัวร์มหาวิทยาลัยที่ผมอยู่สักนิดนึง แต่ไม่ต้องห่วงยังไงก็เกี่ยวกับจิตวิทยาอยู่ดี

มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันเป็นหนึ่งในมหาลัยไม้เลื้อยหรูหรา ไอวี่ลีค (Ivy League) อยู่รัฐนิวเจอร์ซี่ เพราะฉะนั้นถ้าบินจากกรุงเทพมานิวยอร์ค



ยังไม่ถึงครับๆ ต้องนั่งรถไฟออกจากแสงสีเมืองนิวยอร์ค ต่อไปอีกสองชั่วโมง ฝ่าป่าเขาและท้องทุ่ง พนาไพรจนมาถึงภูบาลปรินซ์ตัน



ที่ซุกหัวนอนของผมเรียกว่า แกรดจูเอ็ด คอลเลจ (Graduate College) หรือเรียกเล่นๆ ว่า แกรดคอลเลจ หน้าตาเหมือนปราสาทเก่าๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเด็กปริญญาโท และเอกที่มหาลัยปรินซ์ตัน ห้องผมอยู่ปลายลูกศรนี้ สามารถมาเยี่ยมเยียนกันได้



ปราสาทแกรดจูเอ็ด คอลเลจเคยเป็นที่อยู่นายคนนี้



รัสเซิล โครว เคยเป็นเด็กปรินซ์ตันตั้งแต่เมื่อไรกัน ที่จริงนายรัสเซิล โครวไม่เคยอยู่ที่นี่แต่ว่า ศาสตราจารย์จอห์น แนช เคยอยู่ที่นี่ตอนทำปริญญาเอก นายรัสเซิล โครวเล่นเป็นจอห์น แนช ในหนังเรื่อง บิวตีฟูล ไมนด์ ผมพยายามถามคนแถวนี้เหมือนกันว่าอาจารย์แนชอยู่ห้องไหนในแกรดคอลเลจ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้ ถ้าดูในหนังน่าจำฉากที่โยนโต๊ะทะลุหน้าต่างกันได้ ที่นี่ล่ะ

อาจารย์แนช เป็นเก่งเลขพระเจ้ามาก ปัจจุบันยังเป็นอาจารย์อยู่ปรินซ์ตัน มีออฟฟิศอยู่ที่ตึกเลขที่ชื่อว่าไฟน์ฮอลล์ (Fine Hall) หน้าตาแบบนี้



เป็นแท่งๆ สูงๆ แบบนี้แหละ มีตำนานเล่ากันว่า ตอนดึกดื่นค่ำคืน ถ้ามาเดินเล่นตึกเลขดึกๆ อาจจะได้เจอเจ้าที่ไฟน์ฮอลล์ (Phantom of Fine Hall) กำลังขยุกขยุยสมการอยู่บนกระดาน เจ้าที่นั่นก็คืออาจารย์แนชนั่นเอง ผมเคยไปส่งการบ้านทีนึงแต่ไม่เจอเจ้าที่...

นอกจากจะดังในหมู่นักเรียนแล้ว อาจารย์แนชมีชื่อเสียงกระฉ่อนเพราะว่าได้รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบลนี่คนแย่งกันเพราะว่าใครได้รางวัลนี้จะได้เกียรติยศ ชื่อเสียงมากมาย เป็นรางวัลที่แจกให้กับคนที่ฉลาด และความฉลาดแผ่กระจายไปสู่มนุษย์โลกมากมาย

แล้วตอนนี้คงทั้งโลกรู้จักอาจารย์แนชมากขึ้นไปอีก เพราะว่าประวัติอาจารย์แกถูกเอามาทำเป็นหนังเรื่อง บิวตีฟูลไมนด์ แต่ว่าคนได้รางวัลโนเบลมีเยอะแยะทำถึงเอาอาจารย์แนชมาทำเป็นหนัง อาจจะเป็นเพราะว่าอาจารย์แนชเป็น “ศาสตราจารย์สติเฟื่อง” เอามาทำเป็นหนังแล้วคนชอบ เพราะว่าคนมักจะคิดว่าคงที่ฉลาดมากๆ จะต้องเป็นบ้า หรือโรคจิต ถึงแม้ไม่มีหลักฐานอะไรแน่นอนเลยว่าโรคจิตช่วยทำให้เก่งเลขหรือว่า สมองส่วนที่ทำให้เก่งเลขเป็นส่วนเดียวกับส่วนที่ทำให้เกิดโรคจิต หรือว่าโรคจิตนำไปสู่บุคลิกภาพที่ทำให้เก่งเลข ไม่มีหลักฐานอะไรเลย

อาจารย์แนชเรียนจบปริญญาเอกเรียบร้อย และมีภรรยามีลูกไปตามประสาคนปกติ จนมีกระทั่งวันหนึ่ง อาจารย์แนชมีอาการคล้ายๆ กับอาการของโรคจิตเภท หรือสกิโซเฟรเนีย (Schizophrenia) ที่เราเห็นในดีเอสเอ็มจากตอนที่แล้ว


