<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918</id><updated>2011-10-07T22:32:59.750-07:00</updated><title type='text'>จิต</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>33</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-515001151605147108</id><published>2010-09-08T20:43:00.000-07:00</published><updated>2010-09-08T20:50:12.412-07:00</updated><title type='text'>ตอบจดหมาย (ตอนสอง)</title><content type='html'>โอเค หลังจากผมจดหมายฉบับแรกไป แฟนๆ อีเมล์เข้ามาถามปัญหากันใหญ่เลยครับ ส่งกันเข้ามาเรื่อยๆเลยนะครับไม่ต้องเกรงใจ วันนี้ขอตอบฉบับนึงละกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พี่เต้คะ สวัสดีค่ะ ตามอ่านมานานแล้วค่ะ แต่ไม่กล้าเขียนเข้ามาถามคำถามพี่เต้ ยังไงวันนี้ขอรบกวนหน่อยนะคะ หนูมีปัญหาอยากปรีกษาพี่เต้ค่ะ ตอนนี้หนูเรียนมัธยมอยู่โรงเรียนแถวลาดพร้าวค่ะ เพิ่งขึ้นม.สี่ปีนี้ค่ะ หนูเพิ่งรู้สึกว่าเพื่อนๆผู้ชายที่โรงเรียนเดี๋ยวหน้าตาหล่อขึ้นมากเลยค่ะ ไม่รู้ไปฟิตที่ไหนกันมา สูงบึ้กกล้ามใหญ่ไม่เหมือนตอนอยู่ม.ต้นเลย รู้สึกอยากเข้าไปขอเบอร์ทำความรู้จักซะให้หมดเลย อย่างนี้ถือว่าบ้าผู้ชายรึเปล่าคะ แล้วการบ้าผู้ชายนี่เป็นโรคจิตอย่างนึงรึเปล่าคะ ถ้างั้นหนูควรจะทำยังไงคะแต่ว่าไม่อยากบอกให้ที่บ้านรู้ค่ะ ถ้าคุณพ่อรู้ล่ะก็บ้านแตกแน่ค่ะ รบกวนตอบด้วยนะคะ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าหนูติดตามมาถึงตอนที่ผ่านมาคงรู้แล้วว่าร่างกายและจิตใจมนุษย์นั้นวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ เพื่อให้เราอยู่รอด และสืบพันธุ์ออกลูกออกหลาน เพราะฉะนั้นเรื่องผู้ชายเป็นเรื่องธรรมชาติครับ โตขึ้นเข้าม.ปลายแล้วฮอร์โมนก็พุ่งพรวดๆ แอบมองหนุ่มคนนั้นนิดคนนี้หน่อยนึงไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติอะไร อื่ม แต่ว่าทำไมธรรมชาติวิวัฒนาการขึ้นมาให้เราชอบคนหุ่นดี หน้าตาดีล่ะเนี่ย ถ้าเราลองคิดดูว่าหน้าตาแบบไหน หุ่นแบบไหนกันที่เราว่าดี เท่านั้นคำตอบก็จะชัดขึ้นมาเลยล่ะครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับจดหมายฉบับนี้มาดูดีกว่าหนุ่มแบบไหนที่สาวๆ เค้าว่าฮอต ลองมาวิเคราะห์กันแต่ละแบบ แต่ละนาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhYGcbXQuI/AAAAAAAABY8/KOJXqAyTXLg/s1600/jgl.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 267px; height: 400px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhYGcbXQuI/AAAAAAAABY8/KOJXqAyTXLg/s400/jgl.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5514754611448595170" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1) ผู้ชายหน้าตาบ้านๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้่าโจเซฟ กอร์ดอน เลฟวิท หนุ่มหน้าตาบ้านๆ ทั่วไป เหมือนกับหนุ่มข้างบ้านที่เจอเกินที่ลิฟต์ที่คอนโดตอนหลังเลิกงาน เห็นแล้วก็แอบเก็บกรีี๊ดอยู่ในใจ บางทีก็หวานซะเหมือน 500 Days of Summer บางทีก็เท่ซะเหมือนใน Inception โอย โอย เห็นแล้วใจละลาย อยากหอมแก้ว หยิกแก้มให้หายหมั่นเขี้ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าตาบ้านๆ คือหน้าตาคล้ายๆ เหมือนคนทั่วไปที่เราพบปะพบเจอ ถ้าจะว่าใช้ชัดๆกว่านั้นก็คือ คนมักจะชอบคนที่มีความยาวปาก ขนาดตา ความยาวของกราม ความกว้างของหน้า ความหนาของคาง ฯลฯ ใกล้ๆกับค่าเฉลี่ยของคนที่เราเคยเจอ ตัวอย่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhZCjpdRcI/AAAAAAAABZc/SKXsHQc3wns/s1600/average_faces.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 330px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhZCjpdRcI/AAAAAAAABZc/SKXsHQc3wns/s400/average_faces.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5514755644178908610" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;(ผู้ชายข้างบน ผู้หญิงข้างล่าง)&lt;br /&gt;ซ้ายสุด คือ คนจีนที่หน้าตาบ้านๆ โดยการเอารูปคนจีนยี่สิบสี่คนมาเฉลี่ยกัน &lt;br /&gt;อันถัดมา คือ ฝรั่งหน้าตาบ้านๆ โดยการเอารูปฝรั่งยี่สิบสี่คนมาเฉลี่ยกัน&lt;br /&gt;อันถัดมาอีก คือ เอาทั้งฝรั่งทั้งคนจีนมารวมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเทียบคนหน้าตาบ้านๆกับคนหน้าตาไม่ค่อยบ้าน เช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhZC73b3mI/AAAAAAAABZk/jzHbsQOwDNQ/s1600/nonaverage_faces.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 122px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhZC73b3mI/AAAAAAAABZk/jzHbsQOwDNQ/s400/nonaverage_faces.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5514755650679987810" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ซ้ายสุดคือหน้าที่สร้างจากคอมพิวเตอร์โดยให้ชิ้นส่วนของหน้ามีขนาดห่างจากค่าเฉลี่ย ถัดมาคือใกล้ค่าเฉลี่ยขึ้น ส่วนขวาสุดเอาหน้ามาผสมกับหน้าตาบ้านๆ เฉลี่ยแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฎว่าคนชอบหน้าทางขวามากที่สุดครับ เพราะเป็นหน้าที่บ้านที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอเค แล้วไงเรื่องนี้ก็รู้ๆกันอยู่แล้ว แต่ว่าเพราะอะไรกันล่ะ ทำไมมนุษย์ถึงถูกสร้างขึ้นมา (วิวัฒนาการขึ้นมา)ให้ชอบคนหน้าตาบ้านๆ ได้ยินคำว่าวิวัฒนาการ เราก็ต้องนึกถึงการอยู่รอดและการสืบพันธุ์ คนที่หน้าตาบ้านๆ คล้ายๆ กับคนทั่วไปเป็นคนที่ืมีการเจริญเติบโตที่เสถียรและเป็นปกติ คนที่หน้าตาไม่บ้าน หน้าตาผิดแปลกจากคนทั่วๆไป มักจะเป็นคนที่มีการเจริญเติบโตไม่ค่อยปกติ ทำให้หน้าตาออกมาประหลาด ส่วนอื่นภายในร่างกายออกมาไม่เหมือนปกติ ซึ่งอาจจะทำให้ทนต่อเชื้อโรคต่างๆ ได้น้อยลง เพราะเหตุนี้เองวิวัฒนาการเลยสร้างให้คนไม่ชอบคนหน้าตาแปลก เพราะคนหน้าตาแปลกสุขภาพดีไม่เท่ากับคนหน้าตาบ้านๆ  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhYKVu4jWI/AAAAAAAABZE/D6oCorR7lJ0/s1600/gerard_butler.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 400px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhYKVu4jWI/AAAAAAAABZE/D6oCorR7lJ0/s400/gerard_butler.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5514754678370897250" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2) ผู้ชายที่หน้าตาคมเข้มสมชาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อู้ว อ้า กรี๊ด เจราร์ด บัทเลอร์ กล้ามบึ้ก หนวดเฟิ้ม เสียงทุ้มลึกสมเป็น Phantom of the Opera กล้าหาญ อุกอาดสู้ไม่ถอยสมเป็นนักรบสปาร์ตัน บึกบึนเซ็กซี่ซะอยากจะขอกอดซบกล้ามอกซะให้เข็ด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื้อหือ มาดคมเข้มอย่างแมนเลย สาวกรี๊ดตรึม หน้าตายิ่งแมนสาวยิ่งกรี๊ด หน้าตาแมนไม่ได้หมายความว่าต้องมีหนวดเครายาวเฟิ้มเสมอไป เพราะสาวบางประเทศเนี่ยไม่ชอบหนวดเคราเลย แต่ที่สิ่งที่สาวทุกประเทศทุกวัฒนธรรมชอบเหมือนกันคือหน้าตาแมนๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หน้าตาแมนๆ แปลว่าอะไร อันนี้ก็แล้วแต่ประเทศเช่น หนุ่มฝรั่งหน้าตาแมนๆอาจจะเน้นว่ามีกรามยาว คางเหลี่ยม ส่วนหนุ่มเอเชียแมนๆอาจจะออกแนวว่าโหนกแก้มนูน จมูกโด่ง คิ้วเข้มอะไรประมาณนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผลจากทดลองที่สอบถามสาวๆ หลายๆ คน ผลปรากฎว่าสาวๆ ไม่ได้กรี๊ดหนุ่มมาดแมนอะไรขนาดนั้นเลย อ้าวเฮ้ย แล้วที่กรี๊ดๆ กันน่ะอะไรกัน มีนักวิจัยกลุ่มนึกประหลาดใจขึ้นมาเลยลองแยกสาวๆ ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นสาวๆ ช่วงต้นประจำเดือนครับ ช่วงที่สาวๆ แอบคึกคักมากกว่าช่วงอื่นนิดหน่อย ลองเอาภาพหนุ่มๆ ให้ดูแล้วถามว่า ฮอตแค่ไหน และแมนแค่ไหน เสร็จแล้วลองเอาคะแนนมาพลอตดู ผลปรากฎว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhYSRph9FI/AAAAAAAABZU/uKbjMRNEJWo/s1600/manness_vs_hotness2.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 246px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhYSRph9FI/AAAAAAAABZU/uKbjMRNEJWo/s400/manness_vs_hotness2.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5514754814713656402" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นได้ว่าจุดๆ พวกนั้นเรียงกันเป็นเส้นชัน แสดงว่า อะโหยยิ่งแมน ยิ่งฮอตครับ ยิ่งคึกครับผม แต่สาวๆ ช่วงปลายประจำเดือนล่ะ เหะ หนุ่มๆ คงรู้ดีว่าคำตอบน่าจะเป็นยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhYSMifChI/AAAAAAAABZM/8mmw4nyLSpM/s1600/manness_vs_hotness1.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 246px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhYSMifChI/AAAAAAAABZM/8mmw4nyLSpM/s400/manness_vs_hotness1.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5514754813341927954" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดกระจายไปหมด ตีเส้นชันไม่ได้ ซึ่งแปลว่า เวลาสาวๆ อยู่ในช่วงปลายประจำเดือนไม่ได้เห่อหนุ่มหน้าตาแมนอะไรเป็นพิเศษนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่ม... เพราะฉะนั้นสายตาของหญิงนั้นเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับรอบเดือน หนุ่มคมเข้มทั้งหลายอาจจะต้องแบบเป็นนักสังเกต (โดยการถาม) สักนิดนึงนะเนี่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกแล้วๆ แต่ว่าเพราะอะไรกันล่ะครับ ทำไมแมนแล้วทำไม แมนแล้วจะมีสุขภาพดีสืบพันธุ์ได้ดีกว่าคนหน้าตาไม่แมนเหรอ ผลการวิจัยออกมาว่า ไม่ครับหน้าตาแมนไม่แมน ไม่เกี่ยวเลยว่าสุขภาพดีกว่ารึเปล่า ประเด็นนี้ก็ต้องคุยต้องคิดกันต่อไปครับ ว่าทำไมสาวๆช่วงต้นประจำเดือนถึงชอบหนุ่มหน้าตาแมน ประจำเดือนเกี่ยวข้องกับการผสมพันธุ์เราได้แต่เดาๆ ไปว่าคัมภีร์จีโนมของหนุ่มหน้าแมนอาจจะดีกว่าคัมภีร์จีโนมของหนุ่มหน้าตาไม่แมนในทางไหนสักทาง ส่วนทางไหนนั้นถามผม ผมก็ไม่รู้จะไปถามใครครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่งตอบ ยิ่งยาว ไว้ตอบละกันนะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-515001151605147108?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/515001151605147108/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/09/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/515001151605147108'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/515001151605147108'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/09/blog-post.html' title='ตอบจดหมาย (ตอนสอง)'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TIhYGcbXQuI/AAAAAAAABY8/KOJXqAyTXLg/s72-c/jgl.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-6997008630798039557</id><published>2010-08-21T11:19:00.000-07:00</published><updated>2010-08-21T11:21:43.432-07:00</updated><title type='text'>ตอบจดหมาย (ตอนหนึ่ง)</title><content type='html'>จดหมายจากแฟนบล๊อกจิต ที่ไม่ประสงค์เอ่ยนามอีเมล์เข้ามาครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ สวัสดีครับดอกเตอร์เต้ ขอเรียกว่าพี่เต้ละกัน ติดตามอ่านบล๊อกพี่มาตั้งแต่พี่เริ่มเขียนแล้ว อ่านสนุกได้ความรู้ดีครับ ในฐานะที่พี่เต้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยามากมาย ผมมีปัญหาเกี่ยวกับจิตวิทยาจะขอรบกวนถามพี่นิดนึง ถ้าว่างๆก็ช่วยตอบหน่อยนะคราบ เรื่องก็คือว่า ผมกับเมียผมแต่งงานมาได้สองปีแล้วครับ อยู่กันมีความสุขดี จนมีวันนึงมีน้องคนนึงมาฝึกงานที่บริษัท หน้าตาน้องเค้าจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูดี ลองคุยกันดูเลยรู้ว่าน้องเค้าบ้านอยู่ไกลมากอยู่แถมสมุทรปราการ กว่าจะกลับถึงบ้านก็ดึก ซอยบ้านที่บ้านก็เปลี่ยว แม่น้องเค้าก็ไม่ค่อยอยากให้มาฝึกงานเท่าไร ผมเลยอาสาขับรถไปส่งน้องถึงบ้านทุกวัน บางวันเหนื่อยก็จะแวะกินกาแฟแถวท่าพระจันทร์นิดนึง บางวันก็จะแวะดูหนังก่อนกลับบ้าน ผมชอบน้องเค้ามากเลยครับแต่ว่าผมแต่งงานแล้วเลยคิดว่าอยากจะหาความสุขเล็กๆน้อยๆ หลังเลิกงาน ก่อนกลับบ้านไม่ได้คิดเกินเลยอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าเมียผมน่ะสิครับ เมียผมเริ่มจะสงสัยว่าทำไมกลับบ้านช้าทุกวัน ผมไม่อยากโกหกก็เลยบอกว่าไปส่งน้องที่มาฝึกงานที่บ้านเพราะบ้านน้องเค้าอยู่ไกลเดินทางลำบาก เท่านั้นแหละเมียผมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลย ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้นอกใจซะหน่อย ไม่เคยคิดจะทำอะไรน้องเค้าเลย พี่เต้ครับอย่างนี้เรียกว่าชู้ทางใจรึเปล่าครับ ทำไมเมียผมต้องหึงแรงขนาดนั้นด้วย มีอะไรทางจิตวิทยาที่จะช่วยได้มั้ยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รบกวนด้วยนะครับ รู้สึกไม่สบายใจจริงๆ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนอื่นผมยังไม่ได้เป็นดอกเตอร์ครับยังต้องรออีกนานเลยครับ แต่ว่าขอบคุณครับที่ติดตามอ่านมาตลอดรู้สึกปลื้มจริงๆ เขียนแล้วมีคนอ่าน อ่าผมขอตอบคำถามเลยดีกว่า อื่ม...เผอิญไม่เรียนมาทางบ้านปรึกษาปัญหาครอบครัวซะด้วยสิ ที่จริงแล้วเรื่องชู้ทางใจ ชู้ทางกาย หึงหวง ตบตีแย่งชิงผัว แย่งชิงเมียเนี่ย มีรากมาจากทฤษฎีวิวัฒนาการที่ผมร่ายมาตั้งหลายตอน ถ้าเอามาโยงกับจิตวิทยาเราเรียกว่าจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่เรามาเป็นคนได้ทุกวันนี้เพราะวิวัฒนาการ และการถ่ายทอดคัมภีร์จีโนม วิวัฒนาการสร้างให้คนสามารถมีชีวิตอยู่รอดในสิ่งแวดล้อมได้ ไม่ถูกไดโนเสาร์กิน แล้วก็ที่สำคัญกว่านั้นคือสร้่างให้คนอยากผสมพันธุ์ มีครอบครัว ออกลูกออกหลานสืบสายเลือดต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจิตวิทยาและสมองของคนทุกวันนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่ทำให้คนอยู่รอด และผสมพันธุ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเรื่องการหึงหวงเนี่ยเกี่ยวกับเรื่องผสมพันธุ์ล้วนๆเลยล่ะ คุณรู้สึกว่าแค่จีบน้องที่มาฝึกงานเล่นๆ ไม่มีอะไรจริงจังเนี่ยไม่ใช่เรื่องร้ายแรง มีคนศึกษาประเด็นนี้จริงๆ ถามผู้ชายและผู้หญิงว่าชู้ทางใจหรือชู้ทางกายอันไหนร้ายแรงกว่ากัน ผลออกมาอย่างที่คิดๆ กันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/THAZFXYyO1I/AAAAAAAABYc/b2s00in1GrU/s1600/jealousy.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/THAZFXYyO1I/AAAAAAAABYc/b2s00in1GrU/s400/jealousy.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5507929924242127698" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้หญิงคิดว่าชู้ทางใจเฮิร์ทกว่า ส่วนผู้ชายคิดว่าชู้ทายกายเฮิร์ทกว่า ทำไมกันล่ะ ทำไมกันล่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าว่าตามหลักจิตวิทยาวิวัฒนาการเรื่องนี้ต้้องอธิบายได้โดยหลักว่าทุกอย่างนั้นไปเพื่อความอยู่รอด และการสืบพันธุ์ เพราะฉะนั้นสาเหตุก็คือว่า ตามทฤษฎีการลงทุนเลี้ยงดู (Parental Investment Theory) ผู้หญิงเวลาท้องแล้วทำงานทำการก็ไม่ค่อยได้เท่าเดิม เลยต้องความมั่นคงจากฝ่ายชายว่าจะมาดูแลช่วยเหลือ เพราะฉะนั้นถ้าฝ่ายชายเริ่มไปมีชู้ทางใจ ผู้หญิงจะเริ่มสั่นๆ และเริ่มคิดว่าจะเสียผู้ชายคนนั้นไปให้หญิงอื่น ลูกที่อยู่ในท้องก็ไม่มีพ่อมาช่วยเลี้ยง เลยอาจจะเลี้ยงไม่รอด ลูกตายไม่ได้สืบพันธุ์ต่อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วฝ่ายชายล่ะ ทำไมเฮิร์ทกว่าถ้าแฟนไปนอนกับชายอื่น เหตุผลเพราะว่าฝ่ายชายไม่ต้องตั้งท้อง สามารถเดินออกไปสืบพันธุ์กับใครก็ได้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องดี แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าบางทีลูกออกมาเป็นลูกตัวเอง หรือลูกคนข้างบ้านก็ไม่รู้ (สมัยช่วงวิวัฒนาการไม่มีการตรวจดีเอ็นเอ) แต่ว่าเมียรู้ชัวร์ว่าเป็นลูกของตัวเองเพราะว่าเป็นคนตั้งท้อง ตามภาษาวิชาการเรียกว่าความไม่แน่นอนของการเป็นพ่อ   (Paternal uncertainty) ผู้ชายเลยรู้สึกสั่นๆ หวั่นๆ ถ้าเมียไปเป็นชู้กับคนอื่น เพราะทำไมรู้สึกไม่แน่นอนว่าลูกที่เลี้ยงๆ มาเนี่ยมีจีนของตัวเองอยู่รึเปล่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นเราเลยรู้ว่าเมียสามารถบ้องผัวได้เวลาผัวแอบไปเหล่สาวกระโปรงสั้น หรือจีบแม่ค้าหน้าปากซอย ส่วนฝ่ายผัวแทบจะฆ่าเมียทิ้งถ้ารู้ว่าไปปีนรั้วผสมพันธุ์กับคนข้างบ้านมา เย่ละครน้ำเน่าที่เราดูกันมาหลายสิบปี ที่จริงมีรากฐานมาจากจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการนั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฮ่อ จิตวิทยาช่วยอะไรได้ครับคราวนี้ ผมคงได้แต่บอกว่าพูดยังไงก็ได้ว่าไม่มีนอกใจคนอื่นแน่นอนมั่นใจได้ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ห้ามพูดว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เมียจ๋า ถามพี่เต้มาแล้ว รู้นะว่าน้องคิดว่าการผสมพันธุ์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีิวิตน้อง น้องคงกลัวว่าจีนของตัวเองที่ส่งต่อให้ลูก จะไม่มีโอกาสสืบต่อๆไป เพราะพี่จะไม่ช่วยเลี้ยงลูก”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อันนั้นผิดประเด็น แล้วอาจจะโดนเมียฉาดเข้าได้ แล้วก็อาจจะโดนถึงผมด้วย เหะ เหะ อย่าลืมว่าคนเราไม่ได้คิดเรื่องการอยู่รอด และการผสมพันธุ์ตลอดเวลา แต่ว่าสมองและจิตใจของเราถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้เราอยู่รอด และอยากจะผสมพันธุ์ ถึงแม้เราจะไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอจบจดหมายฉบับนี้แค่นี้ละกันนะครับ หวังว่าคุณจะคืนดีกับเมียได้โดยสวัสดิภาพ สัปดาห์หน้าขอตอบอีกฉบับละกันครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-6997008630798039557?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/6997008630798039557/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/08/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/6997008630798039557'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/6997008630798039557'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/08/blog-post.html' title='ตอบจดหมาย (ตอนหนึ่ง)'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/THAZFXYyO1I/AAAAAAAABYc/b2s00in1GrU/s72-c/jealousy.png' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-8956860404555331985</id><published>2010-07-31T01:33:00.000-07:00</published><updated>2010-07-31T02:04:27.190-07:00</updated><title type='text'>จากสองตูบครองซอย เป็นกองร้อยเขี้ยวแง่ง</title><content type='html'>คนเจริญมาจากสัตว์ จะบ้าเหรอ เป็นไปได้ไงยังไง พูดไปแล้วก็ฟังดูพิลึกๆ ปลากลายเป็นลิงกลายเป็นคนเนี่ยนะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องมันมีอยู่ว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์ได้ อันนี้รู้กันอยู่แล้ว เช่น ถ้าแถวบ้านมีเจ้าหมาจรจัดตูบๆสองตัวนี้มาเพ่นพ่านอยู่ในซอย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPj-uzg8yI/AAAAAAAABYE/QMFSIpfAiE4/s1600/Slide0.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 300px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPj-uzg8yI/AAAAAAAABYE/QMFSIpfAiE4/s400/Slide0.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5499990236805002018" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าหมาสองตัวนี้เกิดปิ๊งกันเองเพราะไม่แถวนั้นไม่ค่อยมีหมาเลย ว่างๆก็เลยผลิตลูกหลานออกมาซะสี่ตัว ทำให้ประชากรหมาในซอยเพิ่มเป็นสี่ตัว ถ้าไม่นับรุ่นพ่อแม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPiC_kw9EI/AAAAAAAABXk/R2VVXJsf6tI/s1600/Slide1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 300px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPiC_kw9EI/AAAAAAAABXk/R2VVXJsf6tI/s400/Slide1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5499988111002760258" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คิดต่อไปอีกว่า ถ้ารุ่นลูกออกลูกสี่ตัว ต่อหมาหนึ่งคู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPiIg6HgII/AAAAAAAABXs/01J9Lsnjc5M/s1600/Slide2.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 300px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPiIg6HgII/AAAAAAAABXs/01J9Lsnjc5M/s400/Slide2.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5499988205850034306" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รุ่นหลานออกลูกออกมาอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPiOkr7uLI/AAAAAAAABX0/VdJwk3Q9UWc/s1600/Slide3.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 300px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPiOkr7uLI/AAAAAAAABX0/VdJwk3Q9UWc/s400/Slide3.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5499988309943498930" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รุ่นเหลนก็ไม่น้อยหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPmyicilOI/AAAAAAAABYM/ciE0Ltu3ETY/s1600/Slide6.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 300px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPmyicilOI/AAAAAAAABYM/ciE0Ltu3ETY/s400/Slide6.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5499993325863867618" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมาเต็มซอยเลยทีนี้ ถ้าเกิดปล่อยไปเรื่อยๆ เกิดอะไรขึ้นนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPm7SZ2rGI/AAAAAAAABYU/4gTKvgNimF0/s1600/dog_growth.