วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

จิตเภท สกิโซเฟรเนีย

คุยแต่เรื่องจิตวิทยามานานวันนี้ขออาสาพาทัวร์มหาวิทยาลัยที่ผมอยู่สักนิดนึง แต่ไม่ต้องห่วงยังไงก็เกี่ยวกับจิตวิทยาอยู่ดี

มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันเป็นหนึ่งในมหาลัยไม้เลื้อยหรูหรา ไอวี่ลีค (Ivy League) อยู่รัฐนิวเจอร์ซี่ เพราะฉะนั้นถ้าบินจากกรุงเทพมานิวยอร์ค



ยังไม่ถึงครับๆ ต้องนั่งรถไฟออกจากแสงสีเมืองนิวยอร์ค ต่อไปอีกสองชั่วโมง ฝ่าป่าเขาและท้องทุ่ง พนาไพรจนมาถึงภูบาลปรินซ์ตัน



ที่ซุกหัวนอนของผมเรียกว่า แกรดจูเอ็ด คอลเลจ (Graduate College) หรือเรียกเล่นๆ ว่า แกรดคอลเลจ หน้าตาเหมือนปราสาทเก่าๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเด็กปริญญาโท และเอกที่มหาลัยปรินซ์ตัน ห้องผมอยู่ปลายลูกศรนี้ สามารถมาเยี่ยมเยียนกันได้



ปราสาทแกรดจูเอ็ด คอลเลจเคยเป็นที่อยู่นายคนนี้



รัสเซิล โครว เคยเป็นเด็กปรินซ์ตันตั้งแต่เมื่อไรกัน ที่จริงนายรัสเซิล โครวไม่เคยอยู่ที่นี่แต่ว่า ศาสตราจารย์จอห์น แนช เคยอยู่ที่นี่ตอนทำปริญญาเอก นายรัสเซิล โครวเล่นเป็นจอห์น แนช ในหนังเรื่อง บิวตีฟูล ไมนด์ ผมพยายามถามคนแถวนี้เหมือนกันว่าอาจารย์แนชอยู่ห้องไหนในแกรดคอลเลจ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้ ถ้าดูในหนังน่าจำฉากที่โยนโต๊ะทะลุหน้าต่างกันได้ ที่นี่ล่ะ

อาจารย์แนช เป็นเก่งเลขพระเจ้ามาก ปัจจุบันยังเป็นอาจารย์อยู่ปรินซ์ตัน มีออฟฟิศอยู่ที่ตึกเลขที่ชื่อว่าไฟน์ฮอลล์ (Fine Hall) หน้าตาแบบนี้



เป็นแท่งๆ สูงๆ แบบนี้แหละ มีตำนานเล่ากันว่า ตอนดึกดื่นค่ำคืน ถ้ามาเดินเล่นตึกเลขดึกๆ อาจจะได้เจอเจ้าที่ไฟน์ฮอลล์ (Phantom of Fine Hall) กำลังขยุกขยุยสมการอยู่บนกระดาน เจ้าที่นั่นก็คืออาจารย์แนชนั่นเอง ผมเคยไปส่งการบ้านทีนึงแต่ไม่เจอเจ้าที่...

นอกจากจะดังในหมู่นักเรียนแล้ว อาจารย์แนชมีชื่อเสียงกระฉ่อนเพราะว่าได้รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบลนี่คนแย่งกันเพราะว่าใครได้รางวัลนี้จะได้เกียรติยศ ชื่อเสียงมากมาย เป็นรางวัลที่แจกให้กับคนที่ฉลาด และความฉลาดแผ่กระจายไปสู่มนุษย์โลกมากมาย

แล้วตอนนี้คงทั้งโลกรู้จักอาจารย์แนชมากขึ้นไปอีก เพราะว่าประวัติอาจารย์แกถูกเอามาทำเป็นหนังเรื่อง บิวตีฟูลไมนด์ แต่ว่าคนได้รางวัลโนเบลมีเยอะแยะทำถึงเอาอาจารย์แนชมาทำเป็นหนัง อาจจะเป็นเพราะว่าอาจารย์แนชเป็น “ศาสตราจารย์สติเฟื่อง” เอามาทำเป็นหนังแล้วคนชอบ เพราะว่าคนมักจะคิดว่าคงที่ฉลาดมากๆ จะต้องเป็นบ้า หรือโรคจิต ถึงแม้ไม่มีหลักฐานอะไรแน่นอนเลยว่าโรคจิตช่วยทำให้เก่งเลขหรือว่า สมองส่วนที่ทำให้เก่งเลขเป็นส่วนเดียวกับส่วนที่ทำให้เกิดโรคจิต หรือว่าโรคจิตนำไปสู่บุคลิกภาพที่ทำให้เก่งเลข ไม่มีหลักฐานอะไรเลย

อาจารย์แนชเรียนจบปริญญาเอกเรียบร้อย และมีภรรยามีลูกไปตามประสาคนปกติ จนมีกระทั่งวันหนึ่ง อาจารย์แนชมีอาการคล้ายๆ กับอาการของโรคจิตเภท หรือสกิโซเฟรเนีย (Schizophrenia) ที่เราเห็นในดีเอสเอ็มจากตอนที่แล้ว


อาจารย์แนชเริ่มคิดว่าเบอร์โทรศัพท์ บทความในหนังสือพิมพ์ หมาเดินเล่นอยู่ข้างถนน เน็คไทสีแดง ฯลฯ แฝงรหัสลับจากสิ่งมีชีวิตจากแกแลคซีอื่นที่มนุษย์คนอื่นอ่านไม่ออก มีเค้าคนเดียวที่สามารถถอดรหัสได้ ถ้าถอดรหัสได้ เราจะเข้าใจทฤษฎีที่จะเปลี่ยนโลกไปคนละใบ

ยังไม่พออาจารย์บางทีจะเห็นภาพหลอน หรือเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน ทำเกิดอาการหวาดระแวงว่าคนอื่นจะมาทำร้าย ภรรยาและมหาลัยเห็นว่าอาจารย์แนชเริ่มท่าจะไม่ดีเลยถูกส่งเข้าโรงพยาบาลรับการรักษา

ความคิดเริ่มไม่เป็นระบบระเบียบ ไม่รู้อะไรผิด อะไรถูก อะไรก่อให้เกิดอะไร ทำให้โลกรอบตัวของผู้ป่วยไม่ค่อยเมคเซนส์ หรือเริ่มเห็นภาพหลอน อาการพวกนี้ไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยจิตเภททุกคน แต่ละคนจะมีลักษณะอาการที่ต่างกันไป ทำให้โรคนี้วินิจฉัยลำบากเพราะว่ามีโรคที่ประเภทย่อยๆ อยู่หลายประเภท