อาจารย์แนชเริ่มคิดว่าเบอร์โทรศัพท์ บทความในหนังสือพิมพ์ หมาเดินเล่นอยู่ข้างถนน เน็คไทสีแดง ฯลฯ แฝงรหัสลับจากสิ่งมีชีวิตจากแกแลคซีอื่นที่มนุษย์คนอื่นอ่านไม่ออก มีเค้าคนเดียวที่สามารถถอดรหัสได้ ถ้าถอดรหัสได้ เราจะเข้าใจทฤษฎีที่จะเปลี่ยนโลกไปคนละใบ

ยังไม่พออาจารย์บางทีจะเห็นภาพหลอน หรือเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน ทำเกิดอาการหวาดระแวงว่าคนอื่นจะมาทำร้าย ภรรยาและมหาลัยเห็นว่าอาจารย์แนชเริ่มท่าจะไม่ดีเลยถูกส่งเข้าโรงพยาบาลรับการรักษา

ความคิดเริ่มไม่เป็นระบบระเบียบ ไม่รู้อะไรผิด อะไรถูก อะไรก่อให้เกิดอะไร ทำให้โลกรอบตัวของผู้ป่วยไม่ค่อยเมคเซนส์ หรือเริ่มเห็นภาพหลอน อาการพวกนี้ไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยจิตเภททุกคน แต่ละคนจะมีลักษณะอาการที่ต่างกันไป ทำให้โรคนี้วินิจฉัยลำบากเพราะว่ามีโรคที่ประเภทย่อยๆ อยู่หลายประเภท

แต่ว่าไม่ว่าเป็นประเภทไหนก็ตามที อาการของโรคไม่ได้ทำให้เก่งเลข เก่งวิทย์อะไรขึ้นมาเลย งานของอาจารย์แนชต้องหยุดชะงักไปนานทีเดียวหลังจากเริ่มมีอาการจิตเภท นักจิตวิทยาบางคนเรียกโรคนี้ว่า มะเร็งจิต เหมือนว่ามีก้อนเนื้อเกาะอยู่ที่จิตทำให้ความคิดความอ่านไม่เป็นปกติ แต่ว่าไม่มีก้อนเนื้อที่เราผ่าออก หรือยิงรังสีทำลายได้ ไม่มีเชื้อไวรัสที่ต้องฆ่าทิ้งหรืออะไรอย่างนั้น การรักษาต้องอาศัยยาที่ส่งผลไปทั่วร่างกาย เช่นอาจจะไปปรับระดับสารเคมีในตัวภายในร่างกาย แต่ว่าผลข้างเคียงเยอะอยู่เหมือนกัน ปากแห้ง คลื่นไส้ อยากอ้วก มึนหัว และอีกมาก ทำให้ไม่ค่อยอยากจะกินยา แต่ถ้าไม่กินยาก็ไม่หาย ผู้ป่วยทางจิตโรคอื่นตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน ไม่กินยาก็ไม่หายอาการก็โผล่ขึ้นมาเรื่อย แต่ถ้ากินยาอาการขยะแขยงอย่างอื่นก็โผล่ขึ้นมา ไม่สนุกเลย

เพราะฉะนั้นยาที่จิตแพทย์สั่งยังไม่พอ นักจิตวิทยาบางทีก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ช่วยให้คำปรึกษา และให้กำลังใจกับผู้ป่วยสู้กับโรค

ในบางราย บางทียาก็รักษาไม่ได้ หรือผู้ป่วยไม่ยอมกินยา กินยาไม่ได้ มีอีกวิธีนึงที่บางทีเอามาใช้รักษาแต่ว่าไม่ค่อยจะดีเท่าไร

จำสมัยเด็กๆได้มั้ยครับ เวลาเปิดทีวีแล้วภาพไม่ยอมขึ้นมา มีแต่เสียง จะดูละครก็ไม่ได้ ตอนจบแล้วซะด้วย ทำไงดีล่ะ อ้าลองบ้องข้างทีวีสักป้าบ สองป้าบ สามป้าบ ภาพกลับมาแล้ว ดูละครได้สบายใจ

คล้ายๆกันครับ เป็นโรคจิตทำยังไงก็ไม่หาย ลองบ้องสักที สองที แต่ว่าไม่ได้บ้องด้วยฝ่ามือครับ บ้องด้วยไฟฟ้า วิธีก็คือฉีดยาชา แล้วเอาใช้ไฟฟ้าช็อตทำให้เกิดอาการชักกระตุก ต่อให้มียาชาก็เถอะครับ ไม่น่าสนุก อาจารย์แนชก็ถูกรักษาด้วยวิธีนี้เช่นกัน