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 389px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPm7SZ2rGI/AAAAAAAABYU/4gTKvgNimF0/s400/dog_growth.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5499993476176456802" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประชากรหมาในซอยเพิ่มขึ้นแบบเอ็กโปเน็นเชียล แปลง่ายๆว่า พุ่งขึ้นแบบไม่เป็นเส้นตรงเวลาเอาตัวเลขมาใส่ในกราฟ แปลอีกทีว่าพุ่งขึ้นแบบเร็วมากๆ สังเกตได้ว่าเพียงแค่ 7 ชั่วอายุหมา จำนวนประชากรหมาในซอยเพิ่มจากสองตัวเป็นร้อยกว่าตัว นี่อาจจะมากกว่าจำนวนคนในซอยซะอีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอแต่ว่าในความเป็นจริงแล้วหมาจรจัดในซอยมันก็ไม่เคยจะเยอะขนาดนั้นนิ่หน่า แต่ด้วยเพราะว่าหมาแต่ละตัวต้องกินข้าว ต้องการพลังงาน แต่ว่าพลังงานมีจำกัด ปริมาณเศษข้าว เศษอาหาร ในซอยเพิ่มไม่เร็วเท่ากับจำนวนหมา จะต้องมีหมาบางตัวรอด บางตัวไม่รอด หมาในซอยเลยต้องแข่งขันตบตีกันเพื่อความอยู่รอด ตัวไหนใครกันล่ะที่จะชนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากตอน คัมภีร์จีโนม เรารู้แล้วว่าคัมภีร์จีโนมของลูกมันก็แค่ซีร็อกซ์คัมภีร์ของพ่อมาครึ่งเล่ม ของแม่ครึ่งเล่ม แล้วเอามาแปะรวมกันแต่ว่าเครื่องซีร็อกซ์มันเพี้ยนๆ เวลาซีคัมภีร์มาแล้วมันจะเพี้ยนๆ ไปเล็กน้อย ทำให้หมาที่อยู่ในซอยมีความเล็กใหญ่ สีสัน เขี้ยวฟัน ต่างๆกันไป ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ และความเพี้ยนของเครื่องซีร็อกซ์เพราะฉะนั้นหมาตัวเบิ้มๆ หรือหมาตัวที่วิ่งเร็วๆ ชิงอาหารส่วนใหญ่มาได้ หลักการนี้เรียกว่า การคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ใครเจ๋งกว่าคนนั้นก็จะอยู่รอดต่อไปได้ หมาตัวที่ตัวเปี๊ยกเกินแย่งอาหารมาไม่ได้เลยก็ตายไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แข่งกันอยู่รอดยังไม่พอ ทฤษฎีนี้ยังบอกไว้อีกว่าสิ่งมีชีวิตต้องแย่งกันผสมพันธุ์อีกด้วย เหตุเกิดที่ว่าตัวเมียมีจำกัด และตัวเมียเป็นตัวที่ต้องรับหน้าที่แบกลูกไว้ในท้องไว้นาน  แบกได้ไม่กี่ทีด้วย เลยต้องเลือกตัวผู้ที่ตัวเองคิดว่ามีสายพันธุ์ดี ลูกออกมาจะได้ไม่พิกลพิการจะได้โตไปสืบพันธุ์สืบสายเลือดของตัวเองต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นเองเจ้าหมาตัวที่วิ่งไม่เก่ง แต่ก็ชิงอาหารมาได้บ้าง ก็ผอมกร่องเพราะอาหารการกินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ หน้าเศร้า หางตกไปตามๆกัน มีชีวิตอยู่ไปวันๆ หาใครมาเป็นแฟนก็ไม่ได้ หมาสวยๆ ก็ถูกตัวผู้ตัวเบิ้มแย่งไปหมด เพราะว่าพวกนั้นดูดีกว่า ดูแข็งแรง จีนของเจ้าหมาหน้าเศร้าตัวนี้เลยสูญหายไป ตามศัพท์เทคนิคเรียกว่าจีนของหมาตัวนี้ไม่ฟิท จีนของหมาหล่อๆแข็งแรงๆ นั้นฟิทกว่าเลยถูกสืบต่อไปในประชากรหมามากกว่า หลักการนี้เรียกว่า การคัดเลือกทางเพศ (sexual selection) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลก็คือจากสองหมาตูบธรรมดาๆ วิวัฒนาการไปเป็นกองร้อยหมาแรมโบ้เต็มซอยครับ สรุปได้ว่าธรรมชาติกำหนดมาว่าสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะอยู่รอด และสืบพันธุ์มีลูกหลานสืบสายเลือดของตัวเอง หลักสำคัญของวิวัฒนาการก็มีแค่นี้เอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยหลักการของการซีร็อกซ์จีโนมแบบเพี้ยนๆ การคัดเลือกโดยธรรมชาติ และการคัดเลือกทางเพศ และด้วยเหตุที่ว่าปัจจัยสี่มีจำกัด ทำให้สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการไปเรื่อยๆ ไปอย่างช้าๆ เป็นเวลาหลายล้านปีจนถึงณ บัดนี้ เลยไม่น่าแปลกใจว่าเราวิวิฒนาการมาจากลิงจริงๆ และก็จะวิวัฒนาการต่อๆไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ แต่ว่าในความเป็นจริงคนเราไม่เคยคิดว่าอยากแต่งงานกับหนุ่มคนนี้เพราะว่าจีนดี ลูกจะได้ออกมาแข็งแรง คนเราแต่งงานกันเพราะรักกันนิ่หน่า อื่ม แล้วงี้จะอธิบายยังไง ตอนหน้าครับ แล้วตอนนี้คนกำลังจะวิวัฒนาการไปเป็นอะไร ตอนต่อๆไปครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-8956860404555331985?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/8956860404555331985/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/8956860404555331985'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/8956860404555331985'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='จากสองตูบครองซอย เป็นกองร้อยเขี้ยวแง่ง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/TFPj-uzg8yI/AAAAAAAABYE/QMFSIpfAiE4/s72-c/Slide0.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-8405881545724006267</id><published>2010-04-28T03:27:00.000-07:00</published><updated>2010-04-28T03:43:57.765-07:00</updated><title type='text'>ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S9gRYWMjwUI/AAAAAAAABVg/2-EPShDTfbw/s1600/chickandegg.001.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 284px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S9gRYWMjwUI/AAAAAAAABVg/2-EPShDTfbw/s400/chickandegg.001.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5465137257786884418" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;คำตอบก็คือ ไข่ เกิดก่อนแน่นอน ไม่ต้องนั่งเถียงกันเลยว่าไก่ตัวแรกเกิดมาได้ไงถ้าไม่มีไข่ แล้วไข่ฟองแรกเกิดมาได้ไงถ้าไม่มีไก่ จริงๆ คำถามงี้ตอบได้ง่ายมากๆ เลยถ้าเรารู้ว่ามนุษย์คนแรกเกิดมาได้ยังไง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จริงการศึกษาบ้านเราไม่ได้แย่อย่างที่ใครๆ คิดกันนะ คนไทยทั่วไปรู้ดีเชียวล่ะว่ามนุษย์คนแรกเกิดมาได้ยังไง ถ้าไปกินก๋วยเตี๋ยวจากอาแปะปากซอย แล้วลองถามเล่นว่า แปะ แปะ รู้เปล่าว่ามนุษย์ตัวแรกนี่เกิดมาได้ยังไง มาจากไหน แปะ คงตอบเปรี้ยงกลับมาทันทีว่า เอ ถามอะไรโง่ๆ คนก็ต้องกลายพันธุ์มาจากลิงอะสิ ทฤษฎีที่อาแปะพูดถึงมีชื่อเรียกหรูๆ ว่า เรียกว่าทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary theory) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าถ้าถามตาสีตาสาแถวเมกา จะได้คำตอบเหมือนที่ผมให้ตอนที่แล้วครับ หลังจากพระเจ้าสร้างโลกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย พระเจ้าก็สร้างมนุษย์คู่แรกขึ้นมา ทฤษฎีนี้เรียกว่า ทฤษฎีสรรค์สร้างนิยม (Creationism theory) หลังจากผมโพสต์เรื่องทฤษฎีสรรค์สร้างนิยมไป แฟนบล็อกจิตก็อีเมล์มาหาผมกันเต็มเลยว่าจะบ้าหรอนี่ เชื่อพวกนี้มาได้ไง รัฐบาลส่งให้ไปเรียนซะเปล่า แต่อย่าทำเป็นเล่นไปครับ ทฤษฎีนี้ฟังดูเพ้อเจ้อๆ แต่ว่าทำให้คนเมกัน เถียงกัน แทบตายทีเดียว เรื่องเป็นอย่างงี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีอยู่วันนึงเมื่อประมาณ สี่สิบปีที่แล้ว มีครูคนนึงที่เมกา สอนทฤษฎีวิวัฒนาการในห้องเรียนเพื่อตอบคำถามเดียวกันกับที่เราอยากจะตอบเนี่ยแหละครับว่า มนุษย์เกิดมาได้ยังไง ชีวิตเกิดมาได้ยังไง ครูคนนี้ก็สอนว่ามนุษย์วิวัฒนาการมาจากสัตว์ เริ่มจากสัตว์เซลล์เดียวที่อยู่ใต้น้ำ เจริญเป็นปลา เป็นสัตว์ครึ่งบก ครึ่งน้ำ เจริญเป็นสัตว์บก เจริญเป็นสัตว์ปีก และสัตว์ต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงมนุษย์ด้วย กระบวนการการวิวัฒนาการนี้ค่อยๆ เลื้อยๆ เกิดอย่างช้าๆ ใช้เวลาเป็นล้านปี เพราะฉะนั้นตามทฤษฎีนี้แล้ว ไข่เกิดก่อนแน่นอนครับ แต่ว่าอาจจะเป็นไข่ปลา หรือไข่ไดโนเสาร์ เพราะกว่าสิ่งมีชีวิตพวกนี้จะวิวัฒนาการมาเป็นไก่ได้ อะโหยนานครับ ไข่ของสัตว์ที่คล้ายๆ ไก่เกิดมาก่อนนานมากครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งทั้งหมดนี้ก็แปลว่าสิ่งที่คัมภีร์ไบเบิลบอกมาว่าเกิดโลกและชีวิตเกิดมาได้ยังไงนั่นน่ะ ไม่จริงทั้งนั้น ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีพระเจ้าที่ไหนหรอกที่มาเขียนไบเบิล พระเจ้าอะไรจะมาเขียนเรื่องราวมั่วซั่วไม่มีอะไรจริงอย่างงี้ โลกและชีวิตไม่ได้ถูกสร้างภายในหกวัน แต่ว่าใช้เวลาวิวัฒนาการอย่างช้าๆ มาหลายล้านปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูดีๆ ครับ แต่ปรากฎว่าครูคนนี้ถูกฟ้องข้อหา สอนทฤษฎีวิวัฒนาการ อ้าวเฮ้ย ถ้างี้ครูชีวะเมืองไทยไม่ถูกจับหมดเหรอเนี่ย สอนทฤษฎีวิวัฒนาการเป็นความผิดถึงขนาดขึ้นโรงขึ้นศาลครับ ฝ่ายที่ฟ้องก็คือนักเรียนที่นั่งเรียนอยู่หน้าสลอนอยู่นั่นแหละครับ เพราะรู้สึกว่าศาสนาคริสต์ที่ตัวเองนับถือถูกลบหลู่  เท่านั้นไม่พอครับคนอื่นก็ยังสนับสนุนเพราะคิดว่าการสอนวิวัฒนาการทำให้ความเชื่อในศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นแกนหลักของจริยธรรมและความดีงามของสังคมเสื่อมลง เพราะว่าหลักการขัดแย้งกับคัมภีร์ไบเบิลซึ่งถือว่าเป็นพระวาจาจากพระเจ้า เพราะฉะนั้นการสอนทฤษฎีวิวัฒนาการทำให้สังคมเกิดความแตกแยก เกิดความเสื่อมทราม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้ก็เถียงกันในศาลกันยุ่งอยู่สักพักครับ และโชคร้ายว่าคุณครูแพ้ความครับ ศาลตัดสินว่าคุณครูรายนี้ลบหลู่ศาสนาซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ... ประเด็นข้อขัดแย้งนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าการสอนทฤษฎีวิวิฒนาการขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ บางรัฐในเมกาเลยออกกฎหมายว่าถ้าสอนวิวิฒนาการก็ต้องสอนสรรค์สร้างนิยมด้วย บางโรงเรียนไม่ยอมรับโอนหน่วยกิตถ้าวิชานั้นมีแต่ทฤษฎีสรรค์สร้างนิยมอย่างเดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเมกันไม่น้อยทีเดียวที่เคร่งศาสนามากๆ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี เคร่งกันมากขนาดว่าศาสนามาขัดแย้งกับการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ที่จริงเรียนอยู่เมืองไทยก็ดีไม่น้อยนะเนี่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าก็มีคนอีกกลุ่มที่เชิงเคร่งศาสนาครับ แต่คิดว่าต้องมีใครสักคนหรืออำนาจอะไรสักอย่างที่สร้างชีวิต โลก และทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมา อาจจะไม่ใช่พระเจ้าก็ได้ อื่ม... น่าสนใจครับ ตอนหน้ามาดูกันว่าทำไมคนในกลุ่มที่มีความรู้ มีเหตุผลด้วยกันเองอาจจะไม่เชื่อทฤษฎีวิวัฒนาการสักทีเดียว ตอนหน้าครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-8405881545724006267?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/8405881545724006267/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/04/blog-post_28.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/8405881545724006267'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/8405881545724006267'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/04/blog-post_28.html' title='ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกัน'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S9gRYWMjwUI/AAAAAAAABVg/2-EPShDTfbw/s72-c/chickandegg.001.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-2204464073236418993</id><published>2010-04-11T08:08:00.001-07:00</published><updated>2010-04-11T08:09:21.862-07:00</updated><title type='text'>คนเกิดมาได้ยังไง</title><content type='html'>โตโยต้าประดิษฐ์หุ่นยนต์ แล้วใครประดิษฐ์มนุษย์... คนนั้นต้องเป็นคนฉลาดมากแน่ๆ เลย เพราะว่าหุ่นยนต์สมัยนี้ยังไม่ไปถึงไหนเลยขนาดหลายต่อหลายบริษัท หลายต่อหลายมหาวิทยาลัยพยายามคิดค้นพัฒนาให้มันฉลาดกว่าคนให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างง่ายๆ เด็กสามสี่ขวบสามารถพูดจาโต้ตอบกับเราได้แล้ว แต่ว่านักวิทยาการคอมพ์พยายามแล้วพยายามเล่าในการประดิษฐ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถพูดคุยโต้ตอบได้เหมือนกับคน แต่ว่าตอนนี้ยังไปไม่ถึงไหนเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าเด็กสามสี่ขวบเนี่ย แค่นั่งๆ นอนๆ เล่นๆอยู่บ้านแค่นี้ก็สามารถ เถียงพ่อแม่ได้อย่างดีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครล่ะประดิษฐ์คนขึ้นมา ใครเป็นคนเขียนต้นฉบับจีโนมของคน ที่ทำให้คนออกมาเป็นคนฉลาดเรียนภาษาได้ เดินเหินได้ สร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมาย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จริงคำตอบเข้าใจง่ายมากๆ เลย ชาวอเมริกันประมาณเข้าใจมานานแล้ว วันนี้ผมเลยอยากจะเขียนเผยแพร่ให้คนได้รู้กันบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอเดียง่ายๆ ครับ มนุษย์เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ฉลาดหลักแหลมมากๆ ใครที่จะประดิษฐ์มนุษย์ขึ้นมาได้ ต้องเป็นผู้ที่รอบรู้ทุกอย่าง และมีพลังอำนาจมหาศาล แล้วคิดสร้างจักรวาลนี้ขึ้นมา สร้างโลก สร้างชีวิตที่อยู่บนโลก รวมถึงมนุษย์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบอยู่ในหนังสือที่เรียกว่า พระคัมภีร์ไบเบิล พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างทุกอย่างขึ้นมา โดยใช้เวลาเจ็ดวัน (หกวันถ้าไม่รวมวันหยุด) หลักฐานชัดๆ คือข้างล่างนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style:italic;"&gt;1:26 และพระเจ้าตรัสว่า "จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพวกเรา ตามอย่างพวกเรา และให้พวกเขาครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และสัตว์ใช้งาน ให้ครอบครองทั่วทั้งแผ่นดินโลก และบรรดาสัตว์เลื้อยคลานที่คลานไปมาบนแผ่นดินโลก"&lt;br /&gt;1:27 ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตามแบบพระฉายาของพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบพระฉายาของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขาให้เป็นชายและหญิง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่นี้เองครับ คำตอบเรื่องจุดกำเนิดของมนุษย์ตอบนั้นง่ายแค่นี้เอง แล้วที่เราเป็นเรามาถึงทุกวันนี้ก็เพราะว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style:italic;"&gt;1:28 พระเจ้าได้ทรงอวยพรพวกเขา และพระเจ้าตรัสแก่พวกเขาว่า "จงมีลูกดกและทวีมากขึ้น จนเต็มแผ่นดิน จงมีอำนาจเหนือแผ่นดินนั้น และครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ และบรรดาสัตว์ที่มีชีวิตที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดินโลก"&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;พระเจ้าทรงอวยพรให้พวกเราสืบพันธุ์ต่อมาเรื่อยๆ จะได้ไม่สูญพันธุ์ และอยู่ต่อมีอำนาจเหนือโลก เหนือสัตว์ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่พอ พระคัมภีร์ไบเบิลยังบอกอีกว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ให้กำเนิดโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และสัตว์นานาชนิด คำตอบสำหรับคำถามที่ว่าโลกเกิดมาได้ยังไงอยู่ในหนังสือเล่มนี้เองครับ คำตอบเหล่านี้ไม่ต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์มาทำการทดลองอะไรให้ยุ่งยากครับ พระคัมภีร์ไบเบิลถอดมาจากพระวาจาของพระเจ้าเองเลย เพราะฉะนั้นย่อมถูกต้องที่สุด เป็นจริงที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปก็คือมนุษย์ประดิษฐ์หุ่นยนต์ พระเจ้าทรงประดิษฐ์มนุษย์ มนุษย์ซึ่งมีสมองที่ซับซ้อนกว่าหุ่นยนต์ที่ไฮเทคที่สุดในโลก การศึกษาสมองนอกจากจะช่วยอธิบายพฤติกรรมของเราแล้ว ยังทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้นอีกด้วยเพราะสมองเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้มาเพื่อเรามีอำนาจเหนือแผ่นดิน และสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลก ผมเลยรู้สึกดีใจที่เรียนนูโรไซแอนส์ หรือประสาทวิทยาศาสตร์ ได้มีโอกาสศึกษาการทำงานของสมอง ดีใจจังเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตามที่สัญญากันไว้ ตอนหน้าเราจะมาให้คำตอบว่าวิญญาณ อารมณ์ ความรู้สึก มีจริงรึเปล่าครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-2204464073236418993?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/2204464073236418993/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/04/blog-post_11.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/2204464073236418993'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/2204464073236418993'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/04/blog-post_11.html' title='คนเกิดมาได้ยังไง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-800123302970906091</id><published>2010-04-05T19:51:00.000-07:00</published><updated>2010-04-05T20:16:28.841-07:00</updated><title type='text'>คนคือหุ่นยนต์</title><content type='html'>ใช่แล้วครับ ไม่ได้เล่นมุขอะไรทั้งนั้น คนคือหุ่นยนต์จริงๆ หุ่นยนต์เหมือนกับ (หรือเหนือกว่า)คนเกือบทุกด้านถ้าหุ่นยนต์ได้การพัฒนาอย่างเต็มที่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โตโยต้านอกจากจะผลิตรถยนต์ให้แท็กซี่บ้านเราขับรับส่งคนแล้ว ยังกำลังพัฒนาหุ่นยนต์อีกด้วย ลองเปิดวิดีโอสองอันนี้พร้อมกันดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;table&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;object width="320" height="193"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/LSaGqcQb2_8&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;rel=0"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/LSaGqcQb2_8&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="320" height="193"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/td&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;object width="240" height="193"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/z9sirG0UEGg&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;rel=0"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/z9sirG0UEGg&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;rel=0" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="240" height="193"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;เหมือนกันเปี๊ยบเลย ไม่เพี้ยนกันเลยสักนิดเดียว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะสีไวโอลินได้ก็ต้องมีกล้ามเนื้อที่สามารถขยับได้ พับได้ จับต้องได้ คนกับหุ่นยนต์ไม่ต่างกันมาก&lt;br /&gt;&lt;table&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7qjqYW69GI/AAAAAAAABUU/ln--bjIQEeg/s1600/humanarm.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 218px; height: 267px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7qjqYW69GI/AAAAAAAABUU/ln--bjIQEeg/s400/humanarm.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5456853847001199714" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7qjv8_3t1I/AAAAAAAABUc/E4S0wr-TE4I/s1600/robotarm.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 260px; height: 182px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7qjv8_3t1I/AAAAAAAABUc/E4S0wr-TE4I/s400/robotarm.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5456853942735976274" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;เทียบกันดูแล้วคล้ายกันมากครับ มีส่วนที่ยืดออกได้ เพื่อทำให้แขนยืดออกไปได้ มีอีกส่วนที่ดึงกลับเข้ามาได้ ทำให้แขนพับเข้ามาได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากแขนมันจะต่อไปสมองได้ จะต่อกันได้ก็ต้องใช้สายไฟครับ &lt;br /&gt;&lt;table&gt;&lt;tr&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7qk6RmZXZI/AAAAAAAABUs/ym8fQvsklZc/s1600/Spinal_cord.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 250px; height: 188px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7qk6RmZXZI/AAAAAAAABUs/ym8fQvsklZc/s400/Spinal_cord.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5456855219576593810" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7qkxOV-7rI/AAAAAAAABUk/ny7_rmr8Ptk/s1600/Stranded_lamp_wire.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 250px; height: 250px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7qkxOV-7rI/AAAAAAAABUk/ny7_rmr8Ptk/s400/Stranded_lamp_wire.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5456855064083623602" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;แขนต่อกับไขสันหลังเพื่อที่จะต่อกับสมองอีกทีนึง ส่วนหุ่นยนต์ใช้สายไฟต่อแขนกับคอมพิวเตอร์ แต่ว่าไขสันหลังดูหยุกหยุยกว่า ถ้าสายไฟขาดปุ๊บ เลยขยับตัวไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมองมันก็แค่เซลล์ประสาทมาต่อกันเยอะๆ คอมพิวเตอร์ก็แค่แผงวงจรที่หน่วยในวงจรมาต่อกัน&lt;br /&gt;&lt;table&gt;&lt;tr&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7ql2o5FF-I/AAAAAAAABU0/FUNUdBi4_5A/s1600/neuralnet.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 250px; height: 165px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7ql2o5FF-I/AAAAAAAABU0/FUNUdBi4_5A/s400/neuralnet.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5456856256621123554" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;br /&gt;&lt;td&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7ql7s4i5BI/AAAAAAAABU8/NLQdQj0OauQ/s1600/radiation_circuit.jpg"&gt;&lt;img style="float:left; margin:0 10px 10px 0;cursor:pointer; cursor:hand;width: 250px; height: 155px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7ql7s4i5BI/AAAAAAAABU8/NLQdQj0OauQ/s400/radiation_circuit.