แต่ว่าไม่ว่าเป็นประเภทไหนก็ตามที อาการของโรคไม่ได้ทำให้เก่งเลข เก่งวิทย์อะไรขึ้นมาเลย งานของอาจารย์แนชต้องหยุดชะงักไปนานทีเดียวหลังจากเริ่มมีอาการจิตเภท นักจิตวิทยาบางคนเรียกโรคนี้ว่า มะเร็งจิต เหมือนว่ามีก้อนเนื้อเกาะอยู่ที่จิตทำให้ความคิดความอ่านไม่เป็นปกติ แต่ว่าไม่มีก้อนเนื้อที่เราผ่าออก หรือยิงรังสีทำลายได้ ไม่มีเชื้อไวรัสที่ต้องฆ่าทิ้งหรืออะไรอย่างนั้น การรักษาต้องอาศัยยาที่ส่งผลไปทั่วร่างกาย เช่นอาจจะไปปรับระดับสารเคมีในตัวภายในร่างกาย แต่ว่าผลข้างเคียงเยอะอยู่เหมือนกัน ปากแห้ง คลื่นไส้ อยากอ้วก มึนหัว และอีกมาก ทำให้ไม่ค่อยอยากจะกินยา แต่ถ้าไม่กินยาก็ไม่หาย ผู้ป่วยทางจิตโรคอื่นตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน ไม่กินยาก็ไม่หายอาการก็โผล่ขึ้นมาเรื่อย แต่ถ้ากินยาอาการขยะแขยงอย่างอื่นก็โผล่ขึ้นมา ไม่สนุกเลย

เพราะฉะนั้นยาที่จิตแพทย์สั่งยังไม่พอ นักจิตวิทยาบางทีก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ช่วยให้คำปรึกษา และให้กำลังใจกับผู้ป่วยสู้กับโรค

ในบางราย บางทียาก็รักษาไม่ได้ หรือผู้ป่วยไม่ยอมกินยา กินยาไม่ได้ มีอีกวิธีนึงที่บางทีเอามาใช้รักษาแต่ว่าไม่ค่อยจะดีเท่าไร

จำสมัยเด็กๆได้มั้ยครับ เวลาเปิดทีวีแล้วภาพไม่ยอมขึ้นมา มีแต่เสียง จะดูละครก็ไม่ได้ ตอนจบแล้วซะด้วย ทำไงดีล่ะ อ้าลองบ้องข้างทีวีสักป้าบ สองป้าบ สามป้าบ ภาพกลับมาแล้ว ดูละครได้สบายใจ

คล้ายๆกันครับ เป็นโรคจิตทำยังไงก็ไม่หาย ลองบ้องสักที สองที แต่ว่าไม่ได้บ้องด้วยฝ่ามือครับ บ้องด้วยไฟฟ้า วิธีก็คือฉีดยาชา แล้วเอาใช้ไฟฟ้าช็อตทำให้เกิดอาการชักกระตุก ต่อให้มียาชาก็เถอะครับ ไม่น่าสนุก อาจารย์แนชก็ถูกรักษาด้วยวิธีนี้เช่นกัน

อาการพวกนี้ไม่เหมือนเป็นไข้ เวลาเป็นไข้จะรู้ปวดหัว ตัวร้อนตลอดเวลา ถ้าหายปวดหัว หายตัวร้อนก็พอจะเดาได้ว่าหายไข้แล้ว แต่ว่าอาการของโรคจิตเภทไม่ได้เกิดตลอดเวลา แล้วก็ไม่หายขาดง่ายๆซะด้วย ปัจจุบันนี้อาจารย์แนชยังเดินเล่นอยู่แถวปรินซ์ตัน เดินไปยืมหนังสือ สอนหนังสือบ้างบางครั้งบางคราว แต่ว่าแกบ่นกับบางคนว่ารู้สึกว่าโลกนี้เปลี่ยนไป ยังรู้สึกว่าทุกอย่างบนโลกนี้มีความหมายในตัวเองทั้งหมด ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ อาจารย์แนชยังต้องพยายามแยกว่าอะไรว่าอันไหนเรื่องจริง อันไหนไม่จริง อันนี้เป็นอุปสรรคใหญ่เพราะว่าการที่จะคิดทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆ จะต้องอาศัยการคิดนอกกรอบ คิดแบบที่คนอื่นไม่คิดกัน อาจารย์แกก็ยอมรับว่าตอนนี้แกก็แก่แล้วสมองไม่แล่นเหมือนตอนหนุ่มๆ บวกกับความจำเริ่มไม่ค่อยดีซึ่งแกโทษการรักษาแบบช็อตไฟฟ้า แต่ตอนนี้แกก็ยังทำวิจัยค้นคว้าต่อไป และดำเนินชีวิตตามปกติ

จะเป็นนักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ จิตรกร หรือช่างซ่อมรถ เป็นโรคจิตไม่สนุกแน่นอนครับ

หมายเหตุ รูปไม่ได้ถ่ายเอง เอามาจากเว็บไซต์คนอื่น

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิปริต โรคจิต ไซโค ตอนสอง

ทุกตำราต้องเริ่มจากว่านิยามก่อนว่าความผิดปกติทางจิตนี่แปลว่าอะไร ตอนที่แล้วเราพูดถึงไปแล้วว่าความผิดแปลกไปจากวัฒนธรรมที่เรายึดถืออาจเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความผิดปกติทางจิตได้ ว่าง่ายๆว่าอะไรที่คนทั่วๆไปส่วนใหญ่มองแล้วเหวอ เฮ้ยเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไปได้ไง แต่เท่านั้นคงไม่พอ เรากำลังพูดถึงโรคทางจิต เพราะฉะนั้นนักจิตวิทยาเลยจำกัดความของโรคผิดปกติทางจิตให้รวมแค่อาการทางจิตที่ก่อทำให้คนๆนั้นรู้สึกไม่สบายใจ ไม่สบายกาย ทำให้ดำเนินชีวิตตามปกติไม่ได้ หรือว่าถึงขนาดนี่ทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ พิการ เจ็บปวด หรือตายได้ คำจำกัดความนี้อยู่ในประโยคแรกในตำราสุดคลาสสิคในวงการนี้ ตำรานั้นเรียกว่า DSM = Diagnostic and Statistical Manual

ตำรานี้มีอยู่ห้าหมวดใหญ่ด้วยกัน

1. โรคทางคลีนิค

2. โรคทางบุคลิกภาพ

3. สภาวะทางร่างกาย

4. ปัจจัยทางจิตสังคม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่ร่วมก่อให้เกิดโรค

5. การประเมินสภาวะโดยรวม

แต่ละหมวดก็มีบอกอาการของโรคและวิธีการวินิจฉัยโรคแต่ละโรค เพราะฉะนั้นวันนี้ขอให้ทุกคนหาซื้อ DSM มาติดบ้านไว้สักเล่มนึง เผื่อคนที่บ้านเข้าข่ายโรคจิตจะได้เปิดหาวิธีการวินิจฉัยได้

อะแฮ่ม มาลองดูสักโรคนึงมั่วๆ จากหมวดแรกเลยละกัน ลองดูโรคจิตเภท (Schizophrenia)

“ลักษณะอาการจำเพาะ: มีอาการต่อไปนี้อย่างน้อยสองข้อขึ้นไป โดยมีแต่ละอาการอยู่นานพอสมควรในช่วงเวลา 1 เดือน (หรือน้อยกว่านี้ หากรักษาได้ผล)
(A) อาการหลงผิด
(B) อาการประสาทหลอน
(C) disorganized speech (การพูดจาสับสน เช่น มี derailment หรือ incoherence อยู่บ่อย ๆ)
(D) มีพฤติกรรมแบบ disorganized หรือ catatonic อย่างเห็นได้ชัด
(E) อาการด้านลบ (negative symptoms) ได้แก่ อารมณ์เรียบเฉย (affective flattening) พูดน้อยหรือไม่พูด (alogia) หรือขาดความกระตือรือร้น (avolition)
หมายเหตุ: เพียงอาการเดียวในเกณฑ์ข้อ A ก็เพียงพอ หากอาการหลงผิดเป็นแบบพิลึกพิลั่น (bizarre) หรือ อาการประสาทหลอนเป็นเสียงพูดวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมหรือความคิดของผู้ป่วย หรือมีเสียงตั้งแต่สองเสียงพูดจาโต้ตอบกัน”


อื่มช่วงนี้พูดจาสับสนเหมือนกันนะเนี่ย บางทีก็รู้สึกขาดความกระตือรือร้นเหมือนกัน เกือบเดือนแล้วเนี่ย โอเคเดี๋ยวจะไปซื้อยาหน้าปากซอยแก้โรคจิตเภท เฮ่อโชคดีนะเนี่ย...