อาการพวกนี้ไม่เหมือนเป็นไข้ เวลาเป็นไข้จะรู้ปวดหัว ตัวร้อนตลอดเวลา ถ้าหายปวดหัว หายตัวร้อนก็พอจะเดาได้ว่าหายไข้แล้ว แต่ว่าอาการของโรคจิตเภทไม่ได้เกิดตลอดเวลา แล้วก็ไม่หายขาดง่ายๆซะด้วย ปัจจุบันนี้อาจารย์แนชยังเดินเล่นอยู่แถวปรินซ์ตัน เดินไปยืมหนังสือ สอนหนังสือบ้างบางครั้งบางคราว แต่ว่าแกบ่นกับบางคนว่ารู้สึกว่าโลกนี้เปลี่ยนไป ยังรู้สึกว่าทุกอย่างบนโลกนี้มีความหมายในตัวเองทั้งหมด ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ อาจารย์แนชยังต้องพยายามแยกว่าอะไรว่าอันไหนเรื่องจริง อันไหนไม่จริง อันนี้เป็นอุปสรรคใหญ่เพราะว่าการที่จะคิดทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆ จะต้องอาศัยการคิดนอกกรอบ คิดแบบที่คนอื่นไม่คิดกัน อาจารย์แกก็ยอมรับว่าตอนนี้แกก็แก่แล้วสมองไม่แล่นเหมือนตอนหนุ่มๆ บวกกับความจำเริ่มไม่ค่อยดีซึ่งแกโทษการรักษาแบบช็อตไฟฟ้า แต่ตอนนี้แกก็ยังทำวิจัยค้นคว้าต่อไป และดำเนินชีวิตตามปกติ

จะเป็นนักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ จิตรกร หรือช่างซ่อมรถ เป็นโรคจิตไม่สนุกแน่นอนครับ

หมายเหตุ รูปไม่ได้ถ่ายเอง เอามาจากเว็บไซต์คนอื่น

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิปริต โรคจิต ไซโค ตอนสอง

ทุกตำราต้องเริ่มจากว่านิยามก่อนว่าความผิดปกติทางจิตนี่แปลว่าอะไร ตอนที่แล้วเราพูดถึงไปแล้วว่าความผิดแปลกไปจากวัฒนธรรมที่เรายึดถืออาจเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความผิดปกติทางจิตได้ ว่าง่ายๆว่าอะไรที่คนทั่วๆไปส่วนใหญ่มองแล้วเหวอ เฮ้ยเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไปได้ไง แต่เท่านั้นคงไม่พอ เรากำลังพูดถึงโรคทางจิต เพราะฉะนั้นนักจิตวิทยาเลยจำกัดความของโรคผิดปกติทางจิตให้รวมแค่อาการทางจิตที่ก่อทำให้คนๆนั้นรู้สึกไม่สบายใจ ไม่สบายกาย ทำให้ดำเนินชีวิตตามปกติไม่ได้ หรือว่าถึงขนาดนี่ทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ พิการ เจ็บปวด หรือตายได้ คำจำกัดความนี้อยู่ในประโยคแรกในตำราสุดคลาสสิคในวงการนี้ ตำรานั้นเรียกว่า DSM = Diagnostic and Statistical Manual

ตำรานี้มีอยู่ห้าหมวดใหญ่ด้วยกัน

1. โรคทางคลีนิค

2. โรคทางบุคลิกภาพ

3. สภาวะทางร่างกาย

4. ปัจจัยทางจิตสังคม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่ร่วมก่อให้เกิดโรค

5. การประเมินสภาวะโดยรวม

แต่ละหมวดก็มีบอกอาการของโรคและวิธีการวินิจฉัยโรคแต่ละโรค เพราะฉะนั้นวันนี้ขอให้ทุกคนหาซื้อ DSM มาติดบ้านไว้สักเล่มนึง เผื่อคนที่บ้านเข้าข่ายโรคจิตจะได้เปิดหาวิธีการวินิจฉัยได้

อะแฮ่ม มาลองดูสักโรคนึงมั่วๆ จากหมวดแรกเลยละกัน ลองดูโรคจิตเภท (Schizophrenia)

“ลักษณะอาการจำเพาะ: มีอาการต่อไปนี้อย่างน้อยสองข้อขึ้นไป โดยมีแต่ละอาการอยู่นานพอสมควรในช่วงเวลา 1 เดือน (หรือน้อยกว่านี้ หากรักษาได้ผล)
(A) อาการหลงผิด
(B) อาการประสาทหลอน
(C) disorganized speech (การพูดจาสับสน เช่น มี derailment หรือ incoherence อยู่บ่อย ๆ)
(D) มีพฤติกรรมแบบ disorganized หรือ catatonic อย่างเห็นได้ชัด
(E) อาการด้านลบ (negative symptoms) ได้แก่ อารมณ์เรียบเฉย (affective flattening) พูดน้อยหรือไม่พูด (alogia) หรือขาดความกระตือรือร้น (avolition)
หมายเหตุ: เพียงอาการเดียวในเกณฑ์ข้อ A ก็เพียงพอ หากอาการหลงผิดเป็นแบบพิลึกพิลั่น (bizarre) หรือ อาการประสาทหลอนเป็นเสียงพูดวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมหรือความคิดของผู้ป่วย หรือมีเสียงตั้งแต่สองเสียงพูดจาโต้ตอบกัน”


อื่มช่วงนี้พูดจาสับสนเหมือนกันนะเนี่ย บางทีก็รู้สึกขาดความกระตือรือร้นเหมือนกัน เกือบเดือนแล้วเนี่ย โอเคเดี๋ยวจะไปซื้อยาหน้าปากซอยแก้โรคจิตเภท เฮ่อโชคดีนะเนี่ย...