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5456856343591969810" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/table&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอต่อกันดีๆ ก็ขยับแขน มือ จำเนื้อเพลง แค่นี้ก็สีไวโอลินได้เหมือนกัน แล้ว ที่ต่างกันก็แค่วัสดุที่ใช้ทำคนนี่ออกจะหยุยๆ น้ำๆ เลือดๆ แต่ว่าวัสดุที่ใช้ทำหุ่นยนต์มาจากโลหะต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเอาแบบแผงวงจรไปให้วิศวะไฟฟ้าเก่งๆ ดู นั่งอ่านสักพักนึงก็เข้าใจแล้วว่าแผงวงจรนั้นใช้ทำอะไร  พฤติกรรม จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ความรู้คิด ก็เกิดมาจากแค่สายไฟมาต่อกันดีๆ แค่นั้นเอง ไม่มีอะไรมาก อ้าถ้าเราเข้าใจว่าไอ้พวกสายไฟพวกนี้มันต่อกันยังไงในสมอง ส่วนไหนมีหน้าที่อะไรเท่านี้เราก็จะเข้าใจพฤติกรรม จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ความรู้คิดของมนุษย์ทุกอย่าง  แต่ว่านักประสาทวิทยาศาสตร์มานั่งดูสมองมาเป็นร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังเข้าใจไม่หมดครับ เหะ ผมเลยแอบมั่นใจว่าผมไม่น่าจะตกงาน คงมีอะไรให้ศึกษาวิจัยไปเรื่อย แต่ว่ากว่าจะเริ่มทำวิจัยได้ก็ต้องศึกษาพวกความรู้เก่าๆ เป็นตั้งๆ หนาเตอะ อ่านกันเหนื่อยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักศิลปินบางรายคงเถียงว่า คนสีไวโอลิน กับ หุ่นยนต์สีไวโอลิน จะเหมือนกันได้ไง คนสีด้วยจิตวิญญาณ แต่ว่าหุ่นยนต์ไม่ม่จิตวิญญาณ.... ในแง่นี้นักประสาทวิทยาศาสตร์ไม่ขอเอี่ยวด้วยครับ เพราะว่านักประสาทวิทยาศาสตร์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ตรวจจับ วัดผลไม่ได้ ก็เลยไม่ขอเสนอข้อสรุปครับ ว่าง่ายๆ คือ ก็ตอบกลับไปว่าวิญญาณนี้อาจจะมีหรือไม่มีจริงก็ได้... แต่เอ คนทำไมต้องมีวิญญาณล่ะ ถ้าไม่มีประโยชน์เลยจะมีไปทำไมนะ เอหรือว่ามันมีประโยชน์จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มนุษย์เป็นคนที่สร้างหุ่นยนต์ขึ้นมา แล้วใครกันล่ะที่สร้างมนุษย์ขึ้นมา คนเกิดมาได้ยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฮ่อ คำถามเยอะแยะเต็มไปหมด ตอนต่อๆ ไปจากนี้ เราจะได้รู้กันครับว่ารัฐบาลไทยส่งผมมาเรียนอะไรบ้าง พฤติกรรมของเราด้านไหนบ้างที่เรารู้ชัดแล้วว่าถูกสั่งมาโดยสมอง หรือจิตใจเราได้ยังไง เราเข้าใจสมองถึงขั้นไหนแล้ว วิญญาณมีจริงรึเปล่า คนเกิดมาได้ยังไง และคำถามอื่นอีกที่น่าตื่นเต้นมากมายครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-800123302970906091?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/800123302970906091/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/04/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/800123302970906091'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/800123302970906091'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/04/blog-post.html' title='คนคือหุ่นยนต์'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S7qjqYW69GI/AAAAAAAABUU/ln--bjIQEeg/s72-c/humanarm.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-4413636763798021602</id><published>2010-03-24T13:38:00.001-07:00</published><updated>2010-03-24T13:42:22.312-07:00</updated><title type='text'>โรค(กายและ)จิต</title><content type='html'>ห้ามเดินตากฝน เดี๋ยวเป็นหวัด&lt;br /&gt;ห้ามกินของตกพื้น เดี๋ยวปวดท้อง&lt;br /&gt;ระวังอย่าให้ยุงกัด เดี๋ยวจะเป็นมาลาเรีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแพทย์เราพัฒนามากมาย รู้แล้วว่าอะไรเป็นตัวการของโลกอะไร แถมยังวัคซีนฉีดหยอดไว้กันโรค อีกต่างหาก แล้วก็รู้อีกว่าเวลาเป็นหวัดเชื้อโรคมันเข้าไปทำอะไร อุด ขุด เจาะ ช่องอะไรในร่างกาย โรคทางกายพวกนี้เรารักษาได้เกือบหมด เพราะว่าเรามีรู้สาเหตุ อาการ อะไรเรียบร้อย โรคทางจิตล่ะครับ เกิดจากอะไร แบคทีเรีย ไวรัส ผงชูรส หรือว่าเกิดจากการที่เราไปเอาความคิดอะไรประหลาดเข้ามาทำให้ระบบความคิดป่วน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักจิตวิทยากลุ่มนึงสังเกตว่า พ่อแม่พี่น้องหรือญาติๆของผู้ป่วยจิตเภทมักจะเป็นจิตเภทเหมือนกัน อื่ม แปลว่าโรคจิตเภทอาจจะติดต่อทางกรรมพันธุ์ เพื่อให้ฟังดูน่าเชื่อถือ ดูเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นนักจิตพวกนี้เลย ลองนับดูว่าถ้าเรามีพี่หรือน้อง หรือพ่อแม่ หรือญาติ หรือตาสีตาสาที่ไม่เกี่ยวข้องคณาญาติอะไรกับเราเลยที่เป็นจิตเภท เราจะมีโอกาสเท่าไรที่จะเป็นโรคจิตเภท&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S6p4khN82AI/AAAAAAAABT8/uNOzC0I7zSw/s1600/schizo_relatives.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 362px; height: 218px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S6p4khN82AI/AAAAAAAABT8/uNOzC0I7zSw/s400/schizo_relatives.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5452302867672913922" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แฝดฝาเดียวกัน หรือ ฝาแฝดเหมือนของผู้ป่วยจิตเภท มีคัมภีร์จีโนมที่เหมือนกับผู้ป่วยเป๊ะทุกประการ (ถ้าไม่รู้แปลว่าอะไรให้อ่าน ตอนคัมภีร์ชีวิต) จะมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทถึง 48% เห็นชัดๆว่า ถ้ามีจีนเหมือนกันทำให้มีโอกาสเป็นโรคจิตเภทเหมือนกันสูงกว่า ถ้าเทียบกับคนที่ไม่มีจีนเหมือนกับเราเลย เช่น เพื่อนที่โรงเรียนที่เป็นโรคจิตเภท จะมีโอกาสเป็นโรคจิตเภทแค่ 1% แค่นั้นเอง แปลว่าจะต้องมีจีนบางตัวที่เป็นต้นเหตุของโรคจิตเภทนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคย้ำคิดย้ำทำก็ติดต่อทางกรรมพันธุ์เหมือนกับโรคจิตเภท แค่นั้นไม่พอมีนักจิตวิทยา กับนักสถิติร่วมมือกันพยายามเสาะหาเลยว่ายีนตัวไหนกันที่ทำให้เกิดโรคย้ำคิดย้ำทำ โดยเอาคลี่คัมภีร์จีโนมออกมาดู เอ ในเมื่อเราอ่านคัมภีร์ไม่ออก คลี่ออกมาดูแล้วจะได้อะไรขึ้นมา อ่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองคิดว่ามีฝรั่งมาอยู่เมืองไทยกำลังหัดอ่านภาษาไทย สั่งกับข้าวได้ อ่านป้ายออก แต่ว่าไม่ค่อยรู้ชื่อคน หรือคำยากๆ คำอื่น แล้วอยากรู้ว่า อภิสิทธิ์ สะกดยังไง แต่เผอิญพจนานุกรมก็ไม่มี แต่ว่านายคนนี้เป็นนักสถิติ เลยเอาวิธีแก้ปัญหา หรือเรียกว่า อัลกอริธึม (Algorithm) ที่เคยเรียนมามาใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ออลกอริธึมง่ายๆ แค่นี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. เข้าอินเตอร์เน็ต ไปเอาบทความจากหนังสือพิมพ์ที่เกี่ยวกับเสื้อแดงประท้วงมา&lt;br /&gt;2. ใช้คอมพิวเตอร์ หาคำที่เกือบทุกบทความมีเหมือนกันหมด&lt;br /&gt;3. เอาคำง่ายๆ ที่เรารู้แล้วว่าไม่ใช่อภิสิทธิ์แน่นอนออกไป เช่น เป็น อยู่ เข้า เดิน กรุงเทพ ปิด ถนนฯลฯ&lt;br /&gt;4. เอาคำที่เหลือไปถามคนข้างบ้านว่า คำไหนอ่านว่าอภิสิทธิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่นี้เอง ง่ายมั้ย (แต่ที่จริงขั้นตอนที่ 2 ไม่ค่อยจะง่ายเท่าไร ต้องเขียนโปรแกรมกันหัวปั่น แล้วก็ใช้คอมพิวเตอร์ที่เร็วมากๆ ถึงจะได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้เราอยากรู้ว่าในภาษาจีโนม โรคย้ำคิดย้ำทำนี่เขียนยังไง ปรากฎว่าวิธีคล้ายกันมากครับ 4 ขั้นตอนเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. วิธีก็คือไปแอบเอาแปรงอันเล็กๆมาขูดเยื้อบุแก้มข้างในปากของผู้ปวยโรคนี้มา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S6p4tCttvFI/AAAAAAAABUE/4NiFHSz3wZU/s1600/Test-kit.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 355px; height: 368px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S6p4tCttvFI/AAAAAAAABUE/4NiFHSz3wZU/s400/Test-kit.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5452303014103465042" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็ดึงเอาคัมภีร์จีโนม (หรือที่เคยได้ยินกันว่า ดีเอ็นเอ) ซึ่งหน้าตามันคล้ายๆบันไดม้วนๆ ที่อาจจะเคยเห็นกันในหนัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S6p4xqE15GI/AAAAAAAABUM/nsNK2ZirMJY/s1600/DNA.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 215px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S6p4xqE15GI/AAAAAAAABUM/nsNK2ZirMJY/s400/DNA.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5452303093388928098" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเหมือนคัมภีร์จริงๆ ตัวหนังสืออังกฤษ A, T, C, G เป็นแค่ตัวย่อของสารเคมีที่เอามาใช้เหมือนเป็นภาษาในคัมภีร์ แต่ว่าภาษานี้มีตัวอักษรแค่สี่ตัว เสร็จแล้วก็ดึงเอาตัวหนังสือในคัมภีร์ ออกมาใส่คอมพิวเตอร์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ใช้คอมพิวเตอร์มาตรวจหาว่าส่วนไหนที่คัมภีร์เหมือนกันหมด (เขียนโปรแกรมกันเหนื่อยนิดนึง)&lt;br /&gt;3. พยายามเอาคำง่ายๆ ออกไป เพราะว่านักจีโนมพอจะอ่านออกบ้างแล้ว ก็ลองคัดๆทิ้งไปเท่าที่ได้&lt;br /&gt;4. ส่งข้อมูลไปให้นักชีวะลองไปศึกษาตรวจสอบดูว่าอันไหนน่าจะเป็นจีนที่เกี่ยวข้องกับโรคย้ำคิดย้ำทำมากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แค่นี้เอง ผลปรากฎว่าเจอจีนตัวนึงที่ทำให้สารเคมีภายในร่างกายไม่เป็นปกติ ทำให้เกิดโรคย้ำคิดย้ำทำขึ้นมา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้นักชีวะ นักสถิติทั่วโลก กำลังทำงานกันวุ่นเลยครับ เพราะพยายามหาวิธีอ่านเจ้าคัมภีร์นี้อยู่ ไม่ว่าจะลองหาอัลกอริธึมใหม่ๆ (พัฒนาขั้นตอนที่ 2 )หรือว่าพยายามทำการทดลองทางชีวะทำให้แน่ใจว่าจีนตัวนั้นเป็นสาเหตุของโรคชัวร์ๆ (พัฒนาขั้นตอนที่ 4)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าแค่นี้ยังไม่จบง่ายๆ ถ้าคิดดีๆ ถ้าโรคจิตเภทเกิดเพราะจีน หรือกรรมพันธุ์อย่างเดียว ไม่มีสาเหตุอื่น ถ้างั้นถ้าฝาแฝดเหมือนคนนึงเป็นโรคจิตเภท อีกคนนึงก็ต้องมีโอกาสเป็นจิตเภทเหมือนกันเกือบ 100% แต่ว่ากราฟข้างบนบอกแค่ 48% อีก 52% มาจากไหนกันล่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย้อนกลับมาประเด็นเดิมที่เคยพูดไปแล้วในตอนคัมภีร์ชีวิต ฝาแฝดฝาเดียวกันมักจะได้รับการเลี้ยงดูที่คล้ายกัน สิ่งแวดล้อมคล้ายๆ กัน ไปโรงเรียนเดียวกัน คุยกับพ่อแม่เดียวกัน นักจิตวิทยาเลยตั้งทฤษฎีขึ้นมา เรียกว่า แนวโน้ม และ ตัวการ (diathesis-stress model)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปรียบเทียบกับเหมือนไข่ไก่ที่ร้าวนิดนึง เคาะนิดเดียวก็แตก แต่ว่าไม่เคาะก็ไม่แตก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฎีนี้บอกว่า จีนเป็นตัวกำหนดแนวโน้ม (ไข่ไก่ร้าวมากน้อยแค่ไหน) และสภาพสิ่งแวดล้อมเป็นตัวการ (เคาะไข่แรงมากน้อยแค่ไหน) สรุปก็คือว่าโรคจิตนั้นมีทั้งสาเหตุทางกายภาพ (เช่น จีนทำให้สารเคมีในร่างกายไม่ปกติ)  และสาเหตุทางจิต (เช่น ความเครียด) ซึ่งที่จริงไม่ต่างอะไรกับเป็นไข้เลย เพราะไข้ก็มีสาเหตุทางกายภาพ (เช่น เชื้อไวรัสเข้าไปเที่ยวเล่นในร่างกาย) และสาเหตุทางจิต (เช่น อ่านหนังสือหนัก เครียดเกิน เลยไข้จับ) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเมกันเข้าใจจุดนี้ดีมากๆ ครับ เลยเข้ารับการรักษาแบบไม่มีการอายกัน เพราะคิดว่ามันเป็นแค่โรค โรคๆนึงที่หลักการไม่ได้ต่างจากมะเร็งหรือมาลาเรียเลย นี่เป็นจุดนึงที่คนไทยควรทราบกันครับ ถ้าเกิดว่าไม่ค่อยสบายทางจิต หรือคิดว่าเข้าข่ายโรคทางจิต ควรรีบปรึกษาจิตแพทย์ หรือพบนักจิตวิทยา เพราะยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไร ก็ยิ่งต้องทรมานกับโรคมากเข้าไปเท่านั้นครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย่ ขอจบโรคจิตเท่านี้ครับผม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-4413636763798021602?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/4413636763798021602/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/03/blog-post_24.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/4413636763798021602'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/4413636763798021602'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/03/blog-post_24.html' title='โรค(กายและ)จิต'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S6p4khN82AI/AAAAAAAABT8/uNOzC0I7zSw/s72-c/schizo_relatives.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-4514224608928124186</id><published>2010-03-16T08:43:00.001-07:00</published><updated>2010-03-16T08:47:29.204-07:00</updated><title type='text'>คิดใหม่ ทำใหม่</title><content type='html'>ก่อนเริ่มตอนใหม่วันนี้ผมเป็นห่วงความปลอดภัยของทุกคน ให้ลองสำรวจคีย์บอร์ดว่าสะอาดรึเปล่า เพราะว่าถ้าใช้คีย์บอร์ดที่มันมีสิ่งสกปรกที่สะสมหมะหมมมาตลอดวันอาจจะทำให้ติดเชื้อไม่สบายได้  แล้วก็สำรวจเมาส์ด้วยว่าข้างใต้เช็ดด้วยแอลกอฮอล์รึยัง เพราะว่าการลากเมาส์ไปมาทำให้เชื้อโรคแพร่กระจาย และใต้เมาส์อุณหภูมิจะอุ่นกว่ารอบๆ ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตเร็วขึ้นไปอีก ควรเอาสำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดโต๊ะห้ารอบเพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อโรคตายหมด ถ้าเกิดลืมทำพวกนี้ให้รีบไปล้างมืด้วยน้ำร้อนหกรอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าใครบอกว่า อะโหยเต้มาพล่ามอะไรตั้งมากมาย นี่ทำเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว ถ้าใครมีความคิดแบบนี้ ตามตำราเรียกว่าเข้าข่ายโรคย้ำคิดย้ำทำ ครับมาจากภาษาอังกฤษ Obsessive-compulsive disorder หรือชื่อเล่นเรียกสั้นๆ ว่า โอซีดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่่างเช่น นายคนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S5-nOaIWRII/AAAAAAAABT0/QMVhTb1CF60/s1600-h/jack-nicholson1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 237px; height: 300px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S5-nOaIWRII/AAAAAAAABT0/QMVhTb1CF60/s400/jack-nicholson1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5449257940115932290" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหะ แอบเล่นมุขเดิมครับ นายคนนี้ชื่อ แจ๊ค นิโคลสัน แต่ว่าเค้าไม่ได้เป็นโอซีดีครับ โอซีดีเป็นหนึ่งในโรคทางจิตที่ดังมากในวงการฮอลลีวูด เอาโรคนี้มาทำเป็นหนังซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่นนาย แจ็ค นิโคลสัน จาก As good as it gets &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;object width="640" height="385"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/44DCWslbsNM&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;/param&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;/param&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/44DCWslbsNM&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="640" height="385"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เปิดปิดไฟห้ารอบ ถุงมือหนังใช้ครั้งเดียวทิ้ง สบู่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ล้างมือด้วยน้ำร้อนจัด นี่คืออาการที่เข้าข่ายโรคโอซีดีครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมถึงเรียกว่าย้ำคิด ย้ำทำล่ะ เป็นเพราะว่าชอบทำอะไรซ้ำๆซากๆ พูดอะไรซ้ำไปซ้ำมาหรือไง อุ้ยงี้ที่แม่ชอบบ่น กร่นด่า เราซ้ำๆซากๆ แสดงว่าแม่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ โอซีดีรึเปล่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าขึ้นต้นด้วยคำถามแบบนี้ คำตอบคือไม่ครับ​โรคนี้มีรายละเอียดที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคชื่อว่าย้ำคิด ย้ำทำ แต่ที่เรามองเห็นได้คืออาการย้ำทำ เพราะว่าเห็นจะๆ ว่าทำอะไรซ้ำๆ อย่างเช่นในหนังตัวอย่างข้างบน แต่ที่บอกว่าย้ำคิด คือย้ำคิดอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เคยเป็นมั้ยครับที่ออกจากบ้านจะไปทำงาน หรือไปมหาลัย เดินออกมาถึงหน้าปากซอย แล้วนึกขึ้นได้ อุ้ย เฮ้ย ลืมล็อคบ้านรึเปล่าเนี่ย เฮ้ยหรือลืมปิดแก็สรึเปล่า เพราะแอบต้มกาแฟก่อนจากบ้านตอนเช้า ไม่สบายใจๆๆๆ ต้องเดินกลับเข้าไปในซอยเช็คอีกที โอเคล็อคบ้าน ปิดแก็สเรียบร้อย ไปโรงเรียนได้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูปกติดีครับ คนที่อาการของโรคย้ำคิดย้ำทำ จะมีรู้สึกความไม่กังวลไม่สบายใจมากเกินปกติ ทำให้พอเดินออกจากซอยมาถึงปากซอยก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่เลยต้องเดินกลับเข้าบ้านไปเช็คใหม่อีกรอบนึงแล้วต้องทำแบบนี้่หลายๆครั้งถึงจะสบายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปคืออาการย้ำคิด คือ ย้ำคิดถึงเรื่องอันตรายที่ก่อให้เกิดความกังวลใจไม่สบายใจ (เช่น กังวลว่าอาจจะลืมล็อคบ้าน) พอมีเรื่องกังวลต้องทำอะไรให้หายกังวล (เช่นย้อนกลับไปบ้านดูว่าล็อคบ้านรึยัง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พออาการแบบนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ บ่อยๆ เข้าทุกวัน ก็อาจจะเริ่มจะหาวิธีืทำให้หายกังวลได้ดีขึ้น ก็เริ่มสร้างพิธีกรรมเป็นของตัวเอง เช่น ล็อคประตูสักสิบครั้งก่อนออกจากบ้าน แล้วจะรู้สึกสบายใจหายกังวล ซึ่งอาการแบบนี้่ก็ฟังดูทะแม่งๆ นะครับ แต่ลองนึกดูว่าถ้ามีเพื่อนนอนอยู่โรงพยาบาลจะผ่าตัด ไม่รู้จะเป็นหรือตาย เราก็จะรู้สึกกังวล แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงทำให้รู้สึกหายกังวล ก็เริ่มสร้างพิธีกรรมเหมือนกันครับ เช่น ไปบนศาลเจ้าพ่อสิบแปดดัชนี สาธุ ขอให้เพื่อนลูกช้างไม่เป็นอะไรทีเถอะ เจ้าค่า เพี่ยง โอเค หายกังวลขึ้นมาหน่อยนึง หรืออาจจะเริ่มซื้อดอกไม้เก้าดอกไปถวายทุกวัน อะไรก็ว่าไปครับ ผมไม่ขอออกความเห็นว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยได้จริงรึเปล่า แต่สิ่งที่ช่วยได้จริงๆ คือ เราสบายใจขึ้นนั่นเองครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ แต่ว่าถ้าคิดว่าการล็อคบ้านสิบครั้งเป็นพิธีทำความเคารพเจ้าที่เจ้าทางเพื่อให้ท่านช่วยปกป้องบ้านล่ะ ถ้างี้ถือว่าเป็นอาการย้ำคิดย้ำทำอีกรึเปล่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่ม... อันนี้ต้องย้อนกลับไปตอนแรกเลยที่ผมพูดถึงว่าพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ต่างๆ ที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทำไมต้องดอกไม้เก้าดอก เจ็ดดอกโอเครึเปล่า ถ้าดอกเล็กถือว่าเป็นครึงดอกรึเปล่า สิ่งพวกนี้พูดยากครับว่าอันไหนเป็นโรค อันไหนไม่เป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าเป็นโรคแน่ๆครับ ถ้าเกิดว่าต้องเช็คบ้านสองชั่วโมง อาบน้ำสองชั่วโมง เช็ครถอีกสองชั่วโมงก่อนออกจากบ้าน ทุกๆวัน ถ้้าไม่ทำจะไม่สบายใจจนออกจากบ้านไม่ได้ อันนี้เป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ช่วยวินิจฉัยว่าเป็นโรคหรือไม่ เพราะว่าถ้าความไม่สบายใจมันแรงขนาดที่ต้องเตรียมตัวเป็นชั่วโมงก่อนออกจากบ้านนี่ก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี ถ้าเกิดถึงขั้นนี้ต้องรับการรักษาครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รักษายังไงล่ะครับ การรักษาที่เวิร์คสุดคือคุยกับจิตแพทย์เพื่อการบำบัดจิตและพฤติกรรม เพราะว่าโรคนี้เกิดจากความคิดที่หมกมุ่นกับสิ่งมืด กับสิ่งอันตรายมากจนเกินไป ว่าง่ายๆ คือ ผู้ป่วยจะต้องคิดใหม่ทำใหม่นั่นเอง ผมจะกลับมาพูดเรื่องการบำบัดอีกทีเพราะว่าการบำบัดแบบคิดใหม่ทำใหม่นั้นส่วนนึงอาศัยทฤษฎีการเรียนรู้ที่ผมจะพูดถึงตอนหลัง คอยติดตามชมกันตอนต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากนั้นผู้ป่วยอาจจะเริ่มทานยาที่มีผลทางจิต หรือว่าป่วยหนักจริงๆ หรือมีอาการกังวลที่ทำให้กินยาไม่ได้เป็นเวลานานๆ การรักษาอย่างอื่นไม่ได้ผลก็อาจจะต้องใช้วิธีช็อตไฟฟ้า ...ไม่สนุกครับ แต่ว่าเวิร์คกับผู้ป่วยบางราย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่านกันมาแล้วว่าเป็นโรคจิตเภทนี่ไม่สนุกเลย โรคย้ำคิดย้ำทำคนอื่นดูแล้วฮา แต่ว่าเป็นแล้วก็ทรมานไม่สนุกเหมือนกัน ร่างกายทรมานเราได้ยังไง จิตใจก็ทรมานเราได้ไม่แพ้กันครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โรคจิตพวกนี้เกิดจากอะไรกันล่ะ คงไม่ได้เกิดจากเชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียเหมือนโรคทางกายแน่นอน ตอนหน้าดูกันครับว่า​โรคจิตเกิดจากอะไร&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-4514224608928124186?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/4514224608928124186/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/03/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/4514224608928124186'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/4514224608928124186'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='คิดใหม่ ทำใหม่'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S5-nOaIWRII/AAAAAAAABT0/QMVhTb1CF60/s72-c/jack-nicholson1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-3521062379862482594</id><published>2010-02-27T21:49:00.000-08:00</published><updated>2010-02-27T22:12:58.636-08:00</updated><title type='text'>จิตเภท สกิโซเฟรเนีย</title><content type='html'>คุยแต่เรื่องจิตวิทยามานานวันนี้ขออาสาพาทัวร์มหาวิทยาลัยที่ผมอยู่สักนิดนึง แต่ไม่ต้องห่วงยังไงก็เกี่ยวกับจิตวิทยาอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มหาวิทยาลัยปรินซ์ตันเป็นหนึ่งในมหาลัยไม้เลื้อยหรูหรา ไอวี่ลีค (Ivy League) อยู่รัฐนิวเจอร์ซี่ เพราะฉะนั้นถ้าบินจากกรุงเทพมานิวยอร์ค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oIn1O0LaI/AAAAAAAABSs/x9f1OLbL5mQ/s1600-h/nyc.