อ้าว แล้วงี้จะมีพวกนักจิตวิทยาคลินิค กับจิตแพทย์ไว้ทำหยังล่ะเนี่ย ถ้าอยู่บ้านเปิดตำราเอาก็ได้ ที่จริงแล้วมีอะไรละเอียดอ่อนนอกเหนือตำรานี้อีกทีเดียว ตำรา DSM นี้ยังเป็นที่ถกเถียงในบรรดานักจิตวิทยากันเองอยู่เลย

ตัวอย่างง่ายๆ อยากโรคจิตเภท ตำราบอกว่าอาการจะต้องอยู่นานพอสมควรในช่วงเวลาหนึ่งเดือน นานพอสมควรแปลว่าอะไร วันละสามนาที ทั้งสามอาทิตย์ที่แล้วทั้งอาทิตย์แต่ว่าอาทิตย์ต่อมาไม่มีอาการ หรือว่าอะไรกันแน่ การพูดจาสับสนแปลว่าอะไร พูดน้อยแปลว่าอะไร น้อยแค่ไหน

พวกรายละเอียดเล็กน้อยๆ พวกนี้สำคัญต่อการวินิจฉัยอยู่ทีเดียว แต่ว่าตำราไม่ได้พูดถึงรายละเอียดที่มันเจาะจงลงไปกว่านี้ เพราะฉะนั้นต้องอาศัยประสบการณ์เอา แต่ก็เพราะไอ้จุดนี้นี่เอง นักจิตวิทยาเลยเถียงกันว่า ตกลง DSM นี่มันมีประโยชน์จริงรึเปล่า เชื่อถือได้แค่ไหน ให้จิตแพทย์ร้อยคนจะมาลองวินิจฉัยผู้ป่วยคนเดียวกัน จะวินิจฉัยตรงกันรึเปล่า

อีกอย่างนึง อย่างหมอที่จบมาจากเมืองนอก พอมาทำงานเมืองไทยต้องเรียนพวกโรคเมืองร้อนก่อนไปรักษาคน แต่ว่าตำรา DSM ใช้เล่มเดียวกันทั่วโลกครับผม ตอนที่แล้วบอกไปแล้วว่าบางทีจะพูดว่าใครบ้า ใครไม่บ้าบางทีมันละเอียดอ่อนกว่าที่คิด เพราะว่าไม่มีเส้นแบ่งความบ้าไม่บ้าแน่ชัด แถมยังมีบ้ามากบ้าน้อยอีก แล้วก็กรอบวัฒนธรรมก็มีผลต่อพฤติกรรมและอาการคนอีก ถ้าเอาตำรานี้มาใช้กับคนทั่วโลกย่อมเกิดปัญหาแน่นอน เพราะฉะนั้นเลยต้องให้คนที่ชำนาญจริงๆมาใช้ตำรานี้ อื่ม... ถ้าใครไปเผลอซื้อตำรามาแล้ว ขออภัยด้วย คงต้องแอบเอาไปคืนร้านหนังสือแล้ว

กว่าจะมาเป็นนักจิตวิทยาคลินิค หรือจิตแพทย์ได้ต้องเข้าโรงเรียนศึกษาฝึกฝนกันนานอยู่ ผมเองก็ไม่ใช่จิตแพทย์ ตอนต่อผมจะพูดถึงโรคจิตสักสองโรคพอให้รู้อะไรรวมๆ เฉยๆ ถ้าเกิดผมพูดมั่วพูดผิด ช่วยบอกกันด้วยเน่อ เริ่มโรคแรกตอนหน้าครับผม

ป.ล. ว่างๆ ถ้าอยากลองอ่าน DSM สามารถเข้าไปดูได้ที่
http://www.ramamental.com/dsm/

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

วิปริต โรคจิต ไซโค ตอนหนึ่ง

ถ้าชอบจับแมวแถวบ้านมาเชือดเอาแช่ช่องฟรีซที่บ้านแล้วถ่ายรูปเก็บไว้ ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าชอบขโมยกางเกงในชาวบ้านมาดม ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าชอบเอาเกงเกงในตัวเองที่ใส่แล้วมาดมล่ะ ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าชอบพูดพึมพัมกับตัวเองคนเดียว ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าไม่สวดชิณบัญชรสิบห้าจบจะนอนไม่หลับ ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าไม่ใส่หมวกจะไม่ยอมออกนอกบ้าน ถือว่าโรคจิตมั้ย

ถ้าชอบดูหนังโป๊ทุกวันล่ะ ถือว่าโรคจิตมั้ย

นอกจากคนเราจะมีบุคลิกภาพที่ต่างกันแล้ว คนเรายังมีความโรคจิตต่างกันไปอีกด้วย แต่ว่าอะไรกันล่ะครับที่เป็นตัวขีดว่าอะไรถือว่าโรคจิต อะไรไม่ใช่โรคจิต หรือว่าความโรคจิตไม่ใช่ขาวกับดำ แต่ว่ามีการแยกระดับความโรคจิตจากขาวถึงเทาอ่อนถึงเทาน้อยๆถึงเทาเฉยๆถึงเทาแก่ถึงดำ ลองมาวิเคราะห์กันดูดีกว่า

นายเดฟ (นามสมมติ)

จมูกโต ตาโต สูงยาว เข่าดี หน้าตาพอไปวัดไปวาตอนสายๆ บ่ายๆ ได้ แต่ว่านายเดฟมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ นายเดฟไม่ยอมกินอาหารที่มาจากสัตว์ชนิดเดียวกัน เช่น เบอร์เกอร์เนื้อโปะชีส เพราะว่าชีสกับเนื้อมาจากวัวเหมือนกัน นายเดฟไม่กินอาหารทะเลที่มีเปลือกแข็ง เช่นปู หรือกุ้ง ก่อนจากบ้านนายเดฟจะต้องมีอะไรสักอย่างคลุมหัว ไม่งั้นไม่ยอมออกจากบ้าน นายเดฟบางวันจะอยุ่ในบ้านอย่างเดียว ไม่ยอมทำงาน ไม่ติดต่อธุระใดๆ ทั้งนั้น จะออกไปเซเว่นซื้อข้าวกินก็ไม่ได้ จะอยู่บ้านสั่งอาหารเข้ามาก็ไม่ได้ แต่พอตะวันตกดินปุ๊บจะดำเนินชีวิตตามปกติได้ นอกเหนือจากนี้นายเดฟก็เป็นกระทาชายทั่วไปตามท้องตลาด

อื้อ นายเดฟโรคจิตแน่ๆ เลย ทำไมต้องมีข้อยกเว้นประหลาดพวกนี้ด้วย มีไม่ยอมออกนอกบ้านบางวัน เพราะว่าแอบนอนร้องไห้อยู่คนเดียวเลยหาข้ออ้างไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนรึเปล่า โรคจิตชัวร์ พาไปหานักจิตวิทยาด่วน