อ้าว แล้วงี้จะมีพวกนักจิตวิทยาคลินิค กับจิตแพทย์ไว้ทำหยังล่ะเนี่ย ถ้าอยู่บ้านเปิดตำราเอาก็ได้ ที่จริงแล้วมีอะไรละเอียดอ่อนนอกเหนือตำรานี้อีกทีเดียว ตำรา DSM นี้ยังเป็นที่ถกเถียงในบรรดานักจิตวิทยากันเองอยู่เลย

ตัวอย่างง่ายๆ อยากโรคจิตเภท ตำราบอกว่าอาการจะต้องอยู่นานพอสมควรในช่วงเวลาหนึ่งเดือน นานพอสมควรแปลว่าอะไร วันละสามนาที ทั้งสามอาทิตย์ที่แล้วทั้งอาทิตย์แต่ว่าอาทิตย์ต่อมาไม่มีอาการ หรือว่าอะไรกันแน่ การพูดจาสับสนแปลว่าอะไร พูดน้อยแปลว่าอะไร น้อยแค่ไหน

พวกรายละเอียดเล็กน้อยๆ พวกนี้สำคัญต่อการวินิจฉัยอยู่ทีเดียว แต่ว่าตำราไม่ได้พูดถึงรายละเอียดที่มันเจาะจงลงไปกว่านี้ เพราะฉะนั้นต้องอาศัยประสบการณ์เอา แต่ก็เพราะไอ้จุดนี้นี่เอง นักจิตวิทยาเลยเถียงกันว่า ตกลง DSM นี่มันมีประโยชน์จริงรึเปล่า เชื่อถือได้แค่ไหน ให้จิตแพทย์ร้อยคนจะมาลองวินิจฉัยผู้ป่วยคนเดียวกัน จะวินิจฉัยตรงกันรึเปล่า

อีกอย่างนึง อย่างหมอที่จบมาจากเมืองนอก พอมาทำงานเมืองไทยต้องเรียนพวกโรคเมืองร้อนก่อนไปรักษาคน แต่ว่าตำรา DSM ใช้เล่มเดียวกันทั่วโลกครับผม ตอนที่แล้วบอกไปแล้วว่าบางทีจะพูดว่าใครบ้า ใครไม่บ้าบางทีมันละเอียดอ่อนกว่าที่คิด เพราะว่าไม่มีเส้นแบ่งความบ้าไม่บ้าแน่ชัด แถมยังมีบ้ามากบ้าน้อยอีก แล้วก็กรอบวัฒนธรรมก็มีผลต่อพฤติกรรมและอาการคนอีก ถ้าเอาตำรานี้มาใช้กับคนทั่วโลกย่อมเกิดปัญหาแน่นอน เพราะฉะนั้นเลยต้องให้คนที่ชำนาญจริงๆมาใช้ตำรานี้ อื่ม... ถ้าใครไปเผลอซื้อตำรามาแล้ว ขออภัยด้วย คงต้องแอบเอาไปคืนร้านหนังสือแล้ว

กว่าจะมาเป็นนักจิตวิทยาคลินิค หรือจิตแพทย์ได้ต้องเข้าโรงเรียนศึกษาฝึกฝนกันนานอยู่ ผมเองก็ไม่ใช่จิตแพทย์ ตอนต่อผมจะพูดถึงโรคจิตสักสองโรคพอให้รู้อะไรรวมๆ เฉยๆ ถ้าเกิดผมพูดมั่วพูดผิด ช่วยบอกกันด้วยเน่อ เริ่มโรคแรกตอนหน้าครับผม

ป.ล. ว่างๆ ถ้าอยากลองอ่าน DSM สามารถเข้าไปดูได้ที่
http://www.ramamental.com/dsm/

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

วิปริต โรคจิต ไซโค ตอนหนึ่ง

ถ้าชอบจับแมวแถวบ้านมาเชือดเอาแช่ช่องฟรีซที่บ้านแล้วถ่ายรูปเก็บไว้ ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าชอบขโมยกางเกงในชาวบ้านมาดม ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าชอบเอาเกงเกงในตัวเองที่ใส่แล้วมาดมล่ะ ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าชอบพูดพึมพัมกับตัวเองคนเดียว ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าไม่สวดชิณบัญชรสิบห้าจบจะนอนไม่หลับ ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าไม่ใส่หมวกจะไม่ยอมออกนอกบ้าน ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าชอบดูหนังโป๊ทุกวันล่ะ ถือว่าโรคจิตมั้ย

นอกจากคนเราจะมีบุคลิกภาพที่ต่างกันแล้ว คนเรายังมีความโรคจิตต่างกันไปอีกด้วย แต่ว่าอะไรกันล่ะครับที่เป็นตัวขีดว่าอะไรถือว่าโรคจิต อะไรไม่ใช่โรคจิต หรือว่าความโรคจิตไม่ใช่ขาวกับดำ แต่ว่ามีการแยกระดับความโรคจิตจากขาวถึงเทาอ่อนถึงเทาน้อยๆถึงเทาเฉยๆถึงเทาแก่ถึงดำ ลองมาวิเคราะห์กันดูดีกว่า

นายเดฟ (นามสมมติ)