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 244px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oIn1O0LaI/AAAAAAAABSs/x9f1OLbL5mQ/s400/nyc.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5443172580027805090" /&gt;&lt;/a&gt;￼&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่ถึงครับๆ ต้องนั่งรถไฟออกจากแสงสีเมืองนิวยอร์ค ต่อไปอีกสองชั่วโมง ฝ่าป่าเขาและท้องทุ่ง พนาไพรจนมาถึงภูบาลปรินซ์ตัน &lt;br /&gt;￼&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oIwlLpexI/AAAAAAAABS0/_zjzgYTNmUQ/s1600-h/Dinky+Station+on+Princeton+Campus.JPG"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 300px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oIwlLpexI/AAAAAAAABS0/_zjzgYTNmUQ/s400/Dinky+Station+on+Princeton+Campus.JPG" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5443172730338376466" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ซุกหัวนอนของผมเรียกว่า แกรดจูเอ็ด คอลเลจ (Graduate College) หรือเรียกเล่นๆ ว่า แกรดคอลเลจ หน้าตาเหมือนปราสาทเก่าๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเด็กปริญญาโท และเอกที่มหาลัยปรินซ์ตัน ห้องผมอยู่ปลายลูกศรนี้ สามารถมาเยี่ยมเยียนกันได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oJCbnMToI/AAAAAAAABS8/KoyLLhLB5ME/s1600-h/gc-large.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 300px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oJCbnMToI/AAAAAAAABS8/KoyLLhLB5ME/s400/gc-large.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5443173037007195778" /&gt;&lt;/a&gt;￼&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปราสาทแกรดจูเอ็ด คอลเลจเคยเป็นที่อยู่นายคนนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;￼&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oJIGZ_Y1I/AAAAAAAABTE/7MO731hzxGM/s1600-h/crowe-russell-photo-russell-crowe-6200471.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 323px; height: 400px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oJIGZ_Y1I/AAAAAAAABTE/7MO731hzxGM/s400/crowe-russell-photo-russell-crowe-6200471.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5443173134393893714" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัสเซิล โครว เคยเป็นเด็กปรินซ์ตันตั้งแต่เมื่อไรกัน ที่จริงนายรัสเซิล โครวไม่เคยอยู่ที่นี่แต่ว่า ศาสตราจารย์จอห์น แนช เคยอยู่ที่นี่ตอนทำปริญญาเอก นายรัสเซิล โครวเล่นเป็นจอห์น แนช ในหนังเรื่อง บิวตีฟูล ไมนด์ ผมพยายามถามคนแถวนี้เหมือนกันว่าอาจารย์แนชอยู่ห้องไหนในแกรดคอลเลจ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครรู้ ถ้าดูในหนังน่าจำฉากที่โยนโต๊ะทะลุหน้าต่างกันได้ ที่นี่ล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์แนช เป็นเก่งเลขพระเจ้ามาก ปัจจุบันยังเป็นอาจารย์อยู่ปรินซ์ตัน มีออฟฟิศอยู่ที่ตึกเลขที่ชื่อว่าไฟน์ฮอลล์ (Fine Hall) หน้าตาแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oJQOry50I/AAAAAAAABTM/dhaLWjPHlBc/s1600-h/fine-hall.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 300px; height: 400px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oJQOry50I/AAAAAAAABTM/dhaLWjPHlBc/s400/fine-hall.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5443173274055010114" /&gt;&lt;/a&gt;￼&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นแท่งๆ สูงๆ แบบนี้แหละ มีตำนานเล่ากันว่า ตอนดึกดื่นค่ำคืน ถ้ามาเดินเล่นตึกเลขดึกๆ อาจจะได้เจอเจ้าที่ไฟน์ฮอลล์ (Phantom of Fine Hall) กำลังขยุกขยุยสมการอยู่บนกระดาน เจ้าที่นั่นก็คืออาจารย์แนชนั่นเอง ผมเคยไปส่งการบ้านทีนึงแต่ไม่เจอเจ้าที่...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากจะดังในหมู่นักเรียนแล้ว อาจารย์แนชมีชื่อเสียงกระฉ่อนเพราะว่าได้รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบลนี่คนแย่งกันเพราะว่าใครได้รางวัลนี้จะได้เกียรติยศ ชื่อเสียงมากมาย เป็นรางวัลที่แจกให้กับคนที่ฉลาด และความฉลาดแผ่กระจายไปสู่มนุษย์โลกมากมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วตอนนี้คงทั้งโลกรู้จักอาจารย์แนชมากขึ้นไปอีก เพราะว่าประวัติอาจารย์แกถูกเอามาทำเป็นหนังเรื่อง บิวตีฟูลไมนด์ แต่ว่าคนได้รางวัลโนเบลมีเยอะแยะทำถึงเอาอาจารย์แนชมาทำเป็นหนัง อาจจะเป็นเพราะว่าอาจารย์แนชเป็น “ศาสตราจารย์สติเฟื่อง” เอามาทำเป็นหนังแล้วคนชอบ เพราะว่าคนมักจะคิดว่าคงที่ฉลาดมากๆ จะต้องเป็นบ้า หรือโรคจิต ถึงแม้ไม่มีหลักฐานอะไรแน่นอนเลยว่าโรคจิตช่วยทำให้เก่งเลขหรือว่า สมองส่วนที่ทำให้เก่งเลขเป็นส่วนเดียวกับส่วนที่ทำให้เกิดโรคจิต หรือว่าโรคจิตนำไปสู่บุคลิกภาพที่ทำให้เก่งเลข ไม่มีหลักฐานอะไรเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์แนชเรียนจบปริญญาเอกเรียบร้อย และมีภรรยามีลูกไปตามประสาคนปกติ จนมีกระทั่งวันหนึ่ง อาจารย์แนชมีอาการคล้ายๆ กับอาการของโรคจิตเภท หรือสกิโซเฟรเนีย (Schizophrenia) ที่เราเห็นในดีเอสเอ็มจากตอนที่แล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจารย์แนชเริ่มคิดว่าเบอร์โทรศัพท์ บทความในหนังสือพิมพ์ หมาเดินเล่นอยู่ข้างถนน เน็คไทสีแดง ฯลฯ แฝงรหัสลับจากสิ่งมีชีวิตจากแกแลคซีอื่นที่มนุษย์คนอื่นอ่านไม่ออก มีเค้าคนเดียวที่สามารถถอดรหัสได้ ถ้าถอดรหัสได้ เราจะเข้าใจทฤษฎีที่จะเปลี่ยนโลกไปคนละใบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่พออาจารย์บางทีจะเห็นภาพหลอน หรือเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน ทำเกิดอาการหวาดระแวงว่าคนอื่นจะมาทำร้าย ภรรยาและมหาลัยเห็นว่าอาจารย์แนชเริ่มท่าจะไม่ดีเลยถูกส่งเข้าโรงพยาบาลรับการรักษา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดเริ่มไม่เป็นระบบระเบียบ ไม่รู้อะไรผิด อะไรถูก อะไรก่อให้เกิดอะไร ทำให้โลกรอบตัวของผู้ป่วยไม่ค่อยเมคเซนส์ หรือเริ่มเห็นภาพหลอน อาการพวกนี้ไม่ได้เกิดกับผู้ป่วยจิตเภททุกคน แต่ละคนจะมีลักษณะอาการที่ต่างกันไป ทำให้โรคนี้วินิจฉัยลำบากเพราะว่ามีโรคที่ประเภทย่อยๆ อยู่หลายประเภท &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าไม่ว่าเป็นประเภทไหนก็ตามที อาการของโรคไม่ได้ทำให้เก่งเลข เก่งวิทย์อะไรขึ้นมาเลย งานของอาจารย์แนชต้องหยุดชะงักไปนานทีเดียวหลังจากเริ่มมีอาการจิตเภท นักจิตวิทยาบางคนเรียกโรคนี้ว่า มะเร็งจิต เหมือนว่ามีก้อนเนื้อเกาะอยู่ที่จิตทำให้ความคิดความอ่านไม่เป็นปกติ แต่ว่าไม่มีก้อนเนื้อที่เราผ่าออก หรือยิงรังสีทำลายได้ ไม่มีเชื้อไวรัสที่ต้องฆ่าทิ้งหรืออะไรอย่างนั้น การรักษาต้องอาศัยยาที่ส่งผลไปทั่วร่างกาย เช่นอาจจะไปปรับระดับสารเคมีในตัวภายในร่างกาย แต่ว่าผลข้างเคียงเยอะอยู่เหมือนกัน ปากแห้ง คลื่นไส้ อยากอ้วก มึนหัว และอีกมาก ทำให้ไม่ค่อยอยากจะกินยา แต่ถ้าไม่กินยาก็ไม่หาย ผู้ป่วยทางจิตโรคอื่นตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กัน ไม่กินยาก็ไม่หายอาการก็โผล่ขึ้นมาเรื่อย แต่ถ้ากินยาอาการขยะแขยงอย่างอื่นก็โผล่ขึ้นมา ไม่สนุกเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นยาที่จิตแพทย์สั่งยังไม่พอ นักจิตวิทยาบางทีก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ช่วยให้คำปรึกษา และให้กำลังใจกับผู้ป่วยสู้กับโรค &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในบางราย บางทียาก็รักษาไม่ได้ หรือผู้ป่วยไม่ยอมกินยา กินยาไม่ได้ มีอีกวิธีนึงที่บางทีเอามาใช้รักษาแต่ว่าไม่ค่อยจะดีเท่าไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำสมัยเด็กๆได้มั้ยครับ เวลาเปิดทีวีแล้วภาพไม่ยอมขึ้นมา มีแต่เสียง จะดูละครก็ไม่ได้ ตอนจบแล้วซะด้วย ทำไงดีล่ะ อ้าลองบ้องข้างทีวีสักป้าบ สองป้าบ สามป้าบ ภาพกลับมาแล้ว ดูละครได้สบายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คล้ายๆกันครับ เป็นโรคจิตทำยังไงก็ไม่หาย ลองบ้องสักที สองที แต่ว่าไม่ได้บ้องด้วยฝ่ามือครับ บ้องด้วยไฟฟ้า วิธีก็คือฉีดยาชา แล้วเอาใช้ไฟฟ้าช็อตทำให้เกิดอาการชักกระตุก ต่อให้มียาชาก็เถอะครับ ไม่น่าสนุก อาจารย์แนชก็ถูกรักษาด้วยวิธีนี้เช่นกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาการพวกนี้ไม่เหมือนเป็นไข้ เวลาเป็นไข้จะรู้ปวดหัว ตัวร้อนตลอดเวลา ถ้าหายปวดหัว หายตัวร้อนก็พอจะเดาได้ว่าหายไข้แล้ว แต่ว่าอาการของโรคจิตเภทไม่ได้เกิดตลอดเวลา แล้วก็ไม่หายขาดง่ายๆซะด้วย ปัจจุบันนี้อาจารย์แนชยังเดินเล่นอยู่แถวปรินซ์ตัน เดินไปยืมหนังสือ สอนหนังสือบ้างบางครั้งบางคราว แต่ว่าแกบ่นกับบางคนว่ารู้สึกว่าโลกนี้เปลี่ยนไป ยังรู้สึกว่าทุกอย่างบนโลกนี้มีความหมายในตัวเองทั้งหมด ไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ อาจารย์แนชยังต้องพยายามแยกว่าอะไรว่าอันไหนเรื่องจริง อันไหนไม่จริง อันนี้เป็นอุปสรรคใหญ่เพราะว่าการที่จะคิดทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ใหม่ๆ จะต้องอาศัยการคิดนอกกรอบ คิดแบบที่คนอื่นไม่คิดกัน อาจารย์แกก็ยอมรับว่าตอนนี้แกก็แก่แล้วสมองไม่แล่นเหมือนตอนหนุ่มๆ บวกกับความจำเริ่มไม่ค่อยดีซึ่งแกโทษการรักษาแบบช็อตไฟฟ้า แต่ตอนนี้แกก็ยังทำวิจัยค้นคว้าต่อไป และดำเนินชีวิตตามปกติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเป็นนักคณิตศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ จิตรกร หรือช่างซ่อมรถ เป็นโรคจิตไม่สนุกแน่นอนครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หมายเหตุ รูปไม่ได้ถ่ายเอง เอามาจากเว็บไซต์คนอื่น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-3521062379862482594?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/3521062379862482594/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/02/blog-post_27.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3521062379862482594'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3521062379862482594'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/02/blog-post_27.html' title='จิตเภท สกิโซเฟรเนีย'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S4oIn1O0LaI/AAAAAAAABSs/x9f1OLbL5mQ/s72-c/nyc.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-4743466009325842017</id><published>2010-02-15T17:15:00.000-08:00</published><updated>2010-02-15T17:28:47.268-08:00</updated><title type='text'>วิปริต โรคจิต ไซโค ตอนสอง</title><content type='html'>ทุกตำราต้องเริ่มจากว่านิยามก่อนว่าความผิดปกติทางจิตนี่แปลว่าอะไร ตอนที่แล้วเราพูดถึงไปแล้วว่าความผิดแปลกไปจากวัฒนธรรมที่เรายึดถืออาจเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความผิดปกติทางจิตได้ ว่าง่ายๆว่าอะไรที่คนทั่วๆไปส่วนใหญ่มองแล้วเหวอ เฮ้ยเกิดอะไรขึ้นเนี่ย ทำไปได้ไง แต่เท่านั้นคงไม่พอ เรากำลังพูดถึงโรคทางจิต เพราะฉะนั้นนักจิตวิทยาเลยจำกัดความของโรคผิดปกติทางจิตให้รวมแค่อาการทางจิตที่ก่อทำให้คนๆนั้นรู้สึกไม่สบายใจ ไม่สบายกาย ทำให้ดำเนินชีวิตตามปกติไม่ได้ หรือว่าถึงขนาดนี่ทำให้ควบคุมตัวเองไม่ได้ พิการ เจ็บปวด หรือตายได้ คำจำกัดความนี้อยู่ในประโยคแรกในตำราสุดคลาสสิคในวงการนี้ ตำรานั้นเรียกว่า DSM = Diagnostic and Statistical Manual  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตำรานี้มีอยู่ห้าหมวดใหญ่ด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;1. โรคทางคลีนิค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. โรคทางบุคลิกภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;3. สภาวะทางร่างกาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;4. ปัจจัยทางจิตสังคม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่ร่วมก่อให้เกิดโรค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;5. การประเมินสภาวะโดยรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ละหมวดก็มีบอกอาการของโรคและวิธีการวินิจฉัยโรคแต่ละโรค เพราะฉะนั้นวันนี้ขอให้ทุกคนหาซื้อ DSM มาติดบ้านไว้สักเล่มนึง เผื่อคนที่บ้านเข้าข่ายโรคจิตจะได้เปิดหาวิธีการวินิจฉัยได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อะแฮ่ม มาลองดูสักโรคนึงมั่วๆ จากหมวดแรกเลยละกัน ลองดูโรคจิตเภท (Schizophrenia)&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style:italic;"&gt;&lt;br /&gt;“ลักษณะอาการจำเพาะ: มีอาการต่อไปนี้อย่างน้อยสองข้อขึ้นไป โดยมีแต่ละอาการอยู่นานพอสมควรในช่วงเวลา 1 เดือน (หรือน้อยกว่านี้ หากรักษาได้ผล)&lt;br /&gt;(A) อาการหลงผิด&lt;br /&gt;(B) อาการประสาทหลอน&lt;br /&gt;(C) disorganized speech (การพูดจาสับสน เช่น มี derailment หรือ incoherence อยู่บ่อย ๆ)&lt;br /&gt;(D) มีพฤติกรรมแบบ disorganized หรือ catatonic อย่างเห็นได้ชัด&lt;br /&gt;(E) อาการด้านลบ (negative symptoms) ได้แก่ อารมณ์เรียบเฉย (affective flattening) พูดน้อยหรือไม่พูด (alogia) หรือขาดความกระตือรือร้น (avolition)&lt;br /&gt;หมายเหตุ: เพียงอาการเดียวในเกณฑ์ข้อ A ก็เพียงพอ หากอาการหลงผิดเป็นแบบพิลึกพิลั่น (bizarre) หรือ อาการประสาทหลอนเป็นเสียงพูดวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมหรือความคิดของผู้ป่วย หรือมีเสียงตั้งแต่สองเสียงพูดจาโต้ตอบกัน”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่มช่วงนี้พูดจาสับสนเหมือนกันนะเนี่ย บางทีก็รู้สึกขาดความกระตือรือร้นเหมือนกัน เกือบเดือนแล้วเนี่ย โอเคเดี๋ยวจะไปซื้อยาหน้าปากซอยแก้โรคจิตเภท เฮ่อโชคดีนะเนี่ย...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้าว แล้วงี้จะมีพวกนักจิตวิทยาคลินิค กับจิตแพทย์ไว้ทำหยังล่ะเนี่ย ถ้าอยู่บ้านเปิดตำราเอาก็ได้ ที่จริงแล้วมีอะไรละเอียดอ่อนนอกเหนือตำรานี้อีกทีเดียว ตำรา DSM นี้ยังเป็นที่ถกเถียงในบรรดานักจิตวิทยากันเองอยู่เลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างง่ายๆ อยากโรคจิตเภท ตำราบอกว่าอาการจะต้องอยู่นานพอสมควรในช่วงเวลาหนึ่งเดือน นานพอสมควรแปลว่าอะไร วันละสามนาที ทั้งสามอาทิตย์ที่แล้วทั้งอาทิตย์แต่ว่าอาทิตย์ต่อมาไม่มีอาการ หรือว่าอะไรกันแน่ การพูดจาสับสนแปลว่าอะไร พูดน้อยแปลว่าอะไร น้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกรายละเอียดเล็กน้อยๆ พวกนี้สำคัญต่อการวินิจฉัยอยู่ทีเดียว แต่ว่าตำราไม่ได้พูดถึงรายละเอียดที่มันเจาะจงลงไปกว่านี้ เพราะฉะนั้นต้องอาศัยประสบการณ์เอา แต่ก็เพราะไอ้จุดนี้นี่เอง นักจิตวิทยาเลยเถียงกันว่า ตกลง DSM นี่มันมีประโยชน์จริงรึเปล่า เชื่อถือได้แค่ไหน ให้จิตแพทย์ร้อยคนจะมาลองวินิจฉัยผู้ป่วยคนเดียวกัน จะวินิจฉัยตรงกันรึเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกอย่างนึง อย่างหมอที่จบมาจากเมืองนอก พอมาทำงานเมืองไทยต้องเรียนพวกโรคเมืองร้อนก่อนไปรักษาคน แต่ว่าตำรา DSM ใช้เล่มเดียวกันทั่วโลกครับผม ตอนที่แล้วบอกไปแล้วว่าบางทีจะพูดว่าใครบ้า ใครไม่บ้าบางทีมันละเอียดอ่อนกว่าที่คิด เพราะว่าไม่มีเส้นแบ่งความบ้าไม่บ้าแน่ชัด แถมยังมีบ้ามากบ้าน้อยอีก แล้วก็กรอบวัฒนธรรมก็มีผลต่อพฤติกรรมและอาการคนอีก ถ้าเอาตำรานี้มาใช้กับคนทั่วโลกย่อมเกิดปัญหาแน่นอน เพราะฉะนั้นเลยต้องให้คนที่ชำนาญจริงๆมาใช้ตำรานี้ อื่ม... ถ้าใครไปเผลอซื้อตำรามาแล้ว ขออภัยด้วย คงต้องแอบเอาไปคืนร้านหนังสือแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กว่าจะมาเป็นนักจิตวิทยาคลินิค หรือจิตแพทย์ได้ต้องเข้าโรงเรียนศึกษาฝึกฝนกันนานอยู่ ผมเองก็ไม่ใช่จิตแพทย์ ตอนต่อผมจะพูดถึงโรคจิตสักสองโรคพอให้รู้อะไรรวมๆ เฉยๆ ถ้าเกิดผมพูดมั่วพูดผิด ช่วยบอกกันด้วยเน่อ เริ่มโรคแรกตอนหน้าครับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล. ว่างๆ ถ้าอยากลองอ่าน DSM สามารถเข้าไปดูได้ที่&lt;br /&gt;http://www.ramamental.com/dsm/&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-4743466009325842017?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/4743466009325842017/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/02/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/4743466009325842017'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/4743466009325842017'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/02/blog-post.html' title='วิปริต โรคจิต ไซโค ตอนสอง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-3605396598743638853</id><published>2010-01-20T17:21:00.000-08:00</published><updated>2010-01-20T17:22:34.070-08:00</updated><title type='text'>วิปริต โรคจิต ไซโค ตอนหนึ่ง</title><content type='html'>ถ้าชอบจับแมวแถวบ้านมาเชือดเอาแช่ช่องฟรีซที่บ้านแล้วถ่ายรูปเก็บไว้ ถือว่าโรคจิตมั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าชอบขโมยกางเกงในชาวบ้านมาดม ถือว่าโรคจิตมั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าชอบเอาเกงเกงในตัวเองที่ใส่แล้วมาดมล่ะ ถือว่าโรคจิตมั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าชอบพูดพึมพัมกับตัวเองคนเดียว ถือว่าโรคจิตมั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่สวดชิณบัญชรสิบห้าจบจะนอนไม่หลับ ถือว่าโรคจิตมั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าไม่ใส่หมวกจะไม่ยอมออกนอกบ้าน ถือว่าโรคจิตมั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าชอบดูหนังโป๊ทุกวันล่ะ ถือว่าโรคจิตมั้ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากคนเราจะมีบุคลิกภาพที่ต่างกันแล้ว คนเรายังมีความโรคจิตต่างกันไปอีกด้วย แต่ว่าอะไรกันล่ะครับที่เป็นตัวขีดว่าอะไรถือว่าโรคจิต อะไรไม่ใช่โรคจิต หรือว่าความโรคจิตไม่ใช่ขาวกับดำ แต่ว่ามีการแยกระดับความโรคจิตจากขาวถึงเทาอ่อนถึงเทาน้อยๆถึงเทาเฉยๆถึงเทาแก่ถึงดำ ลองมาวิเคราะห์กันดูดีกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style:italic;"&gt;นายเดฟ (นามสมมติ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จมูกโต ตาโต สูงยาว เข่าดี หน้าตาพอไปวัดไปวาตอนสายๆ บ่ายๆ ได้ แต่ว่านายเดฟมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ นายเดฟไม่ยอมกินอาหารที่มาจากสัตว์ชนิดเดียวกัน เช่น เบอร์เกอร์เนื้อโปะชีส เพราะว่าชีสกับเนื้อมาจากวัวเหมือนกัน นายเดฟไม่กินอาหารทะเลที่มีเปลือกแข็ง เช่นปู หรือกุ้ง ก่อนจากบ้านนายเดฟจะต้องมีอะไรสักอย่างคลุมหัว ไม่งั้นไม่ยอมออกจากบ้าน นายเดฟบางวันจะอยุ่ในบ้านอย่างเดียว ไม่ยอมทำงาน ไม่ติดต่อธุระใดๆ ทั้งนั้น จะออกไปเซเว่นซื้อข้าวกินก็ไม่ได้ จะอยู่บ้านสั่งอาหารเข้ามาก็ไม่ได้ แต่พอตะวันตกดินปุ๊บจะดำเนินชีวิตตามปกติได้ นอกเหนือจากนี้นายเดฟก็เป็นกระทาชายทั่วไปตามท้องตลาด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื้อ นายเดฟโรคจิตแน่ๆ เลย ทำไมต้องมีข้อยกเว้นประหลาดพวกนี้ด้วย มีไม่ยอมออกนอกบ้านบางวัน เพราะว่าแอบนอนร้องไห้อยู่คนเดียวเลยหาข้ออ้างไม่ยอมออกมาพบปะผู้คนรึเปล่า โรคจิตชัวร์ พาไปหานักจิตวิทยาด่วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบคือไม่ครับนายเดฟจัดว่าปกติ พวกข้อยกเว้นต่างๆ นานาที่ว่ามาทั้งหมดคือ เป็นข้อยกเว้นของศาสนาจูดา ออโธดอกซ์ คนคงเข้าใจกันถ้าบอกว่าพวกนี้เป็นศาสนา อันนี้เป็นปกติทั่วไป คนเป็นล้านยอมรับนับถือทำตามว่ากัน ศาสนาต่างกันอันนี้เข้าใจ เป็นแค่ความเชื่อต่างคนต่างเชื่อ ลองดูอีกรายนึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-style:italic;"&gt;นายอูรูกูด (นามสมมติ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายอูรูกูด เป็นคนชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ บนเกาะห่างจากชายฝั่งหลายชั่วโมงบิน นายอูรูกูดออกจากบ้านจับปลา เก็บผักผลไม้จากป่ามาแบ่งกันกินกับเพื่อนบ้านทุกวัน ชีวิตเรียบง่ายปกติสุขดี แต่ แต่ แต่ ว่าบางทีนายอูรูกูดจะพูดพัมเหมือนพูดคุยสนทนากับใครสักคน แต่พอมองไปก็ไม่มีใคร บางทีพอคุยเสร็จก็เดินไปหาล่ากวางมาสามตัว จับปลามาสองตัว และนกหนึ่งตัวเอามาเผาเป็นจุล บางทีนายอูรูกูดก็จะนั่งเฉยๆไม่กระดุกกระดิกนายแม้แต่นิดเดียวเป็นชั่วโมง เสร็จแล้วก็หายกลับมาเป็นเหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีมวิจัยบุกสำรวจคลุกคลีกับคนในหมู่บ้านนี้ คนในหมู่บ้านบอกว่านายอูรูกูดยกย่องเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เพราะว่าสามารถมองเห็นและพูดคุยกับเทพเจ้าได้ ทุกเดือนชาวบ้านจะส่งกวางสามตัว ปลาสองตัว นกหนึ่งตัวไปให้นายอูรูกูดเผา เพราะว่าบอกว่าเป็นการบูชาเทพเจ้าได้ แต่บางทีนายอูรูกูดหัวหน้าหมู่บ้านจะนิ่งไปไม่กระดุกกระดิกเพราะว่าถอดจิตไปอยู่อีกมิตินึง แต่ทีมสำรวจตรวจเจอว่าอาการของนายอูรูกูดเข้าข่ายผู้ป่วย Schizophrenia ตามตำราโรคทางจิต หลายสิบปีต่อมาหัวหน้าหมู่บ้านคนถัดไปสามารถพูดคุยกับเทพเจ้าได้เหมือนกัน ผู้คนยอมรับนับถือกันต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกพิธีของเผ่าของนายอูรูกูดก็ไม่ต่างอะไรกับศาสนาที่เราๆ หลายคนยอมรับนับถือกัน บางศาสนามีนักทำพิธีที่รู้วิธีติดต่อกับพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ได้ เราไม่ถือว่าบ้า นายอูรูกูดเราถือว่าบ้า ก่อนที่เราจะพูดถึงอาการทางจิต หรือโรคทางจิต สิ่งที่สำคัญที่ต้องเอามาเป็นบริบทก็คือวัฒนธรรมของคน ก็เพราะวัฒนธรรมนี่เองทำให้เราต้องลองคิดอีกทีว่า โรคทางจิตคืออะไร อะไรบ้า อะไรไม่บ้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนหน้าเราเริ่มพูดถึงโรคทางจิตต่างๆ ตามตำรา เรื่องพวกนี้แอบเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เลยอยากหยิบยกเรื่องกรอบทางวัฒนธรรมขึ้นก่อนจะพูดอะไรต่อไป เพราะฉะนั้นอย่ากลับบ้านไปแล้วบอกน้องแถวบ้านว่า นักบวช นักเข้าทรงพวกนั้นโรคจิตทั้งนั้น เรื่องนี้ลึกลับซับซ้อนกว่านั้นเยอะ ตอนหน้าแอบมาพลิกดูตำราของนักจิตวิทยาคลินิคกันครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-3605396598743638853?