คำตอบคือไม่ครับนายเดฟจัดว่าปกติ พวกข้อยกเว้นต่างๆ นานาที่ว่ามาทั้งหมดคือ เป็นข้อยกเว้นของศาสนาจูดา ออโธดอกซ์ คนคงเข้าใจกันถ้าบอกว่าพวกนี้เป็นศาสนา อันนี้เป็นปกติทั่วไป คนเป็นล้านยอมรับนับถือทำตามว่ากัน ศาสนาต่างกันอันนี้เข้าใจ เป็นแค่ความเชื่อต่างคนต่างเชื่อ ลองดูอีกรายนึง

นายอูรูกูด (นามสมมติ)

นายอูรูกูด เป็นคนชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ บนเกาะห่างจากชายฝั่งหลายชั่วโมงบิน นายอูรูกูดออกจากบ้านจับปลา เก็บผักผลไม้จากป่ามาแบ่งกันกินกับเพื่อนบ้านทุกวัน ชีวิตเรียบง่ายปกติสุขดี แต่ แต่ แต่ ว่าบางทีนายอูรูกูดจะพูดพัมเหมือนพูดคุยสนทนากับใครสักคน แต่พอมองไปก็ไม่มีใคร บางทีพอคุยเสร็จก็เดินไปหาล่ากวางมาสามตัว จับปลามาสองตัว และนกหนึ่งตัวเอามาเผาเป็นจุล บางทีนายอูรูกูดก็จะนั่งเฉยๆไม่กระดุกกระดิกนายแม้แต่นิดเดียวเป็นชั่วโมง เสร็จแล้วก็หายกลับมาเป็นเหมือนเดิม

ทีมวิจัยบุกสำรวจคลุกคลีกับคนในหมู่บ้านนี้ คนในหมู่บ้านบอกว่านายอูรูกูดยกย่องเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เพราะว่าสามารถมองเห็นและพูดคุยกับเทพเจ้าได้ ทุกเดือนชาวบ้านจะส่งกวางสามตัว ปลาสองตัว นกหนึ่งตัวไปให้นายอูรูกูดเผา เพราะว่าบอกว่าเป็นการบูชาเทพเจ้าได้ แต่บางทีนายอูรูกูดหัวหน้าหมู่บ้านจะนิ่งไปไม่กระดุกกระดิกเพราะว่าถอดจิตไปอยู่อีกมิตินึง แต่ทีมสำรวจตรวจเจอว่าอาการของนายอูรูกูดเข้าข่ายผู้ป่วย Schizophrenia ตามตำราโรคทางจิต หลายสิบปีต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านคนถัดไปสามารถพูดคุยกับเทพเจ้าได้เหมือนกัน ผู้คนยอมรับนับถือกันต่อไป

พวกพิธีของเผ่าของนายอูรูกูดก็ไม่ต่างอะไรกับศาสนาที่เราๆ หลายคนยอมรับนับถือกัน บางศาสนามีนักทำพิธีที่รู้วิธีติดต่อกับพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ได้ เราไม่ถือว่าบ้า นายอูรูกูดเราถือว่าบ้า ก่อนที่เราจะพูดถึงอาการทางจิต หรือโรคทางจิต สิ่งที่สำคัญที่ต้องเอามาเป็นบริบทก็คือวัฒนธรรมของคน ก็เพราะวัฒนธรรมนี่เองทำให้เราต้องลองคิดอีกทีว่า โรคทางจิตคืออะไร อะไรบ้า อะไรไม่บ้า

ตอนหน้าเราเริ่มพูดถึงโรคทางจิตต่างๆ ตามตำรา เรื่องพวกนี้แอบเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เลยอยากหยิบยกเรื่องกรอบทางวัฒนธรรมขึ้นก่อนจะพูดอะไรต่อไป เพราะฉะนั้นอย่ากลับบ้านไปแล้วบอกน้องแถวบ้านว่า นักบวช นักเข้าทรงพวกนั้นโรคจิตทั้งนั้น เรื่องนี้ลึกลับซับซ้อนกว่านั้นเยอะ ตอนหน้าแอบมาพลิกดูตำราของนักจิตวิทยาคลินิคกันครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ชีวิต ตอนสอง

ตอนที่แล้วเราบอกว่าฝาแฝดมีคัมภีร์จีโนมที่เหมือนกันเกือบเปี๊ยบ แต่ที่ไม่เหมือนกันทุกประการก็เพราะว่าเครื่องซีร็อกซ์คัมภีร์มันเพี้ยนๆ บอกว่าให้ซีมาสองชุด แต่ว่าทั้งสองชุดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ แล้วก็ทั้งสองชุดก็ไม่เหมือนกันอีก ว่าง่ายๆ ซีกี่ครั้งก็เพี้ยนเท่านั้นครั้ง แต่ว่าเพี้ยนแค่ไหนกันล่ะ

ผมแอบบอกผิดไปตอนที่แล้ว ขอแก้ตอนนี้เลยละกัน จากการวิจัยพบว่าถ้าฝาแฝดมีโอกาสที่จะมีลักษณะนิสัยการเกาะติดเหมือนกัน (ถ้าไม่เข้าใจแปลว่าอะไร ให้ไปอ่านเกาะแกะ) ประมาณ 70% แต่ว่าพี่น้องมีโอกาสแค่ 50% ตัวอย่างเช่น



คุณไทด์ และคุณท็อปตอนเกิดมามีโอกาสมีลักษณะนิสัยการเกาะติดเหมือนกัน 70%



คุณพลอย และคุณนุ่นตอนเกิดมามีโอกาสมีลักษณะนิสัยการเกาะติดเหมือนกัน 50% (แต่เรื่องความสวยไม่แน่ใจ แต่่ว่าสวยเหมือนกันทั้งคู่)

มันแปลว่าอะไรล่ะเนี่ย แสดงว่าเครื่องซีร็อกซ์มันเพี้ยนมากขนาดนั้นเลยรึ เพราะว่าถ้าไม่เพี้ยนเลย ฝาแฝดเหมือนก็ต้องมีลักษณะการเกาะติดเหมือนกันเปี๊ยบเลยสิ แสดงว่าเวลาซีร็อกซ์มีโอกาสซีเพี้ยนไป 30% เลยเหรอ แต่ว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้นิ่หน่า เพราะว่าตอนซีส่วนอื่นของคัมภีร์แทบจะไม่ค่อยเพี้ยนเลย หน้าตาฝาแฝดเลยเหมือนกันเกือบ 100% ไอ้ 30% ที่มันเพี้ยนไปน่าจะมาจากอย่างอื่นนะเนี่ย

คนเราพิเศษว่านั่นตรงที่ คนมันเปลี่ยนกันได้ คนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปตามอะไร เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ และการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมนั่นเอง ฝาแฝดเกิดมาเหมือนกันก็จริง แต่พอเข้าโรงเรียนอนุบาลก็เล่นกับเพื่อนคนละกลุ่มกัน อาจจะมีครูประจำชั้นคนละคนกัน พ่อแม่อาจจะโอ๋ไม่เท่ากัน คนนึงอาจจะป่วยบ่อยกว่าอีกคนนึง ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมพวกนี้นั่นที่เป็นอีกตัวกำหนดลักษณะนิสัยของคน เพราะฉะนั้น