จมูกโต ตาโต สูงยาว เข่าดี หน้าตาพอไปวัดไปวาตอนสายๆ บ่ายๆ ได้ แต่ว่านายเดฟมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ นายเดฟไม่ยอมกินอาหารที่มาจากสัตว์ชนิดเดียวกัน เช่น เบอร์เกอร์เนื้อโปะชีส เพราะว่าชีสกับเนื้อมาจากวัวเหมือนกัน นายเดฟไม่กินอาหารทะเลที่มีเปลือกแข็ง เช่นปู หรือกุ้ง ก่อนจากบ้านนายเดฟจะต้องมีอะไรสักอย่างคลุมหัว ไม่งั้นไม่ยอมออกจากบ้าน นายเดฟบางวันจะอยุ่ในบ้านอย่างเดียว ไม่ยอมทำงาน ไม่ติดต่อธุระใดๆ ทั้งนั้น จะออกไปเซเว่นซื้อข้าวกินก็ไม่ได้ จะอยู่บ้านสั่งอาหารเข้ามาก็ไม่ได้ แต่พอตะวันตกดินปุ๊บจะดำเนินชีวิตตามปกติได้ นอกเหนือจากนี้นายเดฟก็เป็นกระทาชายทั่วไปตามท้องตลาด

อื้อ นายเดฟโรคจิตแน่ๆ เลย ทำไมต้องมีข้อยกเว้นประหลาดพวกนี้ด้วย มีไม่ยอมออกนอกบ้านบางวัน เพราะว่าแอบนอนร้องไห้อยู่คนเดียวเลยหาข้ออ้างไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนรึเปล่า โรคจิตชัวร์ พาไปหานักจิตวิทยาด่วน

คำตอบคือไม่ครับนายเดฟจัดว่าปกติ พวกข้อยกเว้นต่างๆ นานาที่ว่ามาทั้งหมดคือ เป็นข้อยกเว้นของศาสนาจูดา ออโธดอกซ์ คนคงเข้าใจกันถ้าบอกว่าพวกนี้เป็นศาสนา อันนี้เป็นปกติทั่วไป คนเป็นล้านยอมรับนับถือทำตามว่ากัน ศาสนาต่างกันอันนี้เข้าใจ เป็นแค่ความเชื่อต่างคนต่างเชื่อ ลองดูอีกรายนึง

นายอูรูกูด (นามสมมติ)

นายอูรูกูด เป็นคนชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ บนเกาะห่างจากชายฝั่งหลายชั่วโมงบิน นายอูรูกูดออกจากบ้านจับปลา เก็บผักผลไม้จากป่ามาแบ่งกันกินกับเพื่อนบ้านทุกวัน ชีวิตเรียบง่ายปกติสุขดี แต่ แต่ แต่ ว่าบางทีนายอูรูกูดจะพูดพัมเหมือนพูดคุยสนทนากับใครสักคน แต่พอมองไปก็ไม่มีใคร บางทีพอคุยเสร็จก็เดินไปหาล่ากวางมาสามตัว จับปลามาสองตัว และนกหนึ่งตัวเอามาเผาเป็นจุล บางทีนายอูรูกูดก็จะนั่งเฉยๆไม่กระดุกกระดิกนายแม้แต่นิดเดียวเป็นชั่วโมง เสร็จแล้วก็หายกลับมาเป็นเหมือนเดิม

ทีมวิจัยบุกสำรวจคลุกคลีกับคนในหมู่บ้านนี้ คนในหมู่บ้านบอกว่านายอูรูกูดยกย่องเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เพราะว่าสามารถมองเห็นและพูดคุยกับเทพเจ้าได้ ทุกเดือนชาวบ้านจะส่งกวางสามตัว ปลาสองตัว นกหนึ่งตัวไปให้นายอูรูกูดเผา เพราะว่าบอกว่าเป็นการบูชาเทพเจ้าได้ แต่บางทีนายอูรูกูดหัวหน้าหมู่บ้านจะนิ่งไปไม่กระดุกกระดิกเพราะว่าถอดจิตไปอยู่อีกมิตินึง แต่ทีมสำรวจตรวจเจอว่าอาการของนายอูรูกูดเข้าข่ายผู้ป่วย Schizophrenia ตามตำราโรคทางจิต หลายสิบปีต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านคนถัดไปสามารถพูดคุยกับเทพเจ้าได้เหมือนกัน ผู้คนยอมรับนับถือกันต่อไป

พวกพิธีของเผ่าของนายอูรูกูดก็ไม่ต่างอะไรกับศาสนาที่เราๆ หลายคนยอมรับนับถือกัน บางศาสนามีนักทำพิธีที่รู้วิธีติดต่อกับพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ได้ เราไม่ถือว่าบ้า นายอูรูกูดเราถือว่าบ้า ก่อนที่เราจะพูดถึงอาการทางจิต หรือโรคทางจิต สิ่งที่สำคัญที่ต้องเอามาเป็นบริบทก็คือวัฒนธรรมของคน ก็เพราะวัฒนธรรมนี่เองทำให้เราต้องลองคิดอีกทีว่า โรคทางจิตคืออะไร อะไรบ้า อะไรไม่บ้า

ตอนหน้าเราเริ่มพูดถึงโรคทางจิตต่างๆ ตามตำรา เรื่องพวกนี้แอบเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เลยอยากหยิบยกเรื่องกรอบทางวัฒนธรรมขึ้นก่อนจะพูดอะไรต่อไป เพราะฉะนั้นอย่ากลับบ้านไปแล้วบอกน้องแถวบ้านว่า นักบวช นักเข้าทรงพวกนั้นโรคจิตทั้งนั้น เรื่องนี้ลึกลับซับซ้อนกว่านั้นเยอะ ตอนหน้าแอบมาพลิกดูตำราของนักจิตวิทยาคลินิคกันครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ชีวิต ตอนสอง