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/3605396598743638853/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/01/blog-post_20.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3605396598743638853'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3605396598743638853'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/01/blog-post_20.html' title='วิปริต โรคจิต ไซโค ตอนหนึ่ง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-8943097221153078044</id><published>2010-01-14T05:03:00.000-08:00</published><updated>2010-01-14T05:05:12.975-08:00</updated><title type='text'>คัมภีร์ชีวิต ตอนสอง</title><content type='html'>ตอนที่แล้วเราบอกว่าฝาแฝดมีคัมภีร์จีโนมที่เหมือนกันเกือบเปี๊ยบ แต่ที่ไม่เหมือนกันทุกประการก็เพราะว่าเครื่องซีร็อกซ์คัมภีร์มันเพี้ยนๆ บอกว่าให้ซีมาสองชุด แต่ว่าทั้งสองชุดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ แล้วก็ทั้งสองชุดก็ไม่เหมือนกันอีก ว่าง่ายๆ ซีกี่ครั้งก็เพี้ยนเท่านั้นครั้ง แต่ว่าเพี้ยนแค่ไหนกันล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแอบบอกผิดไปตอนที่แล้ว ขอแก้ตอนนี้เลยละกัน จากการวิจัยพบว่าถ้าฝาแฝดมีโอกาสที่จะมีลักษณะนิสัยการเกาะติดเหมือนกัน (ถ้าไม่เข้าใจแปลว่าอะไร ให้ไปอ่านเกาะแกะ) ประมาณ 70% แต่ว่าพี่น้องมีโอกาสแค่ 50% ตัวอย่างเช่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S08WTcwI4aI/AAAAAAAABR4/eYkpN2C7axo/s1600-h/bin.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 390px; height: 292px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S08WTcwI4aI/AAAAAAAABR4/eYkpN2C7axo/s400/bin.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5426580599396164002" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณไทด์ และคุณท็อปตอนเกิดมามีโอกาสมีลักษณะนิสัยการเกาะติดเหมือนกัน 70%&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S08WZjTf-EI/AAAAAAAABSA/zKSzD_Kzh-o/s1600-h/ploy.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 246px; height: 400px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S08WZjTf-EI/AAAAAAAABSA/zKSzD_Kzh-o/s400/ploy.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5426580704234305602" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณพลอย และคุณนุ่นตอนเกิดมามีโอกาสมีลักษณะนิสัยการเกาะติดเหมือนกัน 50% (แต่เรื่องความสวยไม่แน่ใจ แต่่ว่าสวยเหมือนกันทั้งคู่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันแปลว่าอะไรล่ะเนี่ย แสดงว่าเครื่องซีร็อกซ์มันเพี้ยนมากขนาดนั้นเลยรึ เพราะว่าถ้าไม่เพี้ยนเลย ฝาแฝดเหมือนก็ต้องมีลักษณะการเกาะติดเหมือนกันเปี๊ยบเลยสิ แสดงว่าเวลาซีร็อกซ์มีโอกาสซีเพี้ยนไป 30% เลยเหรอ แต่ว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้นิ่หน่า เพราะว่าตอนซีส่วนอื่นของคัมภีร์แทบจะไม่ค่อยเพี้ยนเลย หน้าตาฝาแฝดเลยเหมือนกันเกือบ 100% ไอ้ 30% ที่มันเพี้ยนไปน่าจะมาจากอย่างอื่นนะเนี่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเราพิเศษว่านั่นตรงที่ คนมันเปลี่ยนกันได้ คนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เปลี่ยนไปตามอะไร เปลี่ยนไปตามประสบการณ์ และการเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมนั่นเอง ฝาแฝดเกิดมาเหมือนกันก็จริง แต่พอเข้าโรงเรียนอนุบาลก็เล่นกับเพื่อนคนละกลุ่มกัน อาจจะมีครูประจำชั้นคนละคนกัน พ่อแม่อาจจะโอ๋ไม่เท่ากัน คนนึงอาจจะป่วยบ่อยกว่าอีกคนนึง ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมพวกนี้นั่นที่เป็นอีกตัวกำหนดลักษณะนิสัยของคน เพราะฉะนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คน = คัมภีร์จีโนม + สิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าอะไรมีผลมากกว่ากันล่ะ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองนึกดูคุณไทด์ คุณท็อปหน้าตาก็เหมือนกันงี้มาแต่ไหนแต่ไรจนถึงตอนนี้ก็ยังเหมือนกันอยู่ แต่ว่าคนนึงอาจจะมีผมหงอกมากกว่าอีกคนนึง แต่ว่าส่วนใหญ่หน้าตาก็ยังเหมือนกัน แสดงว่าหน้าตานั้นเป็นผลจากจีน มากกว่าสิ่งแวดล้อม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าโอกาสที่คุณนุ่นกับคุณพลอยจะชอบกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนกับ กับโอกาสที่คุณไทด์กับคุณท็อปจะชอบกินก๋วยเตี๋ยวเหมือนกันนั้นเท่ากัน แสดงว่าจีนไม่ค่อยมีผลนั่นเอง จะเหมือนจะต่างขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมล้วนๆ เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมการ คน = คัมภีร์จีโนม + สิ่งแวดล้อม นี้นั่นเองที่ทำให้คนน่าตื่นเต้นกว่าแกะ เพราะว่ามันเยอะมากๆ แต่เยอะแค่ไหนก็ตาม เรามักจะหาคนที่ลักษณะนิสัย หรือว่าหน้าตาคล้ายๆกันเราค่อนข้างยากทีเดียว นึกถึงตอนย้ายโรงเรียนใหม่ เจอเพื่อนใหม่ ถ้าเรารู้ชัวร์ๆว่า มันจะหน้าตาเป็นยังไง นิสัยจะเป็นยังไง ชีวิตก็คงน่าเบื่อแย่ นอนอยู่บ้านดีกว่า แต่เพราะว่านิสัยคนทายยาก รู้หน้าไม่รู้ใจ เราก็เลยต้องไปกินข้าว กินเหล้า ดูหนัง ฟังเพลงด้วยกับพวกมันเพื่อจะได้เรียนรู้ลักษณะนิสัยกัน ด้วยเหตุผลเดียวกันทำให้การศึกษาจิตวิทยาก็เลยตื่นเต้นเร้าใจ คนมีความหลากหลายและเป็นตัวของตัวเอง มีอีกหลายแง่หลายมุมของบุคลิกภาพคนที่สามารถงัดขึ้นมาศึกษาได้อีกเรื่อยๆ ยิ่งศึกษา ยิ่งมันส์ เหมือนดูละครช่อง 7 ที่ไม่มีตอนจบนั่นเอง แต่ว่าผมขอจบเรื่องบุคลิกภาพแค่นี้นะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล. จิตวิทยาบุคลิกภาพเป็นตอนที่เขียนแล้วรู้สึกสนุกมาก เพราะว่าเป็นสาขาในจิตวิทยาที่น่าสนใจมากๆ แต่ว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องทางนี้มากเท่าไร ทำให้คลอดแต่ละตอนออกมาช้าเหลือเกิน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-8943097221153078044?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/8943097221153078044/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/01/blog-post_14.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/8943097221153078044'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/8943097221153078044'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/01/blog-post_14.html' title='คัมภีร์ชีวิต ตอนสอง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S08WTcwI4aI/AAAAAAAABR4/eYkpN2C7axo/s72-c/bin.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-5109846391642846263</id><published>2010-01-04T23:50:00.000-08:00</published><updated>2010-01-04T23:55:13.478-08:00</updated><title type='text'>คัมภีร์ชีวิต</title><content type='html'>ถ้าโดเรมอนให้วุ้นแปลภาษาที่ทำให้อ่านออกเขียนได้อีกหนึ่งภาษาตลอดกาล จะขอภาษาอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาษาจีน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมถึงภาษาจีน จะไปจีบหมวย หรือหาติ่มซำกินหรืออะไร แล้วมาเกี่ยวกับบุคลิกภาพที่พูดถึงตอนที่แล้วยังไงตามอ่านกันเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรารู้กันมาแล้วว่าเด็กเริ่มมีนิสัยบุคลิกภาพตั้งแต่ยังเล็กๆ แล้ว อื่ม..เด็กได้บุคลิกภาพพวกนี้มาจากไหนกันล่ะ มีอยู่สองทฤษฎีด้วยกัน ทฤษฎีแรก บุคลิกภาพนั้นได้มาตั้งแต่ก่อนเกิด ทฤษฎีที่สองบุคลิกภาพนั้นได้มาตอนหลังเกิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฎีแรก ว่ากันง่ายๆ คือ บุคลิกภาพนี่ได้มาจากกรรมพันธุ์ แปลอีกที แปลว่า บุคลิกภาพเนี่ยได้มาจากพ่อแม่ ลองคิดง่ายๆ ก็คือลูกมักจะนิสัยคล้ายๆ พ่อแม่ แล้วก็พี่น้องก็นิสัยคล้ายๆ กัน อื่ม ฟังดูดี เมคเซนส์ นิสัยพ่อแม่มาติดอยู่กับลูกได้ยังไงล่ะเนี่ย มันต้องมีอะไรสักอย่่างที่ซีร็อกซ์บุคลิกภาพของพ่อแม่แล้วก็แปะๆ รวมกันกลายเป็นบุคลิกภาพของเรา หลายคนคงรู้แล้วว่าวิชาที่ศึกษาว่า อะไรที่เป็นคนซีร็อกส์พ่อแม่แล้วมาแปะใส่เรา วิชานี้เรียกว่าพันธุศาสตร์นั่นเอง ขออธิบายง่ายๆ ละกัน ถ้าคนไหนรู้แล้วก็ข้ามไปซะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมอธิบายพันธุศาสตร์ด้วยประโยคเดียวว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จีนคือตัวกำหนดว่าเด็กเกิดมาจะออกมาหน้าตา ตับไต ไส้พุง เป็นยังไง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พี่ชายคุณ กับคุณหน้าตาคล้ายๆ กันก็เพราะว่าจีนคล้ายๆกัน ลูกคุณกับลูกคนข้างบ้านหน้าตาไม่คล้ายกันก็เพราะว่ายีนไม่คล้ายกัน ง่ายๆ แค่นั้นเอง ลองนึกว่าไข่กับอสุจิผสมกันปุ๊บก็ให้คัมภีร์ขึ้นมากระบอกนึงซึ่งเรียกว่า จีโนม ให้นึกถึงคัมภีร์ในหนังกำลังภายใน คือเป็นม้วนยาวๆ มีตัวหนังสือจีนที่อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง หน้าตาเป็นแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ATGGTCCGATCGATCGCCGAGCTCGGATCGATCGAT...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาษาจีนที่ว่านี้ไม่ใช่ภาษาที่อาหมวย อาตี๋ อาม่า อาอี๊พูดกัน ภาษาจีนที่ว่าคือภาษาที่คัมภีร์จีโนมใช้ คิดว่าตัวหนังสือจีนพวกนั้นเปรียบได้กับ จีนที่อยู่ในตัวคน นั่นเอง (อะโหย เผอิญซะ) คัมภีร์นี้ไม่ได้สอนวิชาหมัดสะท้านฟ้า แต่ว่าคัมภีร์นี้บอกว่า นี่ๆ เอาเท้าไปติดกับขานะ ทำจมูกให้บี้ๆ ทำตาให้มีสองชั้น เอาตาไปติดกับหน้าอย่าเอาไปติดกับเอว คัมภีร์นี้คือพิมพ์เขียวของชีวิตที่กำลังจะเกิดมาใหม่นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าคิดว่าคนเท่านี้ที่มีคัมภีร์สะท้านฟ้านี้ไว้ครอบครอง สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีเหมือนกันหมด ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบคัมภีร์จีโนมของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิดเลย รวมถึง รวมถึง สตรอเบอร์รี &lt;br /&gt;นักพันธุกรรมก็คิดไปว่า เอ ตอนสมัยอยู่มัธยมเคยไปจิ๊กเอาสมุดพกตัวเอง แล้วมาแก้คะแนน สุดท้ายปลายปีคะแนนก็เลยพุ่งกระฉูด ถ้าเกิดเอาคัมภีร์จีโนมของสตรอเบอร์รีมาแก้ทำให้ลูกเท่าบ้าน โตกลางทะเลทรายได้ ก็คงดีได้อร่อยกันทั้งปี นักพันธุกรรมก็เลยหาวิธีถอดคัมภีร์จีโนมสตรอเบอร์รีแล่้วแอบแก้ ปรากฎว่าสตรอเบอร์รีก็ออกมาลูกเท่าบ้าน แล้วก็โตได้ทุกฤดูจริงๆ นี่คือที่มาของอาหารที่ถูกดัดแปลงทางพันธุกรรมหรือ จีเอ็มโอ (Genetically modified organism) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นคัมภีร์จีโนมนั้นกำหนดทุกชีวิต ถ้าเราอ่านภาษาจีนออก เขียนภาษาจีนได้ เราสามารถควบคุมทุกชีวิตบนโลกนี้ได้ เพราะฉะนั้นโดเรมอนให้วุ้นแปลภาษามา นักพันธุศาสตร์จะขอตะครุบเรียนภาษาจีน ตอนนี้เราพอจะอ่านจีโนมได้บ้างแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่มมีอะไรให้พูดได้อีกเยอะทีเดียวเกี่ยวกับคัมภีร์จีโนม แต่ว่าขอยกไปพูดตอนหลังๆที่พูดถึงประสาทวิทยาศาสตร์ละกัน (เหะ แอบเรียนสาขานี้อยู่ ไม่แอบพูดถึงก็ไม่ได้)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่บุคลิกภาพของเรากับพ่อแม่เรา คัมภีร์ของเราคือ ซีร็อกซ์คัมภีร์ของแม่ส่วนนึง ของพ่อส่วนนึงแล้วเอามาแปะๆใส่คัมภีร์เรา โดยที่เครื่องซีร็อกซ์ไม่ค่อยชัดบางทีก็ซีผิดซีถูก ตัวหนังสือหายไปบ้าง เพราะฉะนั้นเราเลยไม่ค่อยเหมือนกับพ่อแม่เราทุกประการก็เพราะว่าเครื่องซีร็อกซ์มันแอบเพี้ยนนั่นเอง นักจิตวิทยาบุคลิกภาพส่วนนึงเชื่อว่า บุคลิกภาพนี่ก็ถูกระบุไว้ในคัมภีร์เหมือนกัน เอ แต่จะไปบอกคนอื่นได้ยังไงว่าจริง ในเมื่อเราอ่านคัมภีร์นี้ไม่ค่อยออก นักจิตวิทยาใช้ทฤษฎีที่ว่า คัมภีร์ของฝาแฝดแท้ (ฝาแฝดที่หน้าตาเหมือนกับเปี๊ยบ) จะเหมือนกันเปี๊ยบถ้าเครื่องซีร็อกซ์ไม่ซีเพี้ยนไปสักนิดเลย ถ้าฝาแฝดแท้มีอะไรที่เหมือนกันเกือบทุกประการแสดงว่าลักษณะนั้นถูกกำหนดโดยจีนนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น ถ้าแฝดฝานึงชอบสูบบุหรี่ แฝดอีกฝานึงมักจะชอบสูบบุหรี่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแสดงว่าต้องมีจีนที่คอยกำหนดว่าคนๆนั้นชอบสูบบุหรี่ หรือชอบกลิ่นบุหรี่ หรือชอบนิโคตินอะไรก็ว่าไป &lt;br /&gt;อีกตัวอย่างนึงที่น่าสนใจกว่า ถ้าแฝดฝานึงมีลักษณะนิสัยการเกาะติดแบบไม่เหนียว (ถ้าไม่เข้าใจแปลว่าอะไร ให้ไปอ่านต่อนที่แล้ว) แฝดอีกฝานึงมีโอกาส 70% ที่จะมีลักษณะการเกาะติดแบบไม่เหนียวเช่นกัน แต่ถ้าเป็นพี่น้องกันเฉยๆ หรือเป็นแฝดคนละฝา (เกิดจากไข่คนละใบ หน้าตาไม่เหมือนกัน อาจจะไม่ใช่เพศเดียวกัน) จะมีโอกาสแค่ 50% ที่จะมีลักษณะเกาะติดแบบไม่เหนียวเช่นเดียวกับพี่หรือน้อง แสดงว่ากรรมพันธุ์มีผลต่อบุคลิกภาพลักษณะนิสัย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขียนๆไปชักยาว จบแค่ละกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ้อ สวัสดีปีใหม่ครับ ขอบคุณที่ติดตามอ่าน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-5109846391642846263?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/5109846391642846263/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/01/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/5109846391642846263'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/5109846391642846263'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2010/01/blog-post.html' title='คัมภีร์ชีวิต'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-2421091579719917791</id><published>2009-12-15T20:00:00.001-08:00</published><updated>2009-12-15T20:00:41.315-08:00</updated><title type='text'>เกาะแกะ</title><content type='html'>หลังจากได้เห็นความน่ารักน่าหยิกของลิงที่เกาะแม่นิ่มๆ กับความเศร้าแซ้ดของลิงที่เกาะแม่แข็งๆ ไปแล้ว นายฮาร์โลวยังสังเกตอะไรอีกอยากนึง ไอ้ลิงที่ได้เกาะแม่นิ่มๆ มันจะชอบออกไปเดินเพ่นพ่านดูโน่นดูนี่ โลดโผน โจนทะยานไปเรื่อย แต่ว่าไอ้ลิงที่เกาะแม่แข็งจะไม่เซลฟ์เท่า จะออกไปเขย่อแขย่ง ไม่ค่อยกล้าออกไปผจญภัยเท่าไร นายฮาร์โลวเลยไปคุยกับนักจิตวิทยาพัฒนาการแล้วถามว่าเด็กมันเป็นอย่างนี้เหมือนกันรึเปล่า อื่ม... นักจิตวิทยาพัฒนาการก็ออกบอกว่า เอ ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ว่าเป็นธรรมชาติของเด็กที่จะออกไปวิ่งเล่น ผจญภัยไปเรื่อย แต่อาจเป็นเพราะว่าเด็กที่เห็นคือเด็กที่มีพ่อแม่ปกติทั่วไป อื้ม ลองมาทำการทดลองดีกว่า มากันดิ๊ว่าเด็กจะทำตัวยังไงถ้าจู่ๆ พ่อแม่หายไปแว้บนึงแล้วกลับเข้ามา เด็กยังจะคลานออกไปเล่น คุ้ยเขี่ยอะไรอยู่เหมือนเดิมรึเปล่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทดลองนี้คลาสสิคทีเดียว การทดลองนี้ดังมากมีชื่อว่าสถานการณ์แปลกวิสัย (Strange situation) การทดลองนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนขนาดนั้น แต่ว่าอาศัยมีการจัดฉากเล็กน้อย&lt;br /&gt;ฉากแรก&lt;br /&gt;แม่อุ้มเด็กเข้ามาในห้องที่มีของเล่นมากมาย ปล่อยเด็กให้คลานไปเอาของเล่นมาเล่น กลิ้งไปกลิ้งมา &lt;br /&gt;ฉากที่สอง&lt;br /&gt;แม่ก็บอกว่า ลูกจ๋าเดี๋ยวสักพักแม่กลับมานะจ๊ะ ว่าแล้วพี่เลี้ยงที่เป็นผู้ช่วยนักจิตวิทยาก็เดินเข้าเปลี่ยนมือกับแม่&lt;br /&gt;ฉากที่สาม&lt;br /&gt;ปล่อยให้เด็กอยู่กับพี่เลี้ยงคนนั้นไปสักแป๊บนึง&lt;br /&gt;ฉากที่สี่&lt;br /&gt;แม่กลับเข้ามาเปลี่ยนมือกับพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงก็แอบย่องออกไปปล่อยให้แม่กับเด็กอยู่ด้วยกันสองคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนว่าทั้งหมดนี้นักจิตวิทยาก็แอบมองผ่านกระจกแล้วก็จดๆ พฤติกรรมเด็กในแต่ละฉาก การทดลองแบบนี้เป็นการทดลองแบบสำรวจ ไม่มีการทำสถิติหรืออะไรอย่างการทดลองที่เคยผ่านมา นักจิตวิทยาก็แค่ดูเฉยๆ แล้วก็สรุปว่าเห็นอะไรบ้าง เอ้าเห็นอะไรบ้างล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉากแรก&lt;br /&gt;เด็กก็วิ่งพล่านไปทั่วหยิบหาของเล่นมาเล่นกับแม่อะไรก็ว่าไป ดูความสุขน่ารักคิกขุไปงั้นเอง&lt;br /&gt;ฉากที่สอง&lt;br /&gt;เด็กเริ่มเหวอ หวา แม่หายไปแล้ว ไปไหนล่ะเนี่ย ไปไหนละเนี่ย&lt;br /&gt;ฉากที่สาม กับฉากที่สี่นี่แหละครับที่น่าสนใจ เด็กแต่ละคนก็ต่างกันไปแต่ว่า ดูเหมือนว่าพฤติกรรมจะมีอยู่สามรูปแบบด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปแบบแรก: เกาะติดเหนียวแน่น (Secure)&lt;br /&gt;เพราะแม่หายไปก็เหวอเล็กน้อย ไม่ยอมเล่นของเล่นอีกต่อไป พี่เลี้ยงมาปลอบก็ไม่ฟังไม่สนใจ พอแม่กลับเข้ามาก็รีบกระโดดเกาะแม่ ให้แม่อุ้มว่าเข้าไปนั่น เด็กประมาณ 70% แสดงพฤติกรรมอยู่ในรูปแบบแรก อื่มก็คือเด็กส่วนใหญ่บ้านๆ ทั่วไปนั่นเอง แล้วอีก 30% ที่เหลือล่ะ..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปแบบที่สอง:  เกาะติดไม่เหนียวแบบปลีกตัว (Insecure-avoidant)&lt;br /&gt;เด็กกลุ่มนี้ครับ พอแม่หายไปปุ๊บก็ร้องไห้ลั่นเลย แต่ว่าพอแม่กลับเข้ามาก็ทำเป็นหยิ่งไม่มองหน้า หันหลังเข้าใส่ ดูรมณ์บ่จอย ไม่พอใจเท่าไร... เด็ก 20% อยู่ในกลุ่มนี้ อื่มแปลกดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปแบบที่สาม: เกาะติดไม่เหนียวแบบต่อต้าน (Insecure-resistant)&lt;br /&gt;เด็กพวกนี้เป็นพวกไม่เหนียวเหมือนกัน เพราะฉะนั้นพอแม่หายไปปุ๊บก็ร้องลั่นเหมือนกัน แต่พอแม่กลับเข้ามา จะมาโอ๋มาอุ้มก็ไม่ให้อุ้มดิ้น คลานหนีตลอด เด็ก 10% ที่เหลืออยู่ในกลุ่มนี้ครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักจิตวิทยาก็ตั้งสมมติฐานกันต่อไปว่า สไตล์การเกาะติดนี่ส่งผลไปถึงตอนโตด้วยรึเปล่า ผลปรากฎว่าเด็กที่เกาะติดแบบเหนียวแน่นจะมีเพื่อนเยอะ เข้าสังคมได้เป็นปกติ มีคนรักใคร่ ปรับตัวเข้ากับผู้คนได้ เวลามีปัญหาก็คุยกับพ่อแม่ คนรัก เพื่อนฝูงเพื่อให้ช่วยหาทางแก้ปัญหา &lt;br /&gt;แต่เด็กในรูปแบบที่สอง โตขึ้นแล้วคบแฟนกี่คนๆ ก็เข้ากันไม่ได้สักที เพราะว่าไม่ค่อยอยากทุ่มเทอารมณ์ความรักความรู้สึกให้คนรอบตัวเท่าไร เพื่อนก็จะมีไม่มาก ความรักก็ไม่ค่อยมี เวลามีปัญหาอะไรก็จะไม่ค่อยบอกให้คนอื่นรู้ &lt;br /&gt;เด็กในรูปแบบที่สาม โตขึ้นจะไม่ค่อยอยากสนิทสนมกับใคร กังวลว่าคนอื่นไม่ชอบเรา รังเกียจเรา พอเพื่อนตีตัวออกห่างหน่อยนึง หรือเลิกกับแฟนก็จะเครียดมาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนครับว่าคนเรามันเปลี่ยนแปลงกันได้ เด็กอายุขวบนึงกว่าจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็ใช้เวลานานอยู่ ก็ได้เรียนรู้จากการพูดคุย คลุกคลีกับผู้คนรอบตัว อาจทำให้นิสัยและบุคลิกภาพเปลี่ยนไปได้ แต่ว่าการผลการวิจัยได้สรุปว่าคนส่วนใหญ่นั้นสไตล์การเกาะติดไม่ค่อยเปลี่ยนไปมากเท่าไรเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าแค่เราเห็นบุคลิกภาพเด็กอายุแค่ขวบนิดๆ ก็พอจะเดาอนาคตได้แล้วเหรอเนี่ย แล้วสาเหตุของบุคลิกภาพพวกนี้มาจากไหนกันล่ะ ได้มาตั้งแต่เกิด หรือว่าได้มาหลังเกิด เดี๋ยวมาคุยให้ฟังตอนหน้าครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-2421091579719917791?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/2421091579719917791/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/12/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/2421091579719917791'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/2421091579719917791'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='เกาะแกะ'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-8995143176516705739</id><published>2009-11-29T12:19:00.001-08:00</published><updated>2009-11-29T12:20:33.970-08:00</updated><title type='text'>อุ่น</title><content type='html'>ถ้าวันนึงมีคนมาเคาะประตู แล้วบอกว่า พี่ครับ ช่วยเลี้ยงข้าวผมหน่อยหิวเหลือเกิน คุณก็อาจจะอะหยวนๆ สงสารมันเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน&lt;br /&gt;แต่พออีกวันนึง มาเคาะประตูอีก แล้วบอกว่า พี่ครับ ช่วยเลี้ยงข้าวผมสามมื้อต่อวันหน่อยนะครับ แล้วก็หาที่นอนให้ด้วย ขอเสื้อผ้าให้ด้วย แล้วก็ขอหนังสือให้อ่าน เอิ่ม แต่พี่อาจจะไม่รู้ว่าผมชอบเสื้อผ้าแบบไหน ชอบอ่านหนังสืออะไร งั้นผมขอตังค์ใช้แทนละกันนะครับ ของี้สักยี่สิบปีก็พอครับ&lt;br /&gt;อุ้ย..