คน = คัมภีร์จีโนม + สิ่งแวดล้อม

แต่ว่าอะไรมีผลมากกว่ากันล่ะ

ลองนึกดูคุณไทด์ คุณท็อปหน้าตาก็เหมือนกันงี้มาแต่ไหนแต่ไรจนถึงตอนนี้ก็ยังเหมือนกันอยู่ แต่ว่าคนนึงอาจจะมีผมหงอกมากกว่าอีกคนนึง แต่ว่าส่วนใหญ่หน้าตาก็ยังเหมือนกัน แสดงว่าหน้าตานั้นเป็นผลจากจีน มากกว่าสิ่งแวดล้อม

แต่ว่าโอกาสที่คุณนุ่นกับคุณพลอยจะชอบกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนกับ กับโอกาสที่คุณไทด์กับคุณท็อปจะชอบกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนกันนั้นเท่ากัน แสดงว่าจีนไม่ค่อยมีผลนั่นเอง จะเหมือนจะต่างขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมล้วนๆ เลย

สมการ คน = คัมภีร์จีโนม + สิ่งแวดล้อม นี้นั่นเองที่ทำให้คนน่าตื่นเต้นกว่าแกะ เพราะว่ามันเยอะมากๆ แต่เยอะแค่ไหนก็ตาม เรามักจะหาคนที่ลักษณะนิสัย หรือว่าหน้าตาคล้ายๆกันเราค่อนข้างยากทีเดียว นึกถึงตอนย้ายโรงเรียนใหม่ เจอเพื่อนใหม่ ถ้าเรารู้ชัวร์ๆว่า มันจะหน้าตาเป็นยังไง นิสัยจะเป็นยังไง ชีวิตก็คงน่าเบื่อแย่ นอนอยู่บ้านดีกว่า แต่เพราะว่านิสัยคนทายยาก รู้หน้าไม่รู้ใจ เราก็เลยต้องไปกินข้าว กินเหล้า ดูหนัง ฟังเพลงด้วยกับพวกมันเพื่อจะได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยกัน ด้วยเหตุผลเดียวกันทำให้การศึกษาจิตวิทยาก็เลยตื่นเต้นเร้าใจ คนมีความหลากหลายและเป็นตัวของตัวเอง มีอีกหลายแง่หลายมุมของบุคลิกภาพคนที่สามารถงัดขึ้นมาศึกษาได้อีกเรื่อยๆ ยิ่งศึกษา ยิ่งมันส์ เหมือนดูละครช่อง 7 ที่ไม่มีตอนจบนั่นเอง แต่ว่าผมขอจบเรื่องบุคลิกภาพแค่นี้นะครับ


ป.ล. จิตวิทยาบุคลิกภาพเป็นตอนที่เขียนแล้วรู้สึกสนุกมาก เพราะว่าเป็นสาขาในจิตวิทยาที่น่าสนใจมากๆ แต่ว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องทางนี้มากเท่าไร ทำให้คลอดแต่ละตอนออกมาช้าเหลือเกิน

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ชีวิต

ถ้าโดเรมอนให้วุ้นแปลภาษาที่ทำให้อ่านออกเขียนได้อีกหนึ่งภาษาตลอดกาล จะขอภาษาอะไร

ภาษาจีน

ทำไมถึงภาษาจีน จะไปจีบหมวย หรือหาติ่มซำกินหรืออะไร แล้วมาเกี่ยวกับบุคลิกภาพที่พูดถึงตอนที่แล้วยังไงตามอ่านกันเลย

เรารู้กันมาแล้วว่าเด็กเริ่มมีนิสัยบุคลิกภาพตั้งแต่ยังเล็กๆ แล้ว อื่ม..เด็กได้บุคลิกภาพพวกนี้มาจากไหนกันล่ะ มีอยู่สองทฤษฎีด้วยกัน ทฤษฎีแรก บุคลิกภาพนั้นได้มาตั้งแต่ก่อนเกิด ทฤษฎีที่สองบุคลิกภาพนั้นได้มาตอนหลังเกิด

ทฤษฎีแรก ว่ากันง่ายๆ คือ บุคลิกภาพนี่ได้มาจากกรรมพันธุ์ แปลอีกที แปลว่า บุคลิกภาพเนี่ยได้มาจากพ่อแม่ ลองคิดง่ายๆ ก็คือลูกมักจะนิสัยคล้ายๆ พ่อแม่ แล้วก็พี่น้องก็นิสัยคล้ายๆ กัน อื่ม ฟังดูดี เมคเซนส์ นิสัยพ่อแม่มาติดอยู่กับลูกได้ยังไงล่ะเนี่ย มันต้องมีอะไรสักอย่่างที่ซีร็อกซ์บุคลิกภาพของพ่อแม่แล้วก็แปะๆ รวมกันกลายเป็นบุคลิกภาพของเรา หลายคนคงรู้แล้วว่าวิชาที่ศึกษาว่า อะไรที่เป็นคนซีร็อกส์พ่อแม่แล้วมาแปะใส่เรา วิชานี้เรียกว่าพันธุศาสตร์นั่นเอง ขออธิบายง่ายๆ ละกัน ถ้าคนไหนรู้แล้วก็ข้ามไปซะ

ผมอธิบายพันธุศาสตร์ด้วยประโยคเดียวว่า

จีนคือตัวกำหนดว่าเด็กเกิดมาจะออกมาหน้าตา ตับไต ไส้พุง เป็นยังไง

พี่ชายคุณ กับคุณหน้าตาคล้ายๆ กันก็เพราะว่าจีนคล้ายๆกัน ลูกคุณกับลูกคนข้างบ้านหน้าตาไม่คล้ายกันก็เพราะว่ายีนไม่คล้ายกัน ง่ายๆ แค่นั้นเอง ลองนึกว่าไข่กับอสุจิผสมกันปุ๊บก็ให้คัมภีร์ขึ้นมากระบอกนึงซึ่งเรียกว่า จีโนม ให้นึกถึงคัมภีร์ในหนังกำลังภายใน คือเป็นม้วนยาวๆ มีตัวหนังสือจีนที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง หน้าตาเป็นแบบนี้

ATGGTCCGATCGATCGCCGAGCTCGGATCGATCGAT...

ภาษาจีนที่ว่านี้ไม่ใช่ภาษาที่อาหมวย อาตี๋ อาม่า อาอี๊พูดกัน ภาษาจีนที่ว่าคือภาษาที่คัมภีร์จีโนมใช้ คิดว่าตัวหนังสือจีนพวกนั้นเปรียบได้กับ จีนที่อยู่ในตัวคน นั่นเอง (อะโหย เผอิญซะ) คัมภีร์นี้ไม่ได้สอนวิชาหมัดสะท้านฟ้า แต่ว่าคัมภีร์นี้บอกว่า นี่ๆ เอาเท้าไปติดกับขานะ ทำจมูกให้บี้ๆ ทำตาให้มีสองชั้น เอาตาไปติดกับหน้าอย่าเอาไปติดกับเอว คัมภีร์นี้คือพิมพ์เขียวของชีวิตที่กำลังจะเกิดมาใหม่นั่นเอง