ตอนที่แล้วเราบอกว่าฝาแฝดมีคัมภีร์จีโนมที่เหมือนกันเกือบเปี๊ยบ แต่ที่ไม่เหมือนกันทุกประการก็เพราะว่าเครื่องซีร็อกซ์คัมภีร์มันเพี้ยนๆ บอกว่าให้ซีมาสองชุด แต่ว่าทั้งสองชุดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ แล้วก็ทั้งสองชุดก็ไม่เหมือนกันอีก ว่าง่ายๆ ซีกี่ครั้งก็เพี้ยนเท่านั้นครั้ง แต่ว่าเพี้ยนแค่ไหนกันล่ะ

ผมแอบบอกผิดไปตอนที่แล้ว ขอแก้ตอนนี้เลยละกัน จากการวิจัยพบว่าถ้าฝาแฝดมีโอกาสที่จะมีลักษณะนิสัยการเกาะติดเหมือนกัน (ถ้าไม่เข้าใจแปลว่าอะไร ให้ไปอ่านเกาะแกะ) ประมาณ 70% แต่ว่าพี่น้องมีโอกาสแค่ 50% ตัวอย่างเช่น



คุณไทด์ และคุณท็อปตอนเกิดมามีโอกาสมีลักษณะนิสัยการเกาะติดเหมือนกัน 70%



คุณพลอย และคุณนุ่นตอนเกิดมามีโอกาสมีลักษณะนิสัยการเกาะติดเหมือนกัน 50% (แต่เรื่องความสวยไม่แน่ใจ แต่่ว่าสวยเหมือนกันทั้งคู่)

มันแปลว่าอะไรล่ะเนี่ย แสดงว่าเครื่องซีร็อกซ์มันเพี้ยนมากขนาดนั้นเลยรึ เพราะว่าถ้าไม่เพี้ยนเลย ฝาแฝดเหมือนก็ต้องมีลักษณะการเกาะติดเหมือนกันเปี๊ยบเลยสิ แสดงว่าเวลาซีร็อกซ์มีโอกาสซีเพี้ยนไป 30% เลยเหรอ แต่ว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้นิ่หน่า เพราะว่าตอนซีส่วนอื่นของคัมภีร์แทบจะไม่ค่อยเพี้ยนเลย หน้าตาฝาแฝดเลยเหมือนกันเกือบ 100% ไอ้ 30% ที่มันเพี้ยนไปน่าจะมาจากอย่างอื่นนะเนี่ย

คนเราพิเศษว่านั่นตรงที่ คนมันเปลี่ยนกันได้ คนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปตามอะไร เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ และการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมนั่นเอง ฝาแฝดเกิดมาเหมือนกันก็จริง แต่พอเข้าโรงเรียนอนุบาลก็เล่นกับเพื่อนคนละกลุ่มกัน อาจจะมีครูประจำชั้นคนละคนกัน พ่อแม่อาจจะโอ๋ไม่เท่ากัน คนนึงอาจจะป่วยบ่อยกว่าอีกคนนึง ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมพวกนี้นั่นที่เป็นอีกตัวกำหนดลักษณะนิสัยของคน เพราะฉะนั้น

คน = คัมภีร์จีโนม + สิ่งแวดล้อม

แต่ว่าอะไรมีผลมากกว่ากันล่ะ

ลองนึกดูคุณไทด์ คุณท็อปหน้าตาก็เหมือนกันงี้มาแต่ไหนแต่ไรจนถึงตอนนี้ก็ยังเหมือนกันอยู่ แต่ว่าคนนึงอาจจะมีผมหงอกมากกว่าอีกคนนึง แต่ว่าส่วนใหญ่หน้าตาก็ยังเหมือนกัน แสดงว่าหน้าตานั้นเป็นผลจากจีน มากกว่าสิ่งแวดล้อม

แต่ว่าโอกาสที่คุณนุ่นกับคุณพลอยจะชอบกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนกับ กับโอกาสที่คุณไทด์กับคุณท็อปจะชอบกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนกันนั้นเท่ากัน แสดงว่าจีนไม่ค่อยมีผลนั่นเอง จะเหมือนจะต่างขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมล้วนๆ เลย