งง... เอางี้เลยหรอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่จริงฟังดูแล้วไม่ค่อยน่าแปลกใจสักเท่าไรนะเนี่ย พอเกิดมาเราก็เคาะประตูขอพ่อแม่เราแบบนี้ทั้งนั้นเลย ผมคิดทีไรก็ยังงงอยู่ดีว่าผมจะทำใจเลี้ยงคนอีกคนนึงยี่สิบกว่าปีได้ยังไง (อาจจะมากกว่ายี่สิบปีด้วยซ้ำถ้าลูกขี้เกียจหางานทำ)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ตอนเกิดมาต้องการความดูแลจากใครสักคนนึง ไม่เหมือนเต่าที่แม่ไข่ไว้ตามหาดแล้วก็แฉล็บเดิน เชิดหน้าหนีไม่สนใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หื่ม... แปลกจังเรามักจะนึกว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่เหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่น แต่ว่าทำไมเวลาเราเกิดมาแล้วทำไมถึงไม่มีความสามารถที่จะเอาตัวรอดด้วยตัวเองได้ล่ะเนี่ย ที่จริงแล้วการที่เกิดมาช่วยตัวเองยังไม่ได้นี่แหละ ที่ทำให้มนุษย์น่าสนใจกว่าเต่่ากว่าปลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเราเกิดมาอย่างแรกที่เราต้องการคือความสนใจจากพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ก็ไม่อยู่ก็ร้องไห้ แหกปาก แต่ว่าหน้าที่ของนักจิตวิทยาคือพยายามศึกษาว่าอะไรเป็นต้นเหตุของพฤติกรรมที่เราเห็น ทำไมถึงร้องไห้แหกปากอย่างงั้นล่ะเนี่ย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่ม... ลองคิดกันง่ายๆ เด็กอาจจะคิดว่า อะจ้าก ถ้าพ่อแม่หนีไปฉันตายชัวร์เลย จะไปหานมกิน ข้าวกินยังไงน่ะเนี่ยก็เลยกลัว หื่ม... จริงเหรอเนี่ย มีนักจิตวิทยากลุ่มนึงสงสัยว่าอะไรกันแน่ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนยึดติดผูกพันกับพ่อแม่พี่เลี้ยงตอนยังเป็นเด็ก ทฤษฎีที่นักจิตพวกนี้ตั้งขึ้นมาเรียกว่าทฤษฎีการยึดติดผูกพัน (Attachment Theory) การทดลองแรกๆที่เกี่ยวกับทฤษฎีนี้มาจากห้องแล็บของนายแฮรี ฮาร์โลว (Harry Harlow) นายฮาร์โลวคิดว่าถ้าลองให้เด็กเลือกอยู่กับพ่อแม่ที่ให้แต่อาหารอย่่างเดียว แต่ไม่ให้ความรักความอบอุ่นเช่นไม่กอด ไม่อุ้ม ไม่ห่มผ้าให้ กับพ่อแม่ที่ให้ความอบอุ่นอย่างเดียว แต่ไม่ให้อาหารเด็กจะเลือกแบบไหน และจะส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็กในอนาคตยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายฮาร์โลวก็เลยจับเด็กมาให้เลือกระหว่างพี่เลี้ยงสองคน คนแรกให้ผ้าห่ม กอดรัด ให้ความรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย ส่วนพี่เลี้ยงอีกคนป้อนนมให้อย่างเดียว เด็กจะเลือกแบบไหน เอ...ฟังทะแม่งๆ ถ้าทำงี้กับคนจริง ก็แย่เหมือนกันนะเนี่ย กฎหมายเรื่องการเอามนุษย์มาทดลองที่เมกามันเคร่งมาก การทดลองแบบนี้ผิดกฎหมาย ทำไปถูกขังคุก นายโบวลบีเลยใช้ลูกลิงแทน เพราะว่าลิงใกล้กับคนมาก มีพฤติกรรมหลายอย่างที่เราศึกษาจากคนไม่ได้เพราะว่ามันโหดเกิน แต่ว่ากฎหมายปล่อยให้เราโหดกับลิงได้ เพราะฉะนั้นมีนักจิตบางกลุ่มที่ไม่ใช้คนในการทดลองเลยใช้ลิงเพื่อศึกษาคนนั่นเอง เดี๋ยวจะได้เห็นตัวอย่างอีกเยอะตอนพูดถึงประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายฮาร์โลวแย่งลูกลิงมาจากแม่จริงแล้วก็ฝากลิงไว้กับแม่เลี้ยงสองตัว แม่ตัวแรกทำมาจากผ้านุ่มๆซุกกอดแล้วก็รู้สึกอบอุ่นขยุ่นขยี้ ส่วนแม่อีกตัวทำจากลวดแต่ว่ามีขวดนมโผล่ออกมาทำให้เหมือนเต้านมลิง แต่ว่าแม่ทั้งสองตัวไม่ใช่ลิงแต่ว่าเอามาแต่งให้เหมือนลิง แบบรูปข้างล่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SxLXcLIlk6I/AAAAAAAABRU/DxKc8BKCMgs/s1600/harlowmonkeys.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 255px; height: 400px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SxLXcLIlk6I/AAAAAAAABRU/DxKc8BKCMgs/s400/harlowmonkeys.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5409622981450503074" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการทดลองก็เห็นๆกันอยู่ในรุปครับลิงชอบแม่ที่ทำจากผ้ามากกว่า ถึงแม้ว่าบางทีจะแฉล็บไปขโมยนมจากแม่อีกตัวนึงบ้างเป็นระยะๆ แต่ว่าพอมีเสียงดัง มีอะไรกระทบกรงหน่อย เจ้าลูกลิงก็จะกระโดดหาแม่ที่ทำจากผ้าทันที พอแกล้งเอาแม่ที่ทำจากผ้าไปซ่อน ลูกลิงก็คลั่งหาแม่ร้องไห้ ดูดนิ้ว วิ่งพล่านหาแม่ เพราะฉะนั้นทำให้เรารู้ว่าลูกลิงยึดติดผูกพันกับกับแม่ที่ให้ความอบอุ่น เพราะฉะนั้นเราจึงแอบสรุปไปได้ว่า ตอนเราเด็กๆที่เรายึดติดผูกพันกับพ่อแม่ไม่ก็พี่เลี้ยงก็เพราะว่าเราได้รับความรัก ความอบอุ่น ไม่ใช่เพราะว่าพ่อแม่พี่เลี้ยงหาข้าวให้กินเพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายฮาร์โลวยังไม่หยุดแค่นั้น นายคนนี้ยังสงสัยต่อไปอีกว่าทำไมลูกลิงถึงอยากได้ความรักความอบอุ่น ไม่ได้ก็ไม่ตายนิ่ แต่ว่าถ้าไม่ได้อาหารนี่ตายแน่นอน นายฮาร์โลวเลยเอาลิงมาอยู่กับแม่ที่ทำจากลวดเหล็กแล้วมีขวดนมติดไว้ แล้วมาดูว่าตอนโตมาแล้วจะเป็นยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฎว่าลูกลิงที่ขาดความอบอุ่นแต่เล็กๆ จะไม่ค่อยไปเล่นกับลิงตัวอื่นๆ ขี้กลัว เห็นอะไรก็จะหวาดระแวงไปหมด กินข้าวก็ไม่ค่อยลง แล้วก็ท้องเสียบ่อยกว่าลิงปกติด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลการทดลองจากนายฮาร์โลวเป็นการทดลองแรกที่พิสูจน์ว่าความรัก ความผูกพันในวัยเด็กนั้นสำคัญมากต่อการที่เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต ผมคิดถึงการทดลองนี้ทีไรก็รู้สึกจั๊กจี๋ใจขึ้นมาทุกทีเลย รู้สึกว่าโชคดีที่มากเกิดเติบโตมามีพ่อแม่รักผมประคบประหงมอย่างดีมาโดยตลอดมาเลย แล้วลองนึกถึงเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าสิครับ เด็กเหล่านั้นได้กินข้าวบ้าง ไม่ได้กินบ้างรึเปล่า อันนี้ผมไม่ทราบ แต่ว่าสิ่งที่ชัดเจนคือ เด็กเหล่านี้ไม่ได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่หรือพี่เลี้ยงหรือใครเลย ผลการทดลองนี้อาจจะช่วยสะท้อนว่าสังคมหยิบยื่นอะไรที่ขาดไปรึเปล่าสำหรับเด็กเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รักพ่อแม่มากๆนะครับ :)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-8995143176516705739?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/8995143176516705739/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/11/blog-post_29.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/8995143176516705739'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/8995143176516705739'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/11/blog-post_29.html' title='อุ่น'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SxLXcLIlk6I/AAAAAAAABRU/DxKc8BKCMgs/s72-c/harlowmonkeys.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-3575832975793944615</id><published>2009-11-13T18:32:00.001-08:00</published><updated>2009-11-14T08:06:47.316-08:00</updated><title type='text'>ห้าเจ้าพ่อ ตอนสาม</title><content type='html'>หลังจากนั่งเก็บข้อมูล ทำสถิติกันมาหลายสิบปี นักจิตวิทยาก็ได้เครื่องมือหลักในการวัดบุคลิกภาพเป็นที่เรียบร้อย เอ... งานวิจัยพวกนี้เป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้นเลยนิ่ จะวัดบุคลิกภาพคนทีนึงก็ต้องมานั่งแปลความ ตีความกัน ก่อนที่แบบสอบถามพวกนี้จะเอามาใช้แพร่หลายได้ นี่คือปัญหาหลักขององค์ประกอบทั้งห้า อย่าลืมว่าองค์ประกอบทั้งห้าเริ่มต้นมาจากนายกอร์ดอน ออลพอร์ทกล่าวว่าบุคลิกภาพนั้นต้องถอดรหัสออกมาจากภาษา ตอนนี้ถอดรหัสมาจากภาษาอังกฤษแล้ว ต้องมาถอดรหัสจากภาษาอื่นกันต่ออีก ตอนนี้ขอข้ามทวีปมาดูงานวิจัยบ้านเราดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอทบทวนอีกทีว่าแบบสอบถามนี้ได้มายังไง ได้มาจากการเอาคำจากดิกทั้งหมดมาย่อยให้เหลือ 17,000 คำ เสร็จแล้วย่อยลงมาให้เหลือน้อยกว่านั้นอีกโดยดูว่าคำไหนใช้บ่อยในชีวิตจริง แล้วทำแบบสอบถามขึ้นแล้วมาทดสอบกับคนทุกกลุ่มอายุ ทุกอาชีพ แล้วค่อยสรุปว่าแบบทดสอบนั้นมีมาตรฐานเชื่อถือได้จริง เฮ่อ ฟังแล้วก็น่าเหนื่อยแต่โชคดีครับว่าคนไทยไม่ต้องไปเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น เราไปหยิบแบบสอบถามที่ใช้วัดห้าเจ้าพ่อองค์ประกอบบุคลิกภาพมาจากฝรั่งเค้า ที่นิยมสุดก็คือ NEO-FFI (หลายคนคงเคยได้ทำกันในคาบแนะแนว) เสร็จก็เอามาแปลเลยครับ เอามาแปลให้ดีๆ เนี้ยบๆ เสร็จแล้วคราวนี้ก็ต้องเอามาทดสอบกับคนทุกกลุ่มทุกอายุ... แปลแบบสอบถามแป๊บเดียวก็เสร็จเพราะมีอยู่แค่ประมาณหกสิบข้อ แต่ว่าเก็บข้อมูลอันนี้น่าเหนื่อยครับ เพราะต้องไปหาคนมา แล้วก็ต้องหาเพื่อนๆ พ่อแม่ ผู้ปกครองมาอีก ตอนนี้ NEO-FFI มีแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วแต่ว่าการวิจัยยังดำเนินต่อไปครับ เพราะว่ายังเก็บตัวอย่างได้ไม่ครบ ไม่เต็มที่ อันนี้ก็ต้องรอกันต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วัดบุคลิกภาพ วัดไปทำไมกัน ไม่ได้วัดไปสนุกๆครับ เราอยากรู้ว่าบุคลิกภาพคนมีผลต่อชีวิตภายภาคหน้าของคนในด้านไหนบ้าง มากน้อยแค่ไหน ห้าเจ้าพ่อนี่เจ๋งมากครับเพราะว่าได้ผลออกมาเป็นตัวเลขคะแนนของแต่ละมิติ เพราะฉะนั้นสามารถเอามาดูเปรียบเทียบกับอย่างอื่นได้ เช่น มีคนเคยศึกษาว่า คนที่ได้คะแนนจาก Neuroticism (ความหวาดระแวง อารมณ์ไม่สม่ำเสมอ) สูง และคะแนนจาก Openness (ความเปิดอกเปิดใจ) ต่ำมีโอกาสเป็นโรคทางประสาทสูง เพราะฉะนั้นมีประโยชน์สำหรับพวกนักจิตวิทยาคลินิคไว้ตรวจคนไข้ได้ อีกตัวอย่างนึงก็คือคนที่ได้คะแนนจาก Conscientiousness (การรู้สติ รู้ผิดชอบ) สูงและ Openness สูงมีโอกาสประสบความสำเร็จทางการเรียนสูง อะไรอย่างงี้ ครูแนะแนวเลยสามารถเอามาใช้ได้ พวกนักบริหารทรัพยากรบุคคลก็เอาใช้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าชีวิตคนไม่ราบรื่นเสมอไป ต้องมีคนออกมาแย้ง คราวนี้ใครออกมาครับ แอ่นแอ๊น นักจิตวิทยาสังคมนั่นเอง มีนักจิตวิทยาสังคมนายนึงออกมาพูดว่า ..อื่ม ลองเดาสิว่าพูดว่าอะไร บุคลิกภาพวัดไม่ได้โดยตรง เพราะว่าบุคลิกภาพนั้นขึ้นอยู่กับคนรอบข้างและสถานการณ์รอบตัว เพราะฉะนั้นจะจับคนมานั่งทำแบบสอบถามแบบนี้ไม่เวิร์คแน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าลองคิดง่ายนะครับ คนทั้งโลกมีเยอะมาก แค่แบบสอบถามไม่กี่ข้อ จะแยกคนได้แค่ไหนกันเชียว แปลว่าอะไร แปลว่าถ้าเกิดจับคนมั่วๆ มาร้อยคนมาทำแบบสอบถามที่มีไม่กี่ข้อ ผลออกมาคือจะมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะได้คนที่มีบุคลิกภาพเหมือนกันเป๊ะสองคน สองคนจากร้อยคน อะโหยบ้าคลั่ง ถ้างี้ทั้งประเทศก็มีคนมีบุคลิกภาพเหมือนกับเราเป๊ะหกแสนกว่าคนเลยเรอะ ไม่ประหลาดไปหน่อยหรือเนี่ย เอแต่ว่าไอ้แบบสอบถามเนี่ยก็ทดสอบกันมาตั้งเยอะตั้งแยะนิ่หน่าไม่น่าจะผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปได้ก็คือว่า แบบสอบถามที่มาจากหลักขององค์ประกอบห้าเจ้าพ่อนั้นค่อนข้างหยาบอยู่ สามารถแยกคนได้ในระดับนึงแต่ว่าไม่ได้เยอะขนาดนั้นเพราะว่าบุคลิกภาพคนมันซับซ้อนมาก อิทธิพลของสถานการณ์ก็มากระทบอีก ทำให้เราต้องมาดูว่าบุคลิกภาพโต้ตอบกับสถานการณ์ยังไงบ้าง&lt;br /&gt;แล้วก็จุดอ่อนที่เห็นได้ชัดๆ ก็คือ แบบทดสอบนั้่นใช้ภาษาคน คนเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นจะตั้งใจตอบให้เป็นอีกทางนึงไปเลยก็ได้ ถึงแม้แถบด้านบนกระดาษจะเขียนว่า กรุณาตอบให้ตรงความจริงที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกนั้นคือข้อด้อยที่เราเห็นได้จากการเอาแบบสอบถามไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ถ้าเราตั้งคำถามใหม่ว่า บุคลิกภาพด้านต่างๆพัฒนาช่วงไหนของวัย อันนี้ฟรอยด์ยิ้มเลยครับ เพราะว่าทฤษฎีของฟรอยด์พูดตรงๆ เลยว่าบุคลิกภาพตอนโตได้มาจากไหน เพราะอะไร ตอนไหน แต่ว่าทฤษฎีของห้าเจ้าพ่อบอกอะไรไม่ได้เลยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกประเด็นก็คือ เด็กครับ เด็ก เด็กทารก เด็กแต่ละคนร้องไห้ไม่เท่ากัน ดื้อไม่เท่ากัน แสดงว่าเด็กมีบุคลิกภาพตั้งแต่เกิดมาแล้ว จะเอาอะไรมาวัดบุคลิกภาพล่ะเนี่ย เด็กยังพูดไม่ได้ อ่านไม่ออกเลย จะจับมาทำแบบสอบถามก็ไม่ได้ จะจับมาคุยลุงฟรอยด์ก็ยังคุยกันไม่รู้เรื่อง ตอนหน้าดูกันว่าเราจะศึกษาบุคลิกภาพเด็กกันได้ยังไง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-3575832975793944615?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/3575832975793944615/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/11/blog-post_13.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3575832975793944615'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3575832975793944615'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/11/blog-post_13.html' title='ห้าเจ้าพ่อ ตอนสาม'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-1394742070611095110</id><published>2009-11-04T15:16:00.001-08:00</published><updated>2009-11-04T15:16:56.491-08:00</updated><title type='text'>ห้าเจ้าพ่อ ตอนสอง</title><content type='html'>รู้สึกว่าตอนที่แล้วแอบรวบรัดตัดความไปนิดนึงว่าจู่ๆจับพลัดจับผลูมาเป็นห้าเจ้าพ่อ หรือชื่อตามหนังสือเรียกว่าองค์ประกอบทั้งห้า (Big Five หรือ Five Factors) ตอนนี้จะขอถอยหลังกลับนิดนึงครับ กลับไปยุคที่นักจิตวิทยาเริ่มหยิบๆคำจาก 17,000 คำมาย่อยๆ ให้มันเป็นเหลือน้อยลง แล้วทำแบบทดสอบขึ้นมา แบบทดสอบก็ถามง่ายๆว่า ในแต่ละคำต่อไปนี้ คุณคิดว่าตรงกับบุคลิกภาพของคุณมากแค่ไหน เพื่อจะทดสอบว่าแบบทดสอบน่าเชื่อถือได้แค่ไหนก็ต้องให้ลองทำแบบทดสอบหลายๆครั้ง แล้วดูว่าผลออกมามันเหมือนเดิมรึเปล่า แต่ว่าทำอย่างนั้นไม่ได้สิ เพราะว่าสมมติเราทำแบบทดสอบไปแล้ว ให้ทำอีกทีก็แอบจำคำตอบได้ ผลออกมาก็ต้องเหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นวิธีที่นักจิตวิทยาบุคลิกภาพชอบมากคือให้เพื่อนฝูง เจ้านาย พ่อแม่ จิตแพทย์ประจำตัว ลองทำแบบทดสอบด้วย แล้วดูว่าผลออกมาตรงกับเจ้าตัวมั้ย แล้วก็ลองทำแบบนี้กับคำหลายๆกลุ่ม ตาสี ตาสา ช่างก่อสร้าง แม่ค้าตลาด นักเรียน ทหาร ตำรวจ และอื่นๆ อีกมาก นักจิตวิทยากลุ่มนี้เก็บข้อมูลมาเป็นตั้งๆ เยอะๆ ทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่มตอนนี้มีข้อมูลเยอะแยะใส่ในคอมพิวเตอร์ (เทคโนโลยีใหม่ของยุค) แล้วทำยังไงต่อล่ะ มีนักจิตวิทยาอีกสาขาที่เรียกว่า นักจิตวิทยาเชิงคำนวณ (Quantitative psychologists) ที่คอยคิดเทคนิควิธีทางสถิติที่จะมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางจิตวิทยาโดยเฉพาะ มีนักจิตเชิงคำนวณกลุ่มนึงคิดค้นวิธีที่ชื่อว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบแฝง (Factor analysis) เป็นวิธีการที่ใช้พวกทฤษฎีเมทริกซ์ (Matrix theory) ลองยกตัวอย่างดีกว่าว่านักจิตบุคลิกภาพเอามาใช้วิเคราะห์ข้อมูลกองเบ้อเริ่มยังไง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอเดียแรก ก็คือคนมีความหลากหลาย คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน(คนมีบุคลิกภาพเป็นของตัวเอง) เราอยากรู้ว่าคำถามไหนสามารถช่วยแยกแยะคนออกจากกันได้ ถ้าแบบสอบถามแยกแยะคนไม่ได้ แล้วจะให้ทำไปทำไมตัวเองนั่งทำเองอยู่บ้านก็ได้คำตอบเหมือนกับให้คนอื่นทำ ทั้งๆที่บุคลิกภาพของเรากับของคนอื่นต่างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไอเดียที่สอง ก็คือความหลากหลายของคนสามารถแยกออกมาได้เป็นองค์ประกอบย่อยๆ เราอยากรู้ว่าคำถามไหนแยกแยะคนในมิติเดียวกัน ว่าง่ายๆ ก็คือคำถามที่แยกคนในมิติเดียวกันมีองค์ประกอบของความหลายหลายเดียวกัน เช่น ถ้ามีสี่คำถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณชอบทักษิณมากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;คุณชอบกินไอติมมากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;คุณชอบกินคุกกี้มากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;คุณชอบสนธิมากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามที่ 1 กับ 4 มีอำนาจในการแยกแยะคนในมิติของการเมือง เพราะดูคำตอบแล้วเราแยกแยะคนในองค์ประกอบของความคิดเห็นทางการเมืองของคนกลุ่มนั้น&lt;br /&gt;คำถามที่ 2 กับ 3 มีอำนาจในการแยกแยะคนในมิติของขนมหวาน เพราะดูคำตอบแล้วเราแยกแยะคนในองค์ประกอบของความคิดเห็นทางความหวานของคนกลุ่มนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นคือสองไอเดียหลักของการแยกองค์ประกอบ เทคนิคนี้ช่วยให้เรารู้ว่าคำถามไหนบ้างมีอำนาจในการแยกแยะคนในมิติเดียวกัน แล้วก็สามารถแยกแยะคนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นถ้าใช้เทคนิคนี้กับข้อมูลที่ได้มาจากการให้คนตอบแบบสอบถามทางจิตวิทยาที่เราเก็บมา เราก็จะรู้ว่าคำศัพท์คำไหนบ้างในแบบสอบถามที่แยกแยะคนในมิติเดียวกับ มีอำนาจในการแยกแยะคนมากแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปรากฎว่าจากคำศัพท์ตั้งเยอะตั้งแยะเราสามารถแยกออกมาได้เป็นห้าองค์ประกอบที่สามารถอธิบายความหลากหลายของบุคลิกภาพคนได้ ห้าองค์ประกอบนั้นก็คือห้าเจ้าพ่อที่เรารู้ๆกันนั่นเอง จากนั้นมาก็มีนักจิตหลายกลุ่มที่ทดสอบแบบสอบถามทางจิตวิทยาของตัวเองแล้วลองใช้การแยกองค์ประกอบ แล้วก็ได้ห้าเจ้าพ่อ ทำกี่ทีๆ กี่แบบก็ได้ห้าเจ้าพ่อ ทำให้เรารู้ว่าองค์ประกอบหลักๆของบุคลิกภาพคนสามารถแยกออกมาได้ห้าองค์ประกอบครับผม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่มฟังดูดี แต่ว่าทุกอย่างในโลกมีข้อเด่น ข้อด้อย ตอนหน้ามาดูกันว่าทำไมคนถึงใช้ห้าเจ้าพ่อกันเยอะแยะ แต่ว่าไม่เยอะขนาดนั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-1394742070611095110?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/1394742070611095110/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/11/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/1394742070611095110'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/1394742070611095110'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/11/blog-post.html' title='ห้าเจ้าพ่อ ตอนสอง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-7424808866721738126</id><published>2009-10-26T22:19:00.000-07:00</published><updated>2009-10-26T22:20:56.798-07:00</updated><title type='text'>ห้าเจ้าพ่อ</title><content type='html'>ความพยายามที่จะค้นหา แกะ ชำแหละบุคลิกภาพมนุษย์ยังคงดำเนินต่อไป ตั้งแต่ทฤษฎีของฟรอยด์ ไปถึงแต้มหมึกรอชแชช ดูเหมือนนักจิตไม่ค่อยพอใจกับงานศึกษาด้านบุคลิกภาพซะเลย เลยมีนักจิตอีกคนยังไม่ยอมถอยครับ ชื่อว่านายกอร์ดอน ออลพอร์ท (Gordon Allport) นายกอร์ดอนคิดได้ว่าไม่ว่าจะใช้ทฤษฎีไหนก็ตามในโลกที่พยายามจะอธิบายลักษณะนิสัยบุคลิกภาพคนก็ต้องใช้คำศัพท์ขึ้นมาอธิบาย ไม่ว่าจะเป็นเห็นแก่ตัว บ้า มองโลกในแง่ร้าย ติงต๊อง ต้องใช้คำทั้งนั้น ว่าง่ายๆคือ ภาษากับบุคลิกภาพเป็นของที่คู่กันกับมนุษย์ เพราะฉะนั้นภาษาจะต้องเป็นสิ่งที่แปลรหัสบุคลิกภาพของมนุษย์ ข้อสังเกตอันนี้ชื่อว่า สมมติฐานพจนานุกรม (Lexical hypothesis) นายกอร์ดอนเลยคิดว่าการวัดผลทางบุคลิกภาพนั้นก็เป็นแค่การหาคำที่เหมาะสมมาใช้อธิบายบุคลิกภาพแค่นั้นเอง คำศัพท์ทุกคำของมนุษย์นั้นอยู่ในพจนานุกรม ถึงแม้มันจะมีเยอะเหลือเกิน แต่ว่าถ้าเราศึกษามันทุกคำ เราจะต้องเข้าใจบุคลิกภาพมนุษย์ได้แน่ๆ เลย เอแต่ว่าถ้ามานั่งทำเองคนเดียวคงไม่ไหว ทำยังไงดีนะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันรุ่งขึ้น นายกอร์ดอนเดินไปซื้อพจนานุกรมมา แล้วเอามาแจกให้นักเรียนปริญญาเอกในอาณัติ นักเรียนปริญญาเอกพวกนั้นก็งงกันใหญ่อะไรวะเนี่ย คิดว่าพวกเราอ่านหนังสือไม่ออกหรือยังไงกันเลยเอาพจนานุกรมมาให้ เพี้ยนรึเปล่าเนี่ย แต่ว่าหารู้ไม่ชะตากรรมของนักเรียนปริญญาเอกน่าสงสารเหล่านั้นดูไม่ค่อยดีเอาเสียเลย วันนั้นนายกอร์ดอนบอกว่าให้นักเรียนปริญญาเอกไล่คำศัพท์จากเอถึงแซด แล้วไว้ลอกคำศัพท์ที่สามารถอธิบายบุคลิกภาพในภาษาอังกฤษทุกคำแล้วเอาส่ง ไม่งั้นจะไม่ให้จบเอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันแล้ววันเล่าปีแล้วปีเล่า นักเรียนเหล่านั้นไล่คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เก้าแสนกว่าคำ เพื่อหาคำบรรยายบุคลิกภาพ นับออกมาแล้วได้ หนึ่งหมื่นเจ็ดพันคำด้วยกัน หลังจากผมได้ฟังเรื่องนี้แล้ว ก็รู้สึกเสียวสันหลังเหมือนกันตอนสมัครปริญญาเอก เพราะไม่รู้ว่าอาจารย์จะให้ทำอะไรบ้าง...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายกอร์ดอนก็รู้สึกปลาบปลื้มดีใจมากว่าได้คำทุกคำที่น่าจะสามารถแกะรหัสบุคลิกภาพมนุษย์ได้ แต่... เฮ้ย หมื่นเจ็ดพันก็เยอะอยู่นะเนี่ยจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย... นายกอร์ดอนก็ทำอะไรไม่ค่อยถูกเหมือนกันก็ได้แต่หยิบเอาคำโน้นคำนี้มาจับเป็นกลุ่มๆ แล้วก็ตีความไปว่ากลุ่มคำศัพท์พวกนั้นสามารถใช้วัดบุคลิกภาพคนได้ แยกแยะคนตามกลุ่มบุคลิกภาพไปได้ แต่ว่าไม่ค่อยมีใครยอมรับเท่าไร เพราะว่าเล่นหยิบคำศัพท์มาตามใจชอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นมาคำศัพท์หมื่นเจ็ดพันคำพวกนั้นก็แพร่ระบาดที่นักจิตมีเยอะเชียว นักจิตก็พวกนี้ก็ใช้วิธีเดิมๆ หยิบคำมั่วๆ มาจับกลุ่ม ทำอะไรคล้ายๆกันนี้สักประมาณสามสิบ สี่สิบปีได้ จนกระทั่งมาถึงยุคนึงที่การศึกษาบุคลิกภาพมนุษย์เริ่มไฮเทคขึ้น เริ่มเป็นระบบมากขึ้น และสามารถทำอะไรถึกๆได้มากขึ้นโดยไม่ต้องให้นักเรียนปริญญาเอกมานั่งเปิดดิกไล่หาคำศัพท์ มีนักจิตรายนึงคิดวิธีทางสถิติที่จับเอาภาษาของคนจริงในหนังสือพิมพ์ หนังสือนิยาย นิตยสารมารวมกันกับคำศัพท์หมื่นเจ็ดพันคำ รวมกับข้อมูลจากแบบสอบถามเก่าๆ ที่นักจิตคนก่อนๆเก็บไว้คร่ำครึ จับทั้งหมดนี้ยัดใส่คอมพิวเตอร์คำนวณออกมาปรากฎว่ามีคำศัพท์อยู่ ห้ากลุ่มใหญ่ด้วยกันที่อำนาจในการแยกแยะบุคลิกภาพมนุษย์ได้ เรียกว่า Big Five หรือ ห้าเจ้าพ่อ เจ้าทั้งห้านั้นก็คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;Openness ความเปิดใจ เปิดอก&lt;br /&gt;Conscientiousness การรู้สติ รู้สำนึก&lt;br /&gt;Extraversion การเข้าสมาคม เข้าสังคม&lt;br /&gt;Agreeableness ความน่ารัก น่าคบ&lt;br /&gt;Neuroticism การหวาดวิตก หวาดระแวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นี่นับว่าเป็นหนึ่งในผลงานยิ่งใหญ่ของวงการจิตวิทยาก็ว่าได้ครับ นักจิตกลุ่มนี้เอาคำที่อยู่ในห้าเจ้าพ่อมาทำเป็นแบบสอบถามจิตวิทยา โดยทฤษฎีของแบบสอบถามนี้ต่างจากแบบทดสอบแต้มหมึกกับวิธีของฟรอยด์ตรงที่ว่าทฤษฎีนี้คิดว่าบุคลิกภาพเป็นสิ่งที่คนสามารถเข้าถึงได้โดยที่ยังรู้สึกตัวอยู่ ไม่ต้องล้วงเข้าไปในจิตไร้สำนึกที่เรายังไม่ค่อยแน่ใจด้วยซ้ำว่ามีจริงรึเปล่า แบบสอบถามนี้ก็ตรงไปตรงมาครับ ก็ถามกันตรงๆว่า คุณคิดว่าคำแต่ละคำตรงกับบุคลิกภาพของคุณมากแค่ไหนหรืออะไรประมาณนั้น  จากนั้นก็เอาใส่คะแนนว่า บุคลิกภาพของคนนั้นตรงกับแต่ละเจ้าพ่อ ในห้าเจ้าพ่อได้มากน้อยแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ห้าเจ้าพ่อก็ยังไม่วายโดนจับตามองครับ ตอนหน้ามาดูต่อกันว่าทำไมห้าเจ้าพ่อถึงกลายทฤษฎีใหญ่ยักสมชื่อจนถึงทุกวันนี้ แต่ละเจ้าพ่อมันแปลว่าอะไร ใช้ได้จริงรึเปล่า ตอนหน้าครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-7424808866721738126?