อย่าคิดว่าคนเท่านี้ที่มีคัมภีร์สะท้านฟ้านี้ไว้ครอบครอง สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีเหมือนกันหมด ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบคัมภีร์จีโนมของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดเลย รวมถึง รวมถึง สตรอเบอร์รี
นักพันธุกรรมก็คิดไปว่า เอ ตอนสมัยอยู่มัธยมเคยไปจิ๊กเอาสมุดพกตัวเอง แล้วมาแก้คะแนน สุดท้ายปลายปีคะแนนก็เลยพุ่งกระฉูด ถ้าเกิดเอาคัมภีร์จีโนมของสตรอเบอร์รีมาแก้ทำให้ลูกเท่าบ้าน โตกลางทะเลทรายได้ ก็คงดีได้อร่อยกันทั้งปี นักพันธุกรรมก็เลยหาวิธีถอดคัมภีร์จีโนมสตรอเบอร์รีแล่้วแอบแก้ ปรากฎว่าสตรอเบอร์รีก็ออกมาลูกเท่าบ้าน แล้วก็โตได้ทุกฤดูจริงๆ นี่คือที่มาของอาหารที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรมหรือ จีเอ็มโอ (Genetically modified organism)

เพราะฉะนั้นคัมภีร์จีโนมนั้นกำหนดทุกชีวิต ถ้าเราอ่านภาษาจีนออก เขียนภาษาจีนได้ เราสามารถควบคุมทุกชีวิตบนโลกนี้ได้ เพราะฉะนั้นโดเรมอนให้วุ้นแปลภาษามา นักพันธุศาสตร์จะขอตะครุบเรียนภาษาจีน ตอนนี้เราพอจะอ่านจีโนมได้บ้างแล้ว

อื่มมีอะไรให้พูดได้อีกเยอะทีเดียวเกี่ยวกับคัมภีร์จีโนม แต่ว่าขอยกไปพูดตอนหลังๆที่พูดถึงประสาทวิทยาศาสตร์ละกัน (เหะ แอบเรียนสาขานี้อยู่ ไม่แอบพูดถึงก็ไม่ได้)

กลับมาที่บุคลิกภาพของเรากับพ่อแม่เรา คัมภีร์ของเราคือ ซีร็อกซ์คัมภีร์ของแม่ส่วนนึง ของพ่อส่วนนึงแล้วเอามาแปะๆใส่คัมภีร์เรา โดยที่เครื่องซีร็อกซ์ไม่ค่อยชัดบางทีก็ซีผิดซีถูก ตัวหนังสือหายไปบ้าง เพราะฉะนั้นเราเลยไม่ค่อยเหมือนกับพ่อแม่เราทุกประการก็เพราะว่าเครื่องซีร็อกซ์มันแอบเพี้ยนนั่นเอง นักจิตวิทยาบุคลิกภาพส่วนนึงเชื่อว่า บุคลิกภาพนี่ก็ถูกระบุไว้ในคัมภีร์เหมือนกัน เอ แต่จะไปบอกคนอื่นได้ยังไงว่าจริง ในเมื่อเราอ่านคัมภีร์นี้ไม่ค่อยออก นักจิตวิทยาใช้ทฤษฎีที่ว่า คัมภีร์ของฝาแฝดแท้ (ฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกับเปี๊ยบ) จะเหมือนกันเปี๊ยบถ้าเครื่องซีร็อกซ์ไม่ซีเพี้ยนไปสักนิดเลย ถ้าฝาแฝดแท้มีอะไรที่เหมือนกันเกือบทุกประการแสดงว่าลักษณะนั้นถูกกำหนดโดยจีนนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น ถ้าแฝดฝานึงชอบสูบบุหรี่ แฝดอีกฝานึงมักจะชอบสูบบุหรี่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแสดงว่าต้องมีจีนที่คอยกำหนดว่าคนๆนั้นชอบสูบบุหรี่ หรือชอบกลิ่นบุหรี่ หรือชอบนิโคตินอะไรก็ว่าไป
อีกตัวอย่างนึงที่น่าสนใจกว่า ถ้าแฝดฝานึงมีลักษณะนิสัยการเกาะติดแบบไม่เหนียว (ถ้าไม่เข้าใจแปลว่าอะไร ให้ไปอ่านต่อนที่แล้ว) แฝดอีกฝานึงมีโอกาส 70% ที่จะมีลักษณะการเกาะติดแบบไม่เหนียวเช่นกัน แต่ถ้าเป็นพี่น้องกันเฉยๆ หรือเป็นแฝดคนละฝา (เกิดจากไข่คนละใบ หน้าตาไม่เหมือนกัน อาจจะไม่ใช่เพศเดียวกัน) จะมีโอกาสแค่ 50% ที่จะมีลักษณะเกาะติดแบบไม่เหนียวเช่นเดียวกับพี่หรือน้อง แสดงว่ากรรมพันธุ์มีผลต่อบุคลิกภาพลักษณะนิสัย

เขียนๆไปชักยาว จบแค่ละกัน

อ้อ สวัสดีปีใหม่ครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่าน

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เกาะแกะ

หลังจากได้เห็นความน่ารักน่าหยิกของลิงที่เกาะแม่นิ่มๆ กับความเศร้าแซ้ดของลิงที่เกาะแม่แข็งๆ ไปแล้ว นายฮาร์โลวยังสังเกตอะไรอีกอยากนึง ไอ้ลิงที่ได้เกาะแม่นิ่มๆ มันจะชอบออกไปเดินเพ่นพ่านดูโน่นดูนี่ โลดโผน โจนทะยานไปเรื่อย แต่ว่าไอ้ลิงที่เกาะแม่แข็งจะไม่เซลฟ์เท่า จะออกไปเขย่อแขย่ง ไม่ค่อยกล้าออกไปผจญภัยเท่าไร นายฮาร์โลวเลยไปคุยกับนักจิตวิทยาพัฒนาการแล้วถามว่าเด็กมันเป็นอย่างนี้เหมือนกันรึเปล่า อื่ม... นักจิตวิทยาพัฒนาการก็ออกบอกว่า เอ ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ว่าเป็นธรรมชาติของเด็กที่จะออกไปวิ่งเล่น ผจญภัยไปเรื่อย แต่อาจเป็นเพราะว่าเด็กที่เห็นคือเด็กที่มีพ่อแม่ปกติทั่วไป อื้ม ลองมาทำการทดลองดีกว่า มากันดิ๊ว่าเด็กจะทำตัวยังไงถ้าจู่ๆ พ่อแม่หายไปแว้บนึงแล้วกลับเข้ามา เด็กยังจะคลานออกไปเล่น คุ้ยเขี่ยอะไรอยู่เหมือนเดิมรึเปล่า

การทดลองนี้คลาสสิคทีเดียว การทดลองนี้ดังมากมีชื่อว่าสถานการณ์แปลกวิสัย (Strange situation) การทดลองนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนขนาดนั้น แต่ว่าอาศัยมีการจัดฉากเล็กน้อย
ฉากแรก
แม่อุ้มเด็กเข้ามาในห้องที่มีของเล่นมากมาย ปล่อยเด็กให้คลานไปเอาของเล่นมาเล่น กลิ้งไปกลิ้งมา
ฉากที่สอง
แม่ก็บอกว่า ลูกจ๋าเดี๋ยวสักพักแม่กลับมานะจ๊ะ ว่าแล้วพี่เลี้ยงที่เป็นผู้ช่วยนักจิตวิทยาก็เดินเข้าเปลี่ยนมือกับแม่
ฉากที่สาม
ปล่อยให้เด็กอยู่กับพี่เลี้ยงคนนั้นไปสักแป๊บนึง
ฉากที่สี่
แม่กลับเข้ามาเปลี่ยนมือกับพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงก็แอบย่องออกไปปล่อยให้แม่กับเด็กอยู่ด้วยกันสองคน

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้นักจิตวิทยาก็แอบมองผ่านกระจกแล้วก็จดๆ พฤติกรรมเด็กในแต่ละฉาก การทดลองแบบนี้เป็นการทดลองแบบสำรวจ ไม่มีการทำสถิติหรืออะไรอย่างการทดลองที่เคยผ่านมา นักจิตวิทยาก็แค่ดูเฉยๆ แล้วก็สรุปว่าเห็นอะไรบ้าง เอ้าเห็นอะไรบ้างล่ะ

ฉากแรก
เด็กก็วิ่งพล่านไปทั่วหยิบหาของเล่นมาเล่นกับแม่อะไรก็ว่าไป ดูความสุขน่ารักคิกขุไปงั้นเอง
ฉากที่สอง
เด็กเริ่มเหวอ หวา แม่หายไปแล้ว ไปไหนล่ะเนี่ย ไปไหนละเนี่ย
ฉากที่สาม กับฉากที่สี่นี่แหละครับที่น่าสนใจ เด็กแต่ละคนก็ต่างกันไปแต่ว่า ดูเหมือนว่าพฤติกรรมจะมีอยู่สามรูปแบบด้วยกัน

รูปแบบแรก: เกาะติดเหนียวแน่น (Secure)
เพราะแม่หายไปก็เหวอเล็กน้อย ไม่ยอมเล่นของเล่นอีกต่อไป พี่เลี้ยงมาปลอบก็ไม่ฟังไม่สนใจ พอแม่กลับเข้ามาก็รีบกระโดดเกาะแม่ ให้แม่อุ้มว่าเข้าไปนั่น เด็กประมาณ 70% แสดงพฤติกรรมอยู่ในรูปแบบแรก อื่มก็คือเด็กส่วนใหญ่บ้านๆ ทั่วไปนั่นเอง แล้วอีก 30% ที่เหลือล่ะ..

รูปแบบที่สอง:  เกาะติดไม่เหนียวแบบปลีกตัว (Insecure-avoidant)
เด็กกลุ่มนี้ครับ พอแม่หายไปปุ๊บก็ร้องไห้ลั่นเลย แต่ว่าพอแม่กลับเข้ามาก็ทำเป็นหยิ่งไม่มองหน้า หันหลังเข้าใส่ ดูรมณ์บ่จอย ไม่พอใจเท่าไร... เด็ก 20% อยู่ในกลุ่มนี้ อื่มแปลกดี

รูปแบบที่สาม: เกาะติดไม่เหนียวแบบต่อต้าน (Insecure-resistant)
เด็กพวกนี้เป็นพวกไม่เหนียวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพอแม่หายไปปุ๊บก็ร้องลั่นเหมือนกัน แต่พอแม่กลับเข้ามา จะมาโอ๋มาอุ้มก็ไม่ให้อุ้มดิ้น คลานหนีตลอด เด็ก 10% ที่เหลืออยู่ในกลุ่มนี้ครับ

นักจิตวิทยาก็ตั้งสมมติฐานกันต่อไปว่า สไตล์การเกาะติดนี่ส่งผลไปถึงตอนโตด้วยรึเปล่า ผลปรากฎว่าเด็กที่เกาะติดแบบเหนียวแน่นจะมีเพื่อนเยอะ เข้าสังคมได้เป็นปกติ มีคนรักใคร่ ปรับตัวเข้ากับผู้คนได้ เวลามีปัญหาก็คุยกับพ่อแม่ คนรัก เพื่อนฝูงเพื่อให้ช่วยหาทางแก้ปัญหา
แต่เด็กในรูปแบบที่สอง โตขึ้นแล้วคบแฟนกี่คนๆ ก็เข้ากันไม่ได้สักที เพราะว่าไม่ค่อยอยากทุ่มเทอารมณ์ความรักความรู้สึกให้คนรอบตัวเท่าไร เพื่อนก็จะมีไม่มาก ความรักก็ไม่ค่อยมี เวลามีปัญหาอะไรก็จะไม่ค่อยบอกให้คนอื่นรู้
เด็กในรูปแบบที่สาม โตขึ้นจะไม่ค่อยอยากสนิทสนมกับใคร กังวลว่าคนอื่นไม่ชอบเรา รังเกียจเรา พอเพื่อนตีตัวออกห่างหน่อยนึง หรือเลิกกับแฟนก็จะเครียดมาก

แน่นอนครับว่าคนเรามันเปลี่ยนแปลงกันได้ เด็กอายุขวบนึงกว่าจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็ใช้เวลานานอยู่ ก็ได้เรียนรู้จากการพูดคุย คลุกคลีกับผู้คนรอบตัว อาจทำให้นิสัยและบุคลิกภาพเปลี่ยนไปได้ แต่ว่าการผลการวิจัยได้สรุปว่าคนส่วนใหญ่นั้นสไตล์การเกาะติดไม่ค่อยเปลี่ยนไปมากเท่าไรเลย

แต่ว่าแค่เราเห็นบุคลิกภาพเด็กอายุแค่ขวบนิดๆ ก็พอจะเดาอนาคตได้แล้วเหรอเนี่ย แล้วสาเหตุของบุคลิกภาพพวกนี้มาจากไหนกันล่ะ ได้มาตั้งแต่เกิด หรือว่าได้มาหลังเกิด เดี๋ยวมาคุยให้ฟังตอนหน้าครับ

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อุ่น

ถ้าวันนึงมีคนมาเคาะประตู แล้วบอกว่า พี่ครับ ช่วยเลี้ยงข้าวผมหน่อยหิวเหลือเกิน คุณก็อาจจะอะหยวนๆ สงสารมันเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
แต่พออีกวันนึง มาเคาะประตูอีก แล้วบอกว่า พี่ครับ ช่วยเลี้ยงข้าวผมสามมื้อต่อวันหน่อยนะครับ แล้วก็หาที่นอนให้ด้วย ขอเสื้อผ้าให้ด้วย แล้วก็ขอหนังสือให้อ่าน เอิ่ม แต่พี่อาจจะไม่รู้ว่าผมชอบเสื้อผ้าแบบไหน ชอบอ่านหนังสืออะไร งั้นผมขอตังค์ใช้แทนละกันนะครับ ของี้สักยี่สิบปีก็พอครับ
อุ้ย..งง... เอางี้เลยหรอ

ที่จริงฟังดูแล้วไม่ค่อยน่าแปลกใจสักเท่าไรนะเนี่ย พอเกิดมาเราก็เคาะประตูขอพ่อแม่เราแบบนี้ทั้งนั้นเลย ผมคิดทีไรก็ยังงงอยู่ดีว่าผมจะทำใจเลี้ยงคนอีกคนนึงยี่สิบกว่าปีได้ยังไง (อาจจะมากกว่ายี่สิบปีด้วยซ้ำถ้าลูกขี้เกียจหางานทำ)

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตอนเกิดมาต้องการความดูแลจากใครสักคนนึง ไม่เหมือนเต่าที่แม่ไข่ไว้ตามหาดแล้วก็แฉล็บเดิน เชิดหน้าหนีไม่สนใจ

หื่ม... แปลกจังเรามักจะนึกว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่เหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่น แต่ว่าทำไมเวลาเราเกิดมาแล้วทำไมถึงไม่มีความสามารถที่จะเอาตัวรอดด้วยตัวเองได้ล่ะเนี่ย ที่จริงแล้วการที่เกิดมาช่วยตัวเองยังไม่ได้นี่แหละ ที่ทำให้มนุษย์น่าสนใจกว่าเต่่ากว่าปลา

คนเราเกิดมาอย่างแรกที่เราต้องการคือความสนใจจากพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ก็ไม่อยู่ก็ร้องไห้ แหกปาก แต่ว่าหน้าที่ของนักจิตวิทยาคือพยายามศึกษาว่าอะไรเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมที่เราเห็น ทำไมถึงร้องไห้แหกปากอย่างงั้นล่ะเนี่ย

อื่ม... ลองคิดกันง่ายๆ เด็กอาจจะคิดว่า อะจ้าก ถ้าพ่อแม่หนีไปฉันตายชัวร์เลย จะไปหานมกิน ข้าวกินยังไงน่ะเนี่ยก็เลยกลัว หื่ม... จริงเหรอเนี่ย มีนักจิตวิทยากลุ่มนึงสงสัยว่าอะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนยึดติดผูกพันกับพ่อแม่พี่เลี้ยงตอนยังเป็นเด็ก ทฤษฎีที่นักจิตพวกนี้ตั้งขึ้นมาเรียกว่าทฤษฎีการยึดติดผูกพัน (Attachment Theory) การทดลองแรกๆที่เกี่ยวกับทฤษฎีนี้มาจากห้องแล็บของนายแฮรี ฮาร์โลว (Harry Harlow) นายฮาร์โลวคิดว่าถ้าลองให้เด็กเลือกอยู่กับพ่อแม่ที่ให้แต่อาหารอย่่างเดียว แต่ไม่ให้ความรักความอบอุ่นเช่นไม่กอด ไม่อุ้ม ไม่ห่มผ้าให้ กับพ่อแม่ที่ให้ความอบอุ่นอย่างเดียว แต่ไม่ให้อาหารเด็กจะเลือกแบบไหน และจะส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็กในอนาคตยังไง

นายฮาร์โลวก็เลยจับเด็กมาให้เลือกระหว่างพี่เลี้ยงสองคน คนแรกให้ผ้าห่ม กอดรัด ให้ความรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย ส่วนพี่เลี้ยงอีกคนป้อนนมให้อย่างเดียว เด็กจะเลือกแบบไหน เอ...ฟังทะแม่งๆ ถ้าทำงี้กับคนจริง ก็แย่เหมือนกันนะเนี่ย กฎหมายเรื่องการเอามนุษย์มาทดลองที่เมกามันเคร่งมาก การทดลองแบบนี้ผิดกฎหมาย ทำไปถูกขังคุก นายโบวลบีเลยใช้ลูกลิงแทน เพราะว่าลิงใกล้กับคนมาก มีพฤติกรรมหลายอย่างที่เราศึกษาจากคนไม่ได้เพราะว่ามันโหดเกิน แต่ว่ากฎหมายปล่อยให้เราโหดกับลิงได้ เพราะฉะนั้นมีนักจิตบางกลุ่มที่ไม่ใช้คนในการทดลองเลยใช้ลิงเพื่อศึกษาคนนั่นเอง เดี๋ยวจะได้เห็นตัวอย่างอีกเยอะตอนพูดถึงประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience)

นายฮาร์โลวแย่งลูกลิงมาจากแม่จริงแล้วก็ฝากลิงไว้กับแม่เลี้ยงสองตัว แม่ตัวแรกทำมาจากผ้านุ่มๆซุกกอดแล้วก็รู้สึกอบอุ่นขยุ่นขยี้ ส่วนแม่อีกตัวทำจากลวดแต่ว่ามีขวดนมโผล่ออกมาทำให้เหมือนเต้านมลิง แต่ว่าแม่ทั้งสองตัวไม่ใช่ลิงแต่ว่าเอามาแต่งให้เหมือนลิง แบบรูปข้างล่าง



ผลการทดลองก็เห็นๆกันอยู่ในรุปครับลิงชอบแม่ที่ทำจากผ้ามากกว่า ถึงแม้ว่าบางทีจะแฉล็บไปขโมยนมจากแม่อีกตัวนึงบ้างเป็นระยะๆ แต่ว่าพอมีเสียงดัง มีอะไรกระทบกรงหน่อย เจ้าลูกลิงก็จะกระโดดหาแม่ที่ทำจากผ้าทันที พอแกล้งเอาแม่ที่ทำจากผ้าไปซ่อน ลูกลิงก็คลั่งหาแม่ร้องไห้ ดูดนิ้ว วิ่งพล่านหาแม่ เพราะฉะนั้นทำให้เรารู้ว่าลูกลิงยึดติดผูกพันกับกับแม่ที่ให้ความอบอุ่น เพราะฉะนั้นเราจึงแอบสรุปไปได้ว่า ตอนเราเด็กๆที่เรายึดติดผูกพันกับพ่อแม่ไม่ก็พี่เลี้ยงก็เพราะว่าเราได้รับความรัก ความอบอุ่น ไม่ใช่เพราะว่าพ่อแม่พี่เลี้ยงหาข้าวให้กินเพียงอย่างเดียว

นายฮาร์โลวยังไม่หยุดแค่นั้น นายคนนี้ยังสงสัยต่อไปอีกว่าทำไมลูกลิงถึงอยากได้ความรักความอบอุ่น ไม่ได้ก็ไม่ตายนิ่ แต่ว่าถ้าไม่ได้อาหารนี่ตายแน่นอน นายฮาร์โลวเลยเอาลิงมาอยู่กับแม่ที่ทำจากลวดเหล็กแล้วมีขวดนมติดไว้ แล้วมาดูว่าตอนโตมาแล้วจะเป็นยังไง

ปรากฎว่าลูกลิงที่ขาดความอบอุ่นแต่เล็กๆ จะไม่ค่อยไปเล่นกับลิงตัวอื่นๆ ขี้กลัว เห็นอะไรก็จะหวาดระแวงไปหมด กินข้าวก็ไม่ค่อยลง แล้วก็ท้องเสียบ่อยกว่าลิงปกติด้วย

ผลการทดลองจากนายฮาร์โลวเป็นการทดลองแรกที่พิสูจน์ว่าความรัก ความผูกพันในวัยเด็กนั้นสำคัญมากต่อการที่เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ผมคิดถึงการทดลองนี้ทีไรก็รู้สึกจั๊กจี๋ใจขึ้นมาทุกทีเลย รู้สึกว่าโชคดีที่มากเกิดเติบโตมามีพ่อแม่รักผมประคบประหงมอย่างดีมาโดยตลอดมาเลย แล้วลองนึกถึงเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าสิครับ เด็กเหล่านั้นได้กินข้าวบ้าง ไม่ได้กินบ้างรึเปล่า อันนี้ผมไม่ทราบ แต่ว่าสิ่งที่ชัดเจนคือ เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่หรือพี่เลี้ยงหรือใครเลย ผลการทดลองนี้อาจจะช่วยสะท้อนว่าสังคมหยิบยื่นอะไรที่ขาดไปรึเปล่าสำหรับเด็กเหล่านี้

รักพ่อแม่มากๆนะครับ :)