สมการ คน = คัมภีร์จีโนม + สิ่งแวดล้อม นี้นั่นเองที่ทำให้คนน่าตื่นเต้นกว่าแกะ เพราะว่ามันเยอะมากๆ แต่เยอะแค่ไหนก็ตาม เรามักจะหาคนที่ลักษณะนิสัย หรือว่าหน้าตาคล้ายๆกันเราค่อนข้างยากทีเดียว นึกถึงตอนย้ายโรงเรียนใหม่ เจอเพื่อนใหม่ ถ้าเรารู้ชัวร์ๆว่า มันจะหน้าตาเป็นยังไง นิสัยจะเป็นยังไง ชีวิตก็คงน่าเบื่อแย่ นอนอยู่บ้านดีกว่า แต่เพราะว่านิสัยคนทายยาก รู้หน้าไม่รู้ใจ เราก็เลยต้องไปกินข้าว กินเหล้า ดูหนัง ฟังเพลงด้วยกับพวกมันเพื่อจะได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยกัน ด้วยเหตุผลเดียวกันทำให้การศึกษาจิตวิทยาก็เลยตื่นเต้นเร้าใจ คนมีความหลากหลายและเป็นตัวของตัวเอง มีอีกหลายแง่หลายมุมของบุคลิกภาพคนที่สามารถงัดขึ้นมาศึกษาได้อีกเรื่อยๆ ยิ่งศึกษา ยิ่งมันส์ เหมือนดูละครช่อง 7 ที่ไม่มีตอนจบนั่นเอง แต่ว่าผมขอจบเรื่องบุคลิกภาพแค่นี้นะครับ


ป.ล. จิตวิทยาบุคลิกภาพเป็นตอนที่เขียนแล้วรู้สึกสนุกมาก เพราะว่าเป็นสาขาในจิตวิทยาที่น่าสนใจมากๆ แต่ว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องทางนี้มากเท่าไร ทำให้คลอดแต่ละตอนออกมาช้าเหลือเกิน

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ชีวิต

ถ้าโดเรมอนให้วุ้นแปลภาษาที่ทำให้อ่านออกเขียนได้อีกหนึ่งภาษาตลอดกาล จะขอภาษาอะไร

ภาษาจีน

ทำไมถึงภาษาจีน จะไปจีบหมวย หรือหาติ่มซำกินหรืออะไร แล้วมาเกี่ยวกับบุคลิกภาพที่พูดถึงตอนที่แล้วยังไงตามอ่านกันเลย

เรารู้กันมาแล้วว่าเด็กเริ่มมีนิสัยบุคลิกภาพตั้งแต่ยังเล็กๆ แล้ว อื่ม..เด็กได้บุคลิกภาพพวกนี้มาจากไหนกันล่ะ มีอยู่สองทฤษฎีด้วยกัน ทฤษฎีแรก บุคลิกภาพนั้นได้มาตั้งแต่ก่อนเกิด ทฤษฎีที่สองบุคลิกภาพนั้นได้มาตอนหลังเกิด

ทฤษฎีแรก ว่ากันง่ายๆ คือ บุคลิกภาพนี่ได้มาจากกรรมพันธุ์ แปลอีกที แปลว่า บุคลิกภาพเนี่ยได้มาจากพ่อแม่ ลองคิดง่ายๆ ก็คือลูกมักจะนิสัยคล้ายๆ พ่อแม่ แล้วก็พี่น้องก็นิสัยคล้ายๆ กัน อื่ม ฟังดูดี เมคเซนส์ นิสัยพ่อแม่มาติดอยู่กับลูกได้ยังไงล่ะเนี่ย มันต้องมีอะไรสักอย่่างที่ซีร็อกซ์บุคลิกภาพของพ่อแม่แล้วก็แปะๆ รวมกันกลายเป็นบุคลิกภาพของเรา หลายคนคงรู้แล้วว่าวิชาที่ศึกษาว่า อะไรที่เป็นคนซีร็อกส์พ่อแม่แล้วมาแปะใส่เรา วิชานี้เรียกว่าพันธุศาสตร์นั่นเอง ขออธิบายง่ายๆ ละกัน ถ้าคนไหนรู้แล้วก็ข้ามไปซะ

ผมอธิบายพันธุศาสตร์ด้วยประโยคเดียวว่า

จีนคือตัวกำหนดว่าเด็กเกิดมาจะออกมาหน้าตา ตับไต ไส้พุง เป็นยังไง

พี่ชายคุณ กับคุณหน้าตาคล้ายๆ กันก็เพราะว่าจีนคล้ายๆกัน ลูกคุณกับลูกคนข้างบ้านหน้าตาไม่คล้ายกันก็เพราะว่ายีนไม่คล้ายกัน ง่ายๆ แค่นั้นเอง ลองนึกว่าไข่กับอสุจิผสมกันปุ๊บก็ให้คัมภีร์ขึ้นมากระบอกนึงซึ่งเรียกว่า จีโนม ให้นึกถึงคัมภีร์ในหนังกำลังภายใน คือเป็นม้วนยาวๆ มีตัวหนังสือจีนที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง หน้าตาเป็นแบบนี้

ATGGTCCGATCGATCGCCGAGCTCGGATCGATCGAT...

ภาษาจีนที่ว่านี้ไม่ใช่ภาษาที่อาหมวย อาตี๋ อาม่า อาอี๊พูดกัน ภาษาจีนที่ว่าคือภาษาที่คัมภีร์จีโนมใช้ คิดว่าตัวหนังสือจีนพวกนั้นเปรียบได้กับ จีนที่อยู่ในตัวคน นั่นเอง (อะโหย เผอิญซะ) คัมภีร์นี้ไม่ได้สอนวิชาหมัดสะท้านฟ้า แต่ว่าคัมภีร์นี้บอกว่า นี่ๆ เอาเท้าไปติดกับขานะ ทำจมูกให้บี้ๆ ทำตาให้มีสองชั้น เอาตาไปติดกับหน้าอย่าเอาไปติดกับเอว คัมภีร์นี้คือพิมพ์เขียวของชีวิตที่กำลังจะเกิดมาใหม่นั่นเอง

อย่าคิดว่าคนเท่านี้ที่มีคัมภีร์สะท้านฟ้านี้ไว้ครอบครอง สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีเหมือนกันหมด ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบคัมภีร์จีโนมของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดเลย รวมถึง รวมถึง สตรอเบอร์รี
นักพันธุกรรมก็คิดไปว่า เอ ตอนสมัยอยู่มัธยมเคยไปจิ๊กเอาสมุดพกตัวเอง แล้วมาแก้คะแนน สุดท้ายปลายปีคะแนนก็เลยพุ่งกระฉูด ถ้าเกิดเอาคัมภีร์จีโนมของสตรอเบอร์รีมาแก้ทำให้ลูกเท่าบ้าน โตกลางทะเลทรายได้ ก็คงดีได้อร่อยกันทั้งปี นักพันธุกรรมก็เลยหาวิธีถอดคัมภีร์จีโนมสตรอเบอร์รีแล่้วแอบแก้ ปรากฎว่าสตรอเบอร์รีก็ออกมาลูกเท่าบ้าน แล้วก็โตได้ทุกฤดูจริงๆ นี่คือที่มาของอาหารที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรมหรือ จีเอ็มโอ (Genetically modified organism)

เพราะฉะนั้นคัมภีร์จีโนมนั้นกำหนดทุกชีวิต ถ้าเราอ่านภาษาจีนออก เขียนภาษาจีนได้ เราสามารถควบคุมทุกชีวิตบนโลกนี้ได้ เพราะฉะนั้นโดเรมอนให้วุ้นแปลภาษามา นักพันธุศาสตร์จะขอตะครุบเรียนภาษาจีน ตอนนี้เราพอจะอ่านจีโนมได้บ้างแล้ว

อื่มมีอะไรให้พูดได้อีกเยอะทีเดียวเกี่ยวกับคัมภีร์จีโนม แต่ว่าขอยกไปพูดตอนหลังๆที่พูดถึงประสาทวิทยาศาสตร์ละกัน (เหะ แอบเรียนสาขานี้อยู่ ไม่แอบพูดถึงก็ไม่ได้)

กลับมาที่บุคลิกภาพของเรากับพ่อแม่เรา คัมภีร์ของเราคือ ซีร็อกซ์คัมภีร์ของแม่ส่วนนึง ของพ่อส่วนนึงแล้วเอามาแปะๆใส่คัมภีร์เรา โดยที่เครื่องซีร็อกซ์ไม่ค่อยชัดบางทีก็ซีผิดซีถูก ตัวหนังสือหายไปบ้าง เพราะฉะนั้นเราเลยไม่ค่อยเหมือนกับพ่อแม่เราทุกประการก็เพราะว่าเครื่องซีร็อกซ์มันแอบเพี้ยนนั่นเอง นักจิตวิทยาบุคลิกภาพส่วนนึงเชื่อว่า บุคลิกภาพนี่ก็ถูกระบุไว้ในคัมภีร์เหมือนกัน เอ แต่จะไปบอกคนอื่นได้ยังไงว่าจริง ในเมื่อเราอ่านคัมภีร์นี้ไม่ค่อยออก นักจิตวิทยาใช้ทฤษฎีที่ว่า คัมภีร์ของฝาแฝดแท้ (ฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกับเปี๊ยบ) จะเหมือนกันเปี๊ยบถ้าเครื่องซีร็อกซ์ไม่ซีเพี้ยนไปสักนิดเลย ถ้าฝาแฝดแท้มีอะไรที่เหมือนกันเกือบทุกประการแสดงว่าลักษณะนั้นถูกกำหนดโดยจีนนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น ถ้าแฝดฝานึงชอบสูบบุหรี่ แฝดอีกฝานึงมักจะชอบสูบบุหรี่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแสดงว่าต้องมีจีนที่คอยกำหนดว่าคนๆนั้นชอบสูบบุหรี่ หรือชอบกลิ่นบุหรี่ หรือชอบนิโคตินอะไรก็ว่าไป
อีกตัวอย่างนึงที่น่าสนใจกว่า ถ้าแฝดฝานึงมีลักษณะนิสัยการเกาะติดแบบไม่เหนียว (ถ้าไม่เข้าใจแปลว่าอะไร ให้ไปอ่านต่อนที่แล้ว) แฝดอีกฝานึงมีโอกาส 70% ที่จะมีลักษณะการเกาะติดแบบไม่เหนียวเช่นกัน แต่ถ้าเป็นพี่น้องกันเฉยๆ หรือเป็นแฝดคนละฝา (เกิดจากไข่คนละใบ หน้าตาไม่เหมือนกัน อาจจะไม่ใช่เพศเดียวกัน) จะมีโอกาสแค่ 50% ที่จะมีลักษณะเกาะติดแบบไม่เหนียวเช่นเดียวกับพี่หรือน้อง แสดงว่ากรรมพันธุ์มีผลต่อบุคลิกภาพลักษณะนิสัย

เขียนๆไปชักยาว จบแค่ละกัน

อ้อ สวัสดีปีใหม่ครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่าน