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/7424808866721738126/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/10/blog-post_26.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/7424808866721738126'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/7424808866721738126'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/10/blog-post_26.html' title='ห้าเจ้าพ่อ'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-7075407254427849601</id><published>2009-10-19T10:34:00.000-07:00</published><updated>2009-10-19T10:35:50.235-07:00</updated><title type='text'>แต้มหมึก</title><content type='html'>ย้อนไปเมื่อ หกปีที่แล้ว ผมเพิ่งเรียนจบม.หก แม่ผมตระเตรียมเอกสารอยู่ปึกนึง จับผมขึ้นรถแล้วบึ่งไปโรงพยาบาลบ้า พอถึงแล้วผมถูกขังอยู่ในห้องกับนักจิตวิทยาคนนึง นักจิตคนนั้นก็ให้ผมดูภาพๆ นี้ แล้วถามว่าเห็นอะไรบ้าง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/StyjU1dHi-I/AAAAAAAABQc/POG7uI9DQwI/s1600-h/Rorschach_blot_01.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 262px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/StyjU1dHi-I/AAAAAAAABQc/POG7uI9DQwI/s400/Rorschach_blot_01.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5394366032024931298" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่ม... ซุปเปอร์ไซย่า ต้นไม้ ต้นหญ้า ปูนึ่ง หมี ปอด แล้วให้ภาพอื่นมาแล้วก็ถามคำถามเดียวกันภาพอื่นๆ ที่ดูแล้วไม่ค่อยจะเห็นอะไรมีความหมายเท่าไร เสร็จแล้วผมเดินออกจากห้องตรวจ แล้วนักจิตนั้นก็บอกว่าผมผ่านการทดสอบทางจิตวิทยา ให้เอาเอกสารไปยื่นให้กอพอ เตรียมตัวรับทุนไปเรียนได้ สองปีต่อมาแต้มหมึกมั่วๆ ที่ผมเห็นเมื่อตอนนั้นก็มาปรากฎบนสไลด์ในวิชาจิตวิทยาเบื้องต้นตอนปีหนึ่ง ภาพแต้มหมึกที่ว่านั้นเรียกว่า แบบทดสอบแต้มหมึกรอชแชชตามชื่อเจ้าของแบบทดสอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต้มหมึกรอชแชชคือผลจากความพยายามและหยาดเหงื่อแรงงานของนักจิตวิทยาบุคลิกภาพที่พยายามจะเรียนรู้บุคลิกภาพของคน รวมถึงโรคจิตที่เกิดจากบุคลิกภาพที่คนไม่ปรารถนา แต่นายซิกมันด์ ฟรอยด์ไม่ได้มาเกี่ยวอะไรครับ เลยไม่มีอวัยวะเพศของใครมาเกี่ยวข้อง แต่ว่าหลักมันเหมือนกันตรงที่ว่าต้องการให้คนปล่อยบุคลิกภาพของมาโดยทางอ้อม ทฤษฎีของนายฟรอยด์ให้คนปล่อยบุคลิกภาพบอกมาโดยให้พูดถึงความปรารถนาที่ไม่สมหวังในวัยเด็ก หรือก็ตามที่ถูกเก็บกดไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าหลักของแบบทดสอบแต้มหมึกคือให้คนมองภาพที่ไม่มีโครงสร้างชัดเจน รายละเอียดครุมเครือ แล้วให้คนปล่อยบุคลิกภาพออกมาการตีความภาพนั่นเอง นักจิตวิทยาก็จะจดคำตอบไว้ แล้วก็เอาไปวิเคราะห์ นายรอชแชชก็ทำแต้มหมึกที่คล้ายๆกันนี้มาเยอะแยะเลย แล้วก็เก็บข้อมูลจากคนปกติ และคนไข้ แล้วเลือกออกมาสิบภาพที่เค้าคิดว่าสามารถเอามาใช้วินิจฉัยบุคลิกภาพคนได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้คนสงสัยกันว่าเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ยังไง วิธีวิเคราะห์นั้นซับซ้อนมากต้องให้คนมาฝึกฝนเป็นปีถึงจะใช้แบบทดสอบนี้ได้ถูกต้อง สรุปก็คือผมก็ไม่ค่อยรู้เหมือนกัน แต่ว่าหลักๆก็คือ แต่ละภาพจะมีสื่งที่นำมาใช้พิจารณาต่างๆกันไป บางทีก็ให้นับว่าคนที่ตอบคำถามให้คำตอบมากี่ข้อ อะไรอย่างงี้เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่คือให้นักจิตวิทยาตีความคำตอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักจิตวิทยาใช้แบบทดสอบนี้กันมาเกือบร้อยปีแล้วครับ ถือว่าน่านับถือทีเดียว แต่ว่ามีนักจิตวิทยาหลายกลุ่มที่คิดว่าแบบทดสอบนี้เป็นวิทยาศาสตร์จอมปลอม เกณฑ์ที่คนใช้ตัดสินความเป็นวิทยาศาสตร์ก็คือ ถ้าทำการทดสอบซ้ำๆแล้ว จะต้องได้ผลการทดสอบเดิมเป็นส่วนใหญ่ แต่ปรากฎว่าบางทีผลการทดสอบจากนักจิตวิทยาคนละคนกันบางทีให้ผลออกมาไม่เหมือนกัน เพราะว่าผลการทดสอบเกิดจากการให้นักจิตวิทยามานั่งแปลความ ผลมันก็เลยออกมาแกว่งไปแกว่งมา ไม่ค่อยคงเส้นคงวาเท่าไร ประเด็นนี้พวกนักจิตวิทยาก็ยังตบตี ถกเถียงกันต่อไป &lt;br /&gt;อ่าแต่ก็เป็นไปได้ว่านักจิตวิทยาคุณภาพมันไม่เท่ากันทุกคนนิ่ คนที่มันไม่ค่อยเก่งอาจจะตีความได้ไม่โดนเท่านักจิตวิทยาตัวจริงก็เป็นได้ แต่ว่ามีอีกสาเหตุที่นักจิตบางกลุ่มคิดว่าไอ้แต้มหมึกนี่เป็นวิทยาศาสตร์เทียม ชัดๆว่าถ้าแบบทดสอบนี้ดีจริง ผลวินิจฉัยจะต้องถูกต้อง คิดง่ายๆ ก็คือถ้านำคนไข้โรคจิตมาทำการทดสอบนี้ ผลการทดสอบต้องบอกว่าคนๆนี้เป็นคนไข้จริงๆ ปรากฎว่าผลการทดสอบมันเชื่อถือไม่ค่อยได้เท่าไร เพราะว่าบางทีผลออกมาไม่ถูกต้อง แต่ว่าประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ตบตีถกเถียงกันต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าแบบทดสอบนี้ไม่เหมือนกับดูดวงในสนุกดอทคอม หรือควิซในเฟสบุ๊ค ผลจากแบบทดสอบแต้มหมึกนี้ถูกเอามาใช้ในชั้นศาล ถ้าตอนนั้นนักจิตคนนั้นบอกว่าผมมีอาการทางจิต เท่านั้นแหละผมอาจจะหมดสิทธิรับทุนรัฐบาลเลยก็ได้ อ่าแต่นั่นอาจจะไม่สำคัญเท่าไร ผมอดมาทุนประเทศชาติก็คงไม่ได้เจริญน้อยลงหรือแย่ลง แต่ว่าถ้านักจิตใช้แบบทดสอบนี้วินิจฉัยผุ้ต้องหา แล้ววินิจฉัยผิด บอกว่าผู้ต้องหามีอาการจิต คราวนี้ถือว่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวลไป ซือกงเห็นแล้วกลุ้มใจ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังไม่พอครับ ตำราวิธีการวิเคราะห์ผลการทดสอบนั้นสามารถหาซื้อตามแผงหนังสือแถวบ้านทั่วไป ถ้าเกิดคนธรรมดาไปซื้อมาอ่าน แล้วตอบแบบทดสอบเพื่อแกล้งเป็นคนมีอาการทางจิตก็เป็นไปได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปก็คือนักจิตบางกลุ่มเห็นว่าแบบทดสอบนี้ยังมีรอยรั่วอยู่เยอะเลยไม่คิดเอามาใช้ แต่ว่านักจิตบางกลุ่มยังใช้อยู่เป็นชีวิตจิตใจ อันนี้ก็ยังต้องถกเถียงกันต่อไปครับ ผมจะพูดถึงแบบทดสอบแต้มหมึกอีกที ตอนที่เราพูดถึงจิตวิทยาคลินิก ตอนต่อไปมาดูกันต่อครับว่านักจิตจะงัดไม้ตายไหนมาตรวจสอบบุคลิกภาพคนอีก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-7075407254427849601?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/7075407254427849601/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/10/blog-post_19.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/7075407254427849601'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/7075407254427849601'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/10/blog-post_19.html' title='แต้มหมึก'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/StyjU1dHi-I/AAAAAAAABQc/POG7uI9DQwI/s72-c/Rorschach_blot_01.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-7336621190462048637</id><published>2009-10-13T23:34:00.000-07:00</published><updated>2009-10-13T23:35:33.384-07:00</updated><title type='text'>การผจญภัยของน้องแน็ต (จู๋ จิ๋ม และซิกี ตอนสอง)</title><content type='html'>สมมติเพื่อนข้างบ้านคลอดลูกพอดี ชื่อว่าน้องแน็ต น้องแน็ตเกิดมาในครอบครัวบ้านๆ ที่อาศัยอยู่น่าปากซอยบ้านคุณ น้องออกมากลิ้งเล่นบนเปล และเกิดสงสัยว่าเอ... กว่าจะโตเป็นผู้ใหญ่จะต้องเผชิญอะไรบ้างนะ... โชคร้ายว่าน้องแน็ตเป็นคน การที่โตจากคนตัวเล็กๆ เป็นคนตัวใหญ่ๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มาดูกันดีกว่าน้องแน็ตจะต้องเผชิญกับอะไรบ้างกว่าโตขึ้นมาได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แน่นอนตามหลักของลุงซิกี ฟรอยด์ น้องแน็ตต้องเผชิญกับจู๋และจิ๋ม เริ่มกันเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลุงซิกีตั้งทฤษฎีการพัฒนาทางเพศและจิต โดยอาศัยหลักที่ว่าการพัฒนาทางเพศและจิตนั้นเป็นของคู่กัน และการพัฒนาการนี้มีอยู่ห้าระดับด้วยกัน ว่าง่ายๆ คือ แต่ละระดับและช่วงวัยน้องแน็ตจะมีเริ่มหมกมุ่นในวัตถุของความสุขที่ต่างๆกันไป ถ้าไม่ได้รับความสุขในระดับนั้นๆ การพัฒนาการของน้องแน็ตจะถูกตรึงเอาไว้้ในระดับนั้น (fixation) ความขัดแย้งขัดเคืองในใจก็จะซุกอยู่ในจิตไร้สำนึกและจะโผล่ออกมาในรูปของนิสัยที่พิลึกๆ มาดูกันเลย  เพราะฉะนั้นน้องแน็ตจะโตขึ้นมาเป็นยังไงก็อยู่กับการพัฒนาในช่วงระดับต่างๆ นั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระดับแรกคือระดับปาก (oral phase) น้องแน็ตชอบเอาของเข้าปาก กัดเล็บ ดูดขวดนม หรือ ดูดนมจากเต้าของแม่เมามันส์มาก ในช่วงระดับนี้น้องแน็ตต้องการที่จะเรียนรู้ว่าเราไม่สามารถได้สิ่งที่อยากได้เสมอไป ถ้าสังคมตามใจน้องแน็ตมากๆ ในช่วงนี้มากๆ เช่น ร้องเมื่อไรก็ให้ขนม น้องแน็ตจะถูกตรึงในระดับปาก (oral fixation) โตขึ้นมาก็จะมีนิสัยเอาแต่ใจ ถ้าสังคมไม่ยอมตามใจเด็กในระดับที่เหมาะสม เช่น นมก็ไม่ให้กิน ไม่ยอมให้ของเล่นมากับขบเล่น น้องแน็ตก็จะถูกตรึงในระดับปากเช่นกัน พอโตขึ้นมาจะมีนิสัยชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง สูบบุหรี่ หรือกินจุ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอน้องแน็ตโตมาได้ขวบกว่า น้องแน็ตต้องเผชิญด่านต่อไป ด่านที่สองคือระดับตูด (anal phase) ช่วงนี้น้องแน็ตเริ่มเบื่อเอาของเข้าปากกัดเล่นแล้ว น้องแน็ตหันมาเล่นตูดเล่นขี้แทน อื้อมันเหลืองข้นหนีบสะใจเหลือเกินอะโหย พ่อแม่น้องแน็ตก็เริ่มส่ายหัวพยายามให้น้องแน็ตเลิกเล่นขี้ เพราะฉะนั้นพ่อแม่เลยพยายามสอนน้องแน็ตใช้ห้องน้ำให้ถูกต้อง ขี้ให้ถูกที่ และก็พยายามให้เลิกเล่นขี้ ถ้าพ่อแม่จู่ๆหักดิบไม่ให้เล่นขี่้ หรือด่าน้องแน็ตไม่เหลือซาก ตอนที่น้องแน็ตพยายามทำใจให้หย่าการเล่นขี้ให้ได้ น้องแน็ตก็จะตรึงอยู่ในระดับตูด (anal fixation) โตขึ้นมาจะมีนิสัยเรื่องมาก เจ้าระเบียบ ในทางกลับกันถ้าพ่อแม่ไม่ค่อยสนใจปล่อยให้เล่นขี้ไปซะงั้น น้องแน็ตโตขึ้นมาก็เล่นขี่้เหมือนเดิม... เอ้ยไม่ใช่ โตมาก็จะมีนิสัยรกรุงรัง ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ดูแลความสะอาด ซุ่มซ่ามเบ๊อะบ๊ะ แต่ถ้าพ่อแม่พยายามช่วยน้องแน็ตปรับตัว ใช้ห้องน้ำได้ถูกต้อง น้องแน็ตก็จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ควบคุมตัวเองได้ บันยะบันยังได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้น้องแน็ตเริ่มโตขึ้นมาแล้ว ประมาณสามขวบกว่า ระดับที่สามคือระดับจู๋ ใช่แล้วครับจู๋ในความหมายชาวบ้านๆ นี่แหละ น้องแน็ตเริ่มเล่นจู๋ อะโหยสนุกเหลือเกิน เริ่มเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นผู้ชาย และมีจู๋ และจู๋สามารถตั้งแข็งขึ้นมาได้ น้องแน็ตช่วงนี้เริ่มอยากได้แม่มาครอบครองคนเดียว ก็เลยอิจฉาพ่อเพราะพ่ออยู่กับแม่ นอนกับแม่ตลอดเลย ปมปัญหานี้เรียกว่า ปมเอดิปัส (Oedipus complex) ปัญหาจริงๆ ก็คือพ่อตัวใหญ่แข็งแรงเหลือเกิน แย่งแม่มาจากพ่อไม่ไหว เลยกลัวไปอีกว่าพ่อจะมาตัดจู๋ทิ้ง ถ้าถูกตัดจู๋ ก็ไม่รู้จะเล่นกับอะไร อดสืบพันธุ์อีกต่างหาก น้องแน็ตเลยหวาดวิตกมากไม่รู้ทำไงดี เลยพยายามทำให้พ่อเป็นต้นแบบ และเรียนรู้ลักษณะนิสัยต่างๆจากพ่อ เพื่อให้ตนเองพ้นจากการถูกตัดจู๋ ถ้าเกิดปมนี้ไม่ถูกแก้ เหะเหะมุขเดิม น้องแน็ตจะถูกตรึงในระดับจู๋ พอโตขึ้นมาก็จะมีนิสัยหยิ่งผยอง เพื่อชดเชยกับการที่ไม่ได้แม่มาครองในช่วงระดับจู๋&lt;br /&gt;เอ แต่ถ้าน้องแน็ตเป็นผู้หญิงล่ะ ผู้หญิงไม่มีจู๋ล่ะ จะมีปมอะไรบ้างมั้ย คำตอบคือ มี เรียกว่าปมอิเล็กตรา เด็กผู้หญิงก็อยากได้แม่มาครอบครองแต่เพียงผู้เดียวเหมือนกัน แต่ว่าเด็กผู้้หญิงไม่มีจู๋เลยคิดว่าคงเอาแม่มาครองคนเดียวไม่ได้ถ้าไม่มีจู๋ เลยเกิดอิจฉาจู๋พ่อขึ้นมา เด็กผู้หญิงเลยแก้ปัญหาโดยพยายามทำให้แม่เป็นต้นแบบ เพราะว่าแม่ก็ไม่มีจู๋เหมือนกัน แต่ว่าเด็กห่างเหินแม่ ไม่มีโอกาสได้เห็นแม่เป็นแบบอย่างก็จะถูกตรึงไว้ โตขึ้นมาก็จะร่านอยากได้จู๋ นอนกับผู้ชายไม่เลือก หรือไม่ก็พยายามทำให้ตัวเองเหนือกว่าผู้ชายให้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เฮ่อ น้องแน็ตบอก...เหนื่อยโว้ยไหนจะห้ามไม่ให้เล่นขี้ ไหนจะกลัวถูกตัดจู๋ ลุงซิกีเลยให้น้องแน็ตพักนิดนึง ระดับต่อไปคือระดับเฉื่อย ใช่แล้วครับ ระดับเฉื่อย ช่วงนี้น้องแน็ตได้ปิดเทอมนิดนึง ก่อนที่จะก้าวสู่ระดับต่อไป ในระดับเฉื่อยไม่มีปมประหลาดอะไรให้น้องแน็ตต้องแก้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น้องแน็ตสิบขวบเลย เหลือด่านสุดท้าย นั่นก็คือระดับความต้องการทางเพศ เฮ่อเพศอีกแล้ว แต่ว่าคราวนี้น้องแน็ตโตแล้ว ความคิดอ่านเริ่มถูกควบคุมโดยอีโกได้เต็มที่ แต่ว่าระดับสุดท้ายนี้น้องแน็ตต้องพยายามเริ่มไม่พึ่งพาพ่อแม่ และพยายามเสาะแสวงหาความสุขทางเพศจากคนรอบๆตัว แต่ว่าน้องแน็ตเริ่มโตแล้วความสุขทางเพศไม่ได้มาจากการนอนกับผู้หญิงที่โรงเรียนแต่อย่างเดียว ความสุขนั้นมาจากการที่เพื่อนที่โรงเรียนยอมรับ เพื่อนฝูงรักใคร่ ถ้าเกิดไม่ได้ระดับการยอมรับจากเพื่อนๆที่โรงเรียนหรือคนอื่นในสังคม น้องแน็ตโตขึ้นมาก็จะมีชีวิตรักที่กระท่อนกระแท่น เป็นคนเย็นชา หรือไม่ก็กลายเป็นคนไร้สมรรถภาพทางเพศหรือนกเขาไม่ขันไปซะงั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่ม... จบแล้ว &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ ฟังดูทะแม่งๆ ทำไมคราวนี้ไม่เห็นมีการทดลองอะไรเลย ทฤษฎีพวกนี้มาจากไหน นายซิกีเอาเด็กมาจับไว้แล้วลองห้ามพ่อแม่สอนลูกใช้ห้องน้ำ แล้วมาวัดนิสัยกันตอนโตอย่างงั้นเรอะ ไม่ได้ๆๆ ทำแบบนั้นไม่ได้เพราะว่ามันผิดหลักศีลธรรม เอาเด็กมาทดลองแบบนั้นไม่ได้ เอ...แล้วนายซิกีไม่นั่งเทียนเอาทฤษฎีประหลาดมาจากไหนเนี่ย คำตอบก็คือ ใช่แล้วครับนายซิกีนั่งเทียนเอา คือหลักฐานจากประสบการณ์นั่งฟังคนไข้ที่เข้ามาปรึกษามาเล่าให้ฟัง แล้วก็ตีความเอามาเป็นหลักการทฏษฎีซะงั้น แต่ว่าทฤษฎีนี้มันเหมือนฟังนิทานโป๊ ฟังแล้วสนุกดีก็เลยฮิตติดชาร์ทไป นักจิตวิทยาสมัยใหม่เลิกศึกษาทฤษฎีของนายซิกีไปเรียบร้อยแล้ว เพราะว่ามันไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์เอาซะเลย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่ามีนักวิชาการกลุ่มนึงครับที่นิยมประยุกต์หลักของนายซิกีอยู่เรื่อยๆ คนกลุ่มนั้นคือนักวิชาการด้านมนุษยศาสตร์ครับ เช่นลองอ่านหนังสือวรรณกรรมแล้วลองมาวิเคราะห์นิสัยตัวละครโดยใช้หลักพัฒนาการทางเพศและจิต เช่น ตัวละครตัวนี้ตอนเด็กๆ มีปัญหากระทบกระทั่งกับพ่อ พ่อชอบตบตีแม่ ตัวละครเลยถูกตรึงในระดับจู๋ ซึ่งส่งผลในท้องเรื่องตอนหลังตัวละครตัวนี้กลายเป็นเลยเย่อหยิ่งจองหอง... เฮ่อว่ากันเข้าไปนั่นไม่จบไม่สิ้นสักที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่ผมเรียนทฤษฏีนี้ตอนปริญญาตรี เค้าไม่เน้นเลยให้เราเข้าใจเนื้อหาทฏษฎีของฟรอยด์โดยละเอียด(ตอนผมเริ่มเขียนผมต้องมาเปิดวิกิ มาเปิดตำราเก่าดู) แต่ว่าเค้าหยิบขึ้นมาสอนเพื่อชี้ให้เห็นว่านักจิตวิทยาสมัยใหม่นั้นใช้เพียงแค่วิธีการทางวิทยาศาสตร์และสถิติเท่านั้น อะไรที่ไม่มีหลักฐานการทดลองมายืนยัน เราไม่ถือนั่นคือความรู้ เป็นแค่ทฏษฎีมีพูดขึ้นมาลอยๆ เฉยๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางทีผมก็อดขำไม่ได้ครับ เวลาคนพูดว่า อยากเรียนจิตวิทยาเพราะอยากเก่งแบบซิกมันด์ ฟรอยด์ ตอนนี่้ทุกคนคงเข้าใจผมแล้วนะครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนหน้ามาดูกันว่านักจิตวิทยาสมัยใหม่ใช้วิธีอะไรในการศึกษาบุคลิกภาพของคน โทษทีตอนนี้ยาวมากๆเลย ยาวที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-7336621190462048637?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/7336621190462048637/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/10/blog-post_13.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/7336621190462048637'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/7336621190462048637'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/10/blog-post_13.html' title='การผจญภัยของน้องแน็ต (จู๋ จิ๋ม และซิกี ตอนสอง)'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-6755878842512622186</id><published>2009-10-06T20:37:00.000-07:00</published><updated>2009-10-06T20:38:47.972-07:00</updated><title type='text'>จู๋ จิ๋ม และ ซิกี ตอนหนึ่ง</title><content type='html'>สมมติว่ามีแกะอยู่หน้าบ้านอยู่ฝูงนึง แต่ว่าแกะฝูงนี้เป็นแกะพิเศษ แกะบางตัวชอบศึกษาจิตวิทยามาก เลยเขียนบทความจิตวิทยา ลงวิแกะพีเดียเต็มไปหมดเลย คุณนึกสนุกเลยอยากรู้ว่าจิตวิทยาแกะต่างจากจิตวิทยาคนยังไงบ้าง เลยคลิกเข้าไปที่วิแกะพีเดียแล้วลองหาจิตวิทยาแกะ โอ้วปรากฎว่าแกะนั้นมีความรู้ทางจิตวิทยามีครบทุกสาขาย่อยเลย อะโหยแกะพวกนี้ล้ำมาก แต่เผอิญคุณจำได้ว่าบล๊อกจิตสัญญาว่าจะพูดเรื่องจิตวิทยาบุคลิกภาพ คุณอดใจไม่ไหวเลยอยากลองอ่านจิตวิทยาบุคลิกภาพแกะ ลองกดหาดู ... ไม่มี... ไม่มีครับ เพราะว่าแกะทุกตัวเหมือนกันอย่างกับแกะ ที่คนสนใจศึกษาจิตวิทยาบุคลิกภาพก็เพราะว่าคนทุกคนมีบุคลิกภาพต่างกัน มีลักษณะท่าทาง ความคิด นิสัย ใจคอ อารมณ์ไม่เหมือนกันเลยสักคนเดียว เพราะฉะนั้นอีกจุดหมายนึงของนักจิตวิทยาคืออยากรู้ว่าอะไรกันที่ทำให้คนมีบุคลิกภาพไม่เหมือนกัน ทำยังไงเราถึงจะวัดบุคลิกภาพของคนได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำถามพวกนี้น่าสนใจทีเดียวเพราะว่าบุคลิกภาพเป็นสิ่งที่มนุษย์ภูมิใจว่าดีกว่าสัตว์แน่นอน มนุษย์เด่นกว่าสัตว์ตรงที่ว่าเราไม่เหมือนกันเลยเนี่ยแหละ ถ้าเราสามารถเข้าใจว่าอะไรทำให้เราไม่เหมือนกันก็จะทำให้เราเข้าใจเพื่อนมนุษย์กันมากขึ้น แต่ถ้าความไม่เหมือนกันเป็นเรื่องที่ไม่ดีเช่น มีนิสัยจับคนไปกินตับ เราก็จะได้สามารถแก้ไขอะไรได้ทัน อีกหนึ่งประโยชน์ที่ชัดๆ ก็คือถ้าเราสามารถวัดบุคลิกภาพของคนได้ เราก็จะช่วยคนหาคณะเรียนที่คลิกถูกใจ หางานที่เหมาะเหมงได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาเริ่มจากทฤษฎีเก่าแก่คลาสสิกเลยดีกว่า ทฤษฎีจิตพลวัตรของนายซิกมันด์ ฟรอยด์ หรือชื่อเล่นว่าซิกี้ ไม่มีใครไม่รู้นักจิตวิทยารายนี้ เพราะว่าทฤษฎีของนายซิกี้ดังมาก ไอเดียก็คือจิตมีพลวัตร ซึ่งแปลว่ามีความเคลื่อนไหว มีแรงขับเคลื่อนถึงแม้ว่าเราจะมองไม่เห็นก็ตาม ทฤษฎีนี้บอกไว้ว่าสิ่งที่ควบคุมจิตและพฤติกรรมเปรียบได้กับภูเขาน้ำแข็ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SswNMVp6t5I/AAAAAAAABP8/5rQzVfctcdI/s1600-h/iceberg.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 293px; height: 400px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SswNMVp6t5I/AAAAAAAABP8/5rQzVfctcdI/s400/iceberg.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5389697359678191506" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เราเห็นก็แค่ปลายเล็กๆที่อยู่เหนือน้ำนั้นเปรียบเหมือนกับจิตสำนึก คือเรารู้ตัวว่าเราคิดอะไรอยู่ สามารถปรับความคิดได้โดยใช้เหตุผลและความรู้ต่างๆ อันนี้ไม่ใช่ประเด็นหลักของทฤษฎี ทฤษฎีนี้บอกไว้อีกว่าจิตพลวัตรของคนนั้นส่วนใหญ่อยู่ใต้สำนึก ส่วนนั้นเปรียบเหมือนก้นมหึมาของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำที่ใหญ่กว่ายอดภูเขาน้ำแข็งมาก (ก็เพราะงี้แหละเรือไททานิคถึงจม) จิตใต้สำนึกแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่จมอยู่ใต้ก้นสุดก็คือ อิด(Id) อิดเป็นตัวแสดงถึง ความกระหื้นกระหายความสุขของมนุษย์ ทำยังไงก็ได้ที่จะได้มาซึ่งความสุข หรือความผ่อนคลาย อิดเป็นส่วนของจิตที่พัฒนาขึ้นมาก่อนตอนคนเกิด คือเหมือนเด็กเพิ่งเกิดอยากได้อะไรก็ร้องไห้ อยากได้อะไรก็ร้องหาแม่ตีหนึ่งตีสองก็ร้องไม่มีเกรงใจอะไรทั้งนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนที่ถัดขึ้นมาก็คือ อีโก (ego) แสดงถึงส่วนของจิตที่อิงหลักความจริง เช่น พอเด็กโตขึ้นมา พอรู้ว่าที่จริงใช่ว่าร้องไห้แล้วจะได้ทุกอย่าง อยากได้ของเล่นก็ใช่ว่าจะตื๊อพ่อแม่ก็ซื้อให้ได้เสมอไป ว่าง่ายๆ ก็คือเริ่มเห็นหลักความเป็นจริงว่าเราไม่สามารถทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขเสมอไป&lt;br /&gt;ถัดมาส่วนที่อยู่เหนืออิด กับ อีโก ก็คือ ซุปเปอร์อีโก (superego) อันนี้แสดงถึงส่วนของจิตที่อิงหลักอุดมการณ์ เช่นเด็กโตขึ้นมาอีกก็เริ่มคิดได้ว่ามีความสุขอยู่คนเดียวไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ทุกๆคนต้องมีความสุขเหมือนกับเรา ส่วนของจิตนี้ก็คือพวกศีลธรรม จรรยาต่างๆ นั่นเอง ซุปเปอร์อีโกผลักดันให้เราทำสิ่งต่างๆเพื่อสนองอุดมการณ์ที่อยู่เหนือแค่ตัวเราขึ้นไป แต่ว่าเราจู่ๆ จะขายบ้าน ขายรถ บริจาคให้การกุศลหมดเลยก็ไม่ได้ อีโกเลยต้องช่วยฉุดลงมาให้มันพอดีๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟรอยด์บอกว่าลักษณะนิสัยของคนขึ้นอยู่กับการโต้ตอบกันของสามส่วนของจิตนี้ ถ้าจิตเติบโตขึ้นมาโดยที่อิดมีอำนาจเหนือกว่าอีโก กับซุปเปอร์อีโก ก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ แต่ว่าถ้าซุปเปอร์อีโกแรงมากๆ เราก็จะกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย เห็นคนอื่นแย่ไปหมด เพราะรู้สึกว่าไม่มีใครมีมาตรฐานศีลธรรมจรรยา สูงเท่าตัวเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอ พูดแต่ภูเขาน้ำแข็งมาตั้งนาน ยังไม่ได้พูดถึงจู๋ ถึงจิ๋มเลย จะใช่ฟรอยด์ได้ยังไง รอฟังอยู่ตั้งนาน ตอนหน้ามีจู๋ มีจิ๋มแน่นอน ติดตามตอนต่อไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-6755878842512622186?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/6755878842512622186/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/10/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/6755878842512622186'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/6755878842512622186'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/10/blog-post.html' title='จู๋ จิ๋ม และ ซิกี ตอนหนึ่ง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SswNMVp6t5I/AAAAAAAABP8/5rQzVfctcdI/s72-c/iceberg.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-5679787123547900842</id><published>2009-09-27T07:05:00.000-07:00</published><updated>2009-09-27T07:21:11.102-07:00</updated><title type='text'>ทำสถิติ</title><content type='html'>อาซิ่มเพื่อนแม่ “ไปร่ำเรียนมถึงเมกานี่ เรียนสาขาไหนเนี่ย”&lt;br /&gt;เต้ “เรียนจิตวิทยาครับ”&lt;br /&gt;อาซิ่มเพื่อนแม่ “จะดีหรอ อย่างนี้ก็ต้องอยู่กับคนบ้าตลอดเลยสิ”&lt;br /&gt;เต้ “...”&lt;br /&gt;ผมเจอประจำครับ เจอถามแบบนี้ทีไรก็ตอบไม่ค่อยถูก ใจจริงอยากจะอธิบายให้อาซิ่มฟังว่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักจิตวิทยาทุกคนไม่ได้เรียนมาด้านจิตวิทยาบำบัด ที่จริงแล้วนักจิตวิทยาส่วนใหญ่คือนักจิตวิทยาทดลองอย่างที่เห็นตัวอย่างจากตอนที่แล้ว จับคนมาทำอะไรสักอย่างนึงแล้วอยากรู้ว่าอะไรเป็นเหตุที่ทำให้คนทำสิ่งนั้นลงไป จิตวิทยาเป็นสาขาที่เอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาประเด็นต่างๆ ทางสังคมศาสตร์ หรือทางปรัชญา &lt;br /&gt;วิธีการทางวิทยาศาสตร์คืออะไร คงไม่ต้องอธิบายมากมาย ในการทดลองนึงจะอย่างน้อยสองกลุ่มการทดลองสองกลุ่มนี้มีสิ่งที่ต่างกันอยู่นึงอย่างเรียกว่าตัวแปรอิสระ นอกนั้นทุกอย่างเหมือนกันหมด  เสร็จแล้วเราก็เปรียบเทียบผลจากทั้งสองกลุ่ม ถ้าได้ผลต่างกันเราสรุปว่าสิ่งที่ต่างกันนั้นเป็นผลมาจากตัวแปรอิสระ แค่นี่แหละ การทดลองทางจิตวิทยาทุกการทดลองมีหลักแค่นี้ (ยกเว้นการทดลลองคุกแสตนฟอร์ดของซิมบาร์โด อันนั้นไม่ใช่วิทยาศาสตร์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ปัญหาก็คือ เรารู้ได้ยังไงล่ะผลจากทั้งสองกลุ่มนั้นต่างกันจริงๆ ลองนึกดูเล่นๆ ว่าเราทำการทดลองกับตัวเองโดยต้องการอยากรู้ว่าจากบ้านไปมหาลัยระหว่างขับรถไป หรือนั่งรถเมล์ไปต่อรถไฟฟ้าแล้วเดินอันไหนเร็วกว่ากัน &lt;br /&gt;วันแรก ขับรถไป ใช้เวลา 60 นาที&lt;br /&gt;วันที่สอง ไม่ขับรถไป ใช้เวลา 53 นาที&lt;br /&gt;โอเคเย่ สรุปเลยว่าไม่ขับรถไปจะดีกว่า อื่มแตลองนึกอีกที วันแรกที่ขับไปรถติดมากเพราะว่าติดขบวนเสด็จ เพราะฉะนั้นยังสรุปไม่ได้ ครูสอนที่โรงเรียนว่าเวลาทำการทดลองให้ทำหลายๆครั้งแล้ว เลยตัดสินใจว่าเดือนหน้าก่อนออกจากบ้านจะดีดเหรียญ ถ้าออกหัวจะขับรถไป ถ้าออกก้อยจะไม่ขับไป แล้วก็จดไว้ทุกครั้งว่าใช้เวลาเท่าไรตอนถึงคณะ&lt;br /&gt;วันที่ขับรถไป : 60 33 46 48 38 66 55 57 54 57 เฉลี่ย 51.4&lt;br /&gt;วันที่นั่งรถเมล์ไปต่อรถไฟฟ้าแล้วเดิน : 53 60 57 64 61 37 60 60 47 51 เฉลี่ย 55.0&lt;br /&gt;เย่สรุปแล้วเราค้นพบแล้วว่าขับรถไปเร็วกว่าสี่นาทีโดยเฉลี่ย แต่ว่าถ้าเอาข้อมูลนี้ไปให้นักจิตวิทยาดู นักจิตวิทยานายนั้นจะตอบว่าเรายังสรุปไม่ได้ แล้วเมื่อไรจะสรุปได้ล่ะอุตส่าห์นั่งจดเวลามาเป็นเดือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาวิเคราะห์ผลการทดลองนักจิตวิทยา(และนักวิทยาศาสตร์สาขาอื่นๆ) จะใช้เวทย์มนต์ยุทโธปกรณ์ที่เรียกว่าการตรวจสอบสมมติฐาน การตรวจสอบสมมติฐานทุกชนิดใช้ประโยชน์จากการกระจายของความน่าจะเป็น อันนี้เข้าใจไม่ยาก การกระจายของความน่าจะเป็นเป็นสิ่งที่บอกเราว่าเรามีโอกาสได้เห็นสิ่งที่เราสนใจด้วยความน่าจะเป็นเท่าไร ดูตัวอย่างการกระจายของความน่าจะเป็นของลูกเต๋า ทอยลูกเต๋าไปหนึ่งครั้งมีโอกาสได้หนึ่งแต้มเท่าไร ลูกเต๋ามีหกด้าน เพราะฉะนั้นความน่าจะเป็นที่จะได้หนึ่งแต้มคือ หนึ่งในหก ถ้าถามใหม่ว่าทอยลูกเต๋าไปหนึ่งครั้งมีโอกาสได้มากกว่าสี่แต้มเท่าไร คำตอบคือ สองในหก (ได้ห้าแต้ม หรือได้หกแต้ม) อื่มแล้วทำไมถึงเรียกว่าการกระจายของความน่าจะเป็นล่ะ ลองดูภาพข้างล่างดู จะเห็นความน่าจะเป็นมันกระจายไปยังแต่ละด้านของลูกเต๋า โอเคเข้าใจแล้วว่าการกระจายของความน่าจะเป็นแปลว่าอะไร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/Sr9zczaIZRI/AAAAAAAABPc/TGbZBttWWyg/s1600-h/distribution.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 241px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/Sr9zczaIZRI/AAAAAAAABPc/TGbZBttWWyg/s400/distribution.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5386150618031744274" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;กลับมาที่การตรวจสอบสมมติฐาน ก่อนอื่นเลยเราต้องหาสมมติฐานขึ้นมาสองอัน สมมติฐานแรกคือทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่าง ขับรถไป หรือไม่ขับรถไปใช้เวลาพอกัน ตำราฝรั่งเรียกว่า null hypothesis ตามตำราไทยเรียกว่าสมมติฐานหลัก แต่ผมเรียกว่าสมมติฐานโมฆะเดี๋ยวจะบอกทีหลังว่าทำไม สมมติฐานที่สองคือทั้งสองกลุ่มต่างกัน ขับรถไปใช้เวลาไม่เท่ากับไม่ขับรถไป ตำราฝรั่งเรียกว่า alternative hypothesis ตามตำราไทยเรียกว่าสมมติฐานรอง แต่ผมเรียกว่าสมมติฐานทางเลือกใหม่ พอได้สมมติฐานทั้งสองอันนี้แล้ว เราจะหาค่าที่เรียกว่าค่าสถิติของข้อมูล ค่าสถิตินี้ได้มาจากการเอาข้อมูลมาบวกลบคูณหารกัน แต่ว่าไม่ได้ทำมั่วๆ ค่าสถิตินี้เรารู้คร่าวๆว่าการกระจายของความน่าจะเป็นของมันเป๊นยังไงเวลาที่สมมติฐานโมฆะนั้นเป็นจริงแล้วเราดูว่ามีโอกาสเท่าไรที่จะได้เห็นค่าสถิติที่เราได้มาเวลาที่สมมติฐานโมฆะเป็นจริง อ่าสมมติเราได้ค่่าสถิติของข้อมูลการเดินทางจากบ้านไปมหาลัยเรียบร้อยแล้ว เราก็จะมาดูจากการกระจายของความน่าจะเป็น(เวลาทำจริงๆ คนเปิดหนังสือดู หรือไม่ก็ใช้คอมพิวเตอร์)เพื่อจะได้รู้ว่ามีโอกาสเท่าไรที่จะได้เห็นข้อมูลที่เราจดไว้ถ้าสมติฐานโมฆะเป็นจริง ถ้าปรากฎว่าความน่าจะเป็นที่ได้เห็นค่าสถิตินั้นต่ำมาก แสดงว่าสมมติฐานโมฆะนั้นไม่ถูกต้อง และเราจะสรุปได้ว่าสมมติฐานทางเลือกใหม่นั้นถูกต้อง ผมชอบเรียกว่าสมมติฐานทางเลือกใหม่เพราะว่าเป็นทางเลือกใหม่ที่คนอื่นไม่เคยรู้มาก่อน เพราะฉะนั้นเราค้นพบความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ขึ้นมาเอาไปบอกเพื่อนในคณะได้ว่าขับรถไปมหาลัยเร็วกว่านั่งรถไฟฟ้า แต่ว่าถ้าความน่าจะเป็นที่ได้เห็นค่าสถิตินั้นไม่ต่ำเท่าไร แสดงว่ามีความน่าจะเป็นสูงว่าสมมติฐานโมฆะนั้นเป็นจริงแต่ว่าเรายังไม่ค่อยมั่นใจ ผลการทดลองนี้เลยเป็นโมฆะไปยังสรุปอะไรไม่ได้ หรืออาจจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าขับรถไป หรือไม่ขับรถไปเร็วกว่ากัน ต้องลองหาข้อมูลมาเพิ่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีการทดลองของนักจิตวิทยาก็มีแค่นี้เองครับ แต่ว่าแต่ละการทดลองจะมีเทคนิคต่างๆกันไป นิดๆหน่อยๆ ไปตามสไตล์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น่าเสียดายว่าผมไม่มีโอกาสนั่งจิบน้ำชากับอาซิ่มเพื่อนแม่ แล้วอธิบายตามที่ผมอธิบายในนี้ให้อาซิ่มฟัง แต่ว่าครั้งต่อไปเจออาซิ่มจะบอกให้มาอ่านที่ jitjeet.blogspot.com เพราะฉะนั้นคนที่อ่านอยู่อย่าลืมให้บอกให้เพื่อนมาอ่านด้วย (เอ๊ะ โฆษณาซะงั้น)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าอาซิ่มเค้าก็ถูกของอีอยู่นาเนี่ย นักจิตวิทยาก็ศึกษาคนบ้าแล้วก็พวกโรคทางจิตด้วย เพราะฉะนั้นตอนต่อไปคือจิตวิทยาบุคลิกภาพ และโรคทางจิตครับผม&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-5679787123547900842?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/5679787123547900842/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_27.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/5679787123547900842'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/5679787123547900842'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_27.html' title='ทำสถิติ'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/Sr9zczaIZRI/AAAAAAAABPc/TGbZBttWWyg/s72-c/distribution.png' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-3078875835732171928</id><published>2009-09-22T17:55:00.000-07:00</published><updated>2010-02-03T20:05:08.933-08:00</updated><title type='text'>เมืองคนบาป? ตอนสอง</title><content type='html'>ตอนที่แล้วนักจิตวิทยาสังคมทิ้งไว้ว่า ในสถานการณ์ที่เราไม่มั่นใจว่าเป็นเหตุจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือรึเปล่า บางครั้งเราจะพยายามเข้าใจสถานการณ์มากขึ้นโดยการดูจากคนรอบๆตัว ซึ่งอาจทำให้เกิดการโง่เป็นกลุ่ม เขลาเป็นกลุ่ม ทั้งๆที่ถ้าอยู่คนเดียวไม่มีคนอื่นอยู่รอบตัวจะมีโอกาสหยิบยื่นความช่วยเหลือให้มากกว่า คราวนี้มาลองดูสถานการณ์ที่เราเห็นกันจะๆ ว่าคนต้องการความช่วยเหลือจริงๆ แล้วดูว่าคนจะตอบสนองยังไงบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีการทดลองมาอีก การทดลองนี้เราแกล้งบอกว่าอยากให้คนจับกลุ่มคุยกันเรื่องปัญหาที่่แต่ละคนมีหลังจากเข้ามาอยู่ในเมือง โดยจะให้ไล่พูดทีละคนว่าแต่ละคนมีปัญหาอะไรบ้าง แต่ว่าเวลาคุยกันต้องคุยผ่านเสียงตามสายเพราะว่าคนอื่นอาจจะเขินไม่กล้าพูดถึงปัญหาของตัวเองถ้าเกิดต้องประจันหน้ากับคนอื่น แต่ว่า ฮ่าๆ แน่นอน ในกลุ่มนี้มีคนจริงอยู่แค่คนเดียวก็คือคนที่เข้าร่วมการทดลองนั่นเอง คนอื่นเป็นแค่เสียงอัดเทป แต่ละเทปพูดถึงปัญหาสัพเพเหระทั่วไป แต่ว่ามีเทปนึงที่แปลกว่าเทปอื่น เทปนี้พูดว่า พอผมย้ายเข้ามาในเมืองก็อาการของโรคลมบ้าหมูก็โผล่ขึ้นมา บางทีชักกระตุกเกือบตาย คนพาเข้าโรงพยาบาลแทบไม่ทัน คราวนี้ถึงตาคนเข้าร่วมการทดลองพูดถึงปัญหาของตัวเองบ้าง เหะเหะระหว่างนั้นเราก็เปิดเทปพิเศษอันนึงขึ้นมา เทปนั้นพูดประมาณว่า เอ่อ เอ่อ ช่ชชชชชชวย ด้้ดดดดวย ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ไหวแล้ว จะตายเอา คคคคใครก็ได้ ชชช่วยที แหวะ แหวะ อักๆๆๆ เทปนี้ยาวประมาณสองนาทีโดยเห็นชัดๆว่าอาการจะเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ เราต้องการดูว่าคนเข้าร่วมการทดลองจะออกมาขอความช่วยเหลือตอนไหน ผลปรากฎว่าถ้าคนเข้าร่วมการทดลองคิดว่าตัวเองอยู่กับคนที่ชักโดยไม่มึคนอื่นอยู่ (ฟังเทปแค่ของคนที่ชักเทปเดียว) 85% จะขอความช่วยเหลือก่อนเทปพิเศษจะจบ ถ้าคิดว่าตัวอยู่กับคนที่ชักกับคนอีกคนนึง ลดลงเหลือ 60% ถ้าคิดว่าอยู่กับคนอื่นสี่คน ลดลงไปเหลือ 31% &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S2pHUUZIgrI/AAAAAAAABSI/OUlxeGqqIEk/s1600-h/help.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 228px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S2pHUUZIgrI/AAAAAAAABSI/OUlxeGqqIEk/s400/help.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5434234314773004978" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากผลการทดลองนี้สรุปได้ว่าถ้ามีคนอื่นอยู่ คนแต่ละคนจะมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจช่วยเหลือน้อยลง นักจิตวิทยากลุ่มนี้เลยตั้งทฤษฎีขึ้นมาว่าความรับผิดชอบนั้นถูกกระจายออกไปตามจำนวนของคนที่เห็นเหตุการณ์ เช่น ในการทดลองนี้ถ้ารู้ว่ามีคนอื่นอยู่ก็จะรู้สึกว่าหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะช่วยคนชักนี้ กระจายๆ ออกไป ยิ่งคนเห็นเหตุการณ์มากเท่าไร ทำให้รู้สึกผิดน้อยลงไปเท่านั้น เพราะว่าเกิดการกระจายความรับผิดชอบ ถ้าเราเป็นคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์ ความรับผิดชอบกระจายไปไหนไม่ได้ ถ้าคนชักมันตาย คนที่ต้องรู้สึกผิดคือเราคนเดียว ลองนึกถึงตอนที่แอนดรูถูกแทงล้มกองอยู่ที่พื้น คนที่อยู่ในรถไฟด้วยกันอาจจะเห็นแล้วว่าเด็กต้องการความช่วยเหลือ แต่เผอิญรู้ว่ามีคนอีกเก้าคนที่เห็นเหมือนกัน อ้าวเฮ้ยแล้วทำไมต้องเป็นเราล่ะว่ะเนี่ย ที่ต้องเดือดร้อนเดินออกไปเรียกตำรวจให้สอบสง สอบสวน ถ้าเกิดเด็กมันตายจริงๆ ก็ไม่ใช่ความผิดเราคนเดียว แล้วคิดว่าคงเป็นความผิดของไอ้เก้าคนที่เหลือด้วย กลับบ้านไปได้ข่าวว่าเด็กตาย ก็คงไม่รู้สึกผิดมากเท่าไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สรุปได้ว่าแค่เห็นว่ามีคนอื่นอยู่รอบตัวทำให้คนช่วยเหลือกันน้อยลง เพราะฉะนั้นการที่เรื่องน่าเศร้าอย่างเรื่องของแอนดรูนั้นมักเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ก็คงไม่ได้น่าแปลกใจนัก ไม่ใช่เพราะเมืองทำให้คนเย็นชาต่อกันหรือว่าอะไรเลย คนชนบทรู้จักกันหมดสนิทสนมกันก็จริง แต่ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้ ผลออกมาก็คงจะไม่ต่างกันนัก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาถึงตอนนี้เราก็เข้าใจแล้วว่าทำไมคนถึงทำเลวต่อกันในบางสถานการณ์ ทำไมคนถึงไม่ช่วยเหลือกันในบางสถานการณ์ จุดนี้ทำให้เราเห็นประเด็นใหญของจิตวิทยาสังคม นั่นก็คือสถานการณ์นั่นเอง ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนนู้นแล้วว่า เป้าหมายของจิตวิทยาสังคมคือศึกษาว่าพฤติกรรมมนุษย์สัมพันธ์กับสังคมยังไงเพื่อว่าสามารถเอาความรู้ความเข้าใจมาแก้ไขปัญหาในสังคม ถ้าอ่านกันมาถึงตอนนี้แล้ว ผมไม่ขอดูถูกคนอ่านโดยการบอกว่าเราเรียนรู้อะไรบ้างจากการทดลองคลาสสิกบุกเบิกของจิตวิทยาสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เศร้านักตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของจิตวิทยาสังคมแล้ว ที่จริงมีอะไรน่าสนใจน่าตื่นเต้นอีก เราจะย้อนกลับมาพูดถึงจิตวิทยาสังคมทีหลัง ตอนต่อไปจะขอหยุดนิดนึงแล้วขอพูดรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ว่านักจิตวิทยาทำการทดลองกันยังไงคนถึงจะยอมรับผลสรุป เมื่อไรถึงจะสรุปอะไรออกมาได้ นักจิตวิทยามีอะไรที่ต่างจากนักวิชาการสาขาอื่น จะลองพยายามทำให้น่าตื่นเต้นดู&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-3078875835732171928?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/3078875835732171928/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_4419.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3078875835732171928'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3078875835732171928'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_4419.html' title='เมืองคนบาป? ตอนสอง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/S2pHUUZIgrI/AAAAAAAABSI/OUlxeGqqIEk/s72-c/help.png' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-5433064962243227141</id><published>2009-09-20T21:56:00.000-07:00</published><updated>2009-09-20T22:13:56.525-07:00</updated><title type='text'>พักยก</title><content type='html'>ภูมิใจในตัวเองเหมือนกันว่าเขียนมาได้สิบตอนแล้ว ตอนแรกนึกว่าเขียนสองสามตอนคงเบื่อแล้วหยุดไปเอง ตอนนี้เลยคิดๆว่าอยากให้คนอ่านกันมากขึ้นเพราะว่าอยากคนรู้เรื่องจิตวิทยาและวิทยาการสมองกันเยอะขึ้นไปอีก ถ้าแอบอ่านเป็นประจำอยู่ให้กดไอ้ปุ่มข้างๆ เพื่อเป็นผู้ติดตามแล้วก็แนะนำเพื่อนๆให้อ่านกันหน่อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกอย่าง แอบรู้มาว่าคนไทยตอนนี้กำลังนิยมเขียนบล็อกกัน ถ้ารู้จักบล๊อกคนไทยที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หรือสาระน่ารู้ต่างๆ ช่วยบอกด้วยนะครับ จะได้เอาลิงค์มาแปะช่วยกันโปรโมท ผมอยากให้นักบล๊อกวิทยาศาสตร์ไทยร่วมมือกันเขียนบทความดีๆ เพื่อให้คนไทยได้มีเว็บสาระดีๆ ย่อยง่ายๆ ไว้อ่านกันมากๆ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมแอบดีใจทุกครั้งที่เห็นคนกูเกิ้ลคำว่า จิตวิทยา หรือ ซิมบาโด้ หรือก การทดลองจิตวิทยา แล้วพลัดหลงมาที่บล๊อกจิต ผมเลยคิดว่าวันนึงคงจะดีไม่น้อยถ้าวันนึงเราสามารถหาอะไรในกูเกิ้ลเป็นภาษาไทย แล้วจะได้รู้สิ่งที่อยากรู้ ตอบสิ่งที่อยากตอบ อ่านสิ่งที่อยากอ่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพ้อฝันใหญ่แล้ว ไว้พรุ่งนี้จะโพสต์ตอนจบของเมืองคนบาปครับ ขอบคุณที่ติดตามกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-5433064962243227141?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/5433064962243227141/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_20.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/5433064962243227141'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/5433064962243227141'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_20.html' title='พักยก'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-2843203245263874944</id><published>2009-09-18T23:38:00.000-07:00</published><updated>2009-09-19T08:07:56.578-07:00</updated><title type='text'>เมืองคนบาป? ตอนหนึ่ง</title><content type='html'>กาลครั้งหนึ่งเมื่อประมาณสี่สิบปีที่แล้ว มีเด็กหนุ่มคนนึงที่ใช้ชีวิตปกติธรรมดาท่ามกลางฝูงคนในมหานครนิวยอร์ค เด็กคนนั้นชื่อเด็กชายแอนดรู แอนดรูนั่งรถไฟใต้ดินไปโรงเรียนทุกวัน เป็นเด็กดีเพื่อนๆ รักใคร่ เหมือนเด็กอื่นๆ ทั่วไปในโลก มาอยู่วันหนึ่งแอนดรูนั่งรถไฟใต้ดินกลับบ้านตามปกติ แต่ว่าวันนั้นโชคไม่ค่อยดีเท่าไร ในรถไฟที่แอนดรูนั่งอยู่ มีกลุ่มเด็กผู้ชายสามคนเมาๆ ไม่สบอารมณ์ คนอื่นก็หนีเขยิบหนีพวกนั้น ไม่ก็แกล้งอ่านหนังสือพิมพ์ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น สองนาทีต่อมา แอนดรูถูกแทงเต็มตัว กระโหลกแตกจมกองเลือด ผู้โดยสารคนอื่นยังแกล้งอ่านหนังสือพิมพ์ต่อไป แล้วก็เผ่นออกสถานีหน้า มีคนเห็นเหตุการณ์สิบคน ไม่มีคนไหนโทรเรียกตำรวจเลย สุดท้ายแอนดรูนอนตายอยู่ในรถไฟ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราพอจะเข้าใจแล้ววว่าทำไมคนถึงทำสิ่งแย่ๆ ตอนนี้เราจะถามคำถามกลับกัน ทำไมคนถึงไม่ช่วยเหลือกัน ไม่ยอมทำสิ่งดีๆ ถ้าคนในรถไฟขบวนนั้นเรียกเจ้าหน้าที่ เรียกตำรวจสถานีต่อไป แอนดรูอาจจะไม่ตายก็ได้ มันเกิดอะไรกันขึ้นล่ะเนี่ย เหตุการณ์นี้เขย่าขวัญคนเมืองนิวยอร์คไม่น้อย คนก็คิดกันไปว่า คนเมืองเย็นชา ไม่มีความรู้สึกต่อกัน โหดเหี้ยม สู้คนชนบทไม่ได้ แต่ว่าจริงเหรอคนมันจะเย็นชาได้ขนาดว่าเห็นคนนอนตายไปต่อหน้าต่อตาขนาดนั้นเลยเหรอ จริงอยู่คนเมืองทำงานหนัก เครียด แต่ว่าคงไม่ถึงขนาดนั้นล่ะม้าง หรือว่าทุกเมืองกลายเป็นเมืองคนบาปไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักจิตวิทยาสังคมก็ขอมาทำไมหน้าที่ตอบคำถาม โดยอ้างถึงหลักที่ว่าพฤติกรรมที่เห็นนั้นควรจะได้รับอิทธิพลมาจากสังคมรอบตัว เค้าสังเกตว่าเวลาอยู่ในเมืองเนี่ยคนมันเยอะมาก มองไปทางไหนก็คน อยู่ตรงไหนก็มีคน นักจิตวิทยาสังคมเลยสันนิษฐานว่าการที่มีคนอยู่มากๆนั่นแหละทำให้คนไม่ได้คิดจะช่วยเหลือกัน ลองใช้หลักการนี้มาวิเคราะห์สถานการณ์ของแอนดรูกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งแรกที่นักจิตวิทยาสังคมคิดถึงก็คือ การที่คนเยอะแล้วต่างคนต่างไม่รู้สึกตกใจหรืออะไรทำให้คิดว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่คือสมมติฐานของเค้า แล้วจะทดสอบยังไงล่ะ มีการทดลองสนุกๆ อีกแล้ว เราให้เลขาสาวสวยไปรับผู้เข้าร่วมการทดลองเข้ามา แล้วหลอกว่าเราเรียกให้มาทำแบบสอบถามเฉยๆ เลขาก็ยื่นแบบสอบถามให้ แล้วก็บอกว่า จะนั่งทำงานอยู่หลังม่านนี้นะคะ เสร็จก็เดินเฉิดฉายแล้วก็รูดม่านปิด (เพื่อให้รู้ว่าถ้าจะเข้ามาก็เข้ามาได้ง่ายๆ) คุณเธอก็แกล้งทำเสียงเรียงกระดาษ ปิดลิ้นชัก คุยโทรศัพท์ว่าไป สักพักนึงก็เปิดเทปที่เตรียมไว้ คนตอบแบบสอบถามก็ตอบไปแล้วก็ได้ยินเสียง(จากเทป) เหมือนชั้นหนังสือถล่มลงมา แล้วก็มีเสียงเลขาร้องโอดโอย โอ๊ยเจ็บจังเลยค่ะ ไม่ไหวแล้ว ชั้นหนังสือนี่มันหนักจัง โอย โอย โอย โอดครวญอยู่ได้สักพักนึง แล้วก็ทำเสียงเหมือนคลานๆ ออกจากห้องปิดประตูไป เรามาแอบดูว่าคนที่ทำแบบสอบถามนี่จะเข้ามาช่วยหรือร้องขอความช่วยเหลือรึเปล่า ปรากฎว่าคนประมาณ 70% เข้ามาช่วยเลขาสาวก่อนเธอจะออกไปนอกห้อง อื่ม...ฟังดูดีคนช่วยเหลือกัน แต่ว่าถ้าทำการทดลองเดียวกันนี้ แต่ให้มีหน้าม้านั่งทำแบบสอบถามอยู่ในห้องเดียวกันกับคนเข้าร่วมการทดลองแต่หน้าม้าไม่ได้ทำเหมือนตกใจหรือทำท่าจะช่วยเหลือ ปรากฎว่า คนแค่ 20% เท่านั้นที่ออกมาช่วยเลขาสาว ถ้ามีหน้าม้าในห้องมากกว่านั้นอีก แทบจะไม่มีใครช่วยเลขาสาวเลย ผลการทดลองทำให้รู้ว่าคนที่เข้าร่วมการทดลองไม่ได้มาจากพรหมพิราม หรือเมืองคนบาปหรืออะไร เพราะทุกคนมาจากเมืองเดียวกัน แต่ว่าบางคนเข้าช่วยเลขาสาว แต่บางคนไม่ พอถามคนเข้าร่วมการทดลองที่ไม่ได้เข้าช่วยเหลือเลขาสาวว่าทำไมถึงไม่ช่วย ส่วนใหญ่บอกกันว่า ไม่คิดว่าน่าจะมีอะไร เพราะคนอื่นก็ดูเหมือนไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไร นักจิตวิทยาเรียกผลการทดลองนี้ว่า Pluralistic ignorance แปลตรงๆ คือ พหุโมหะ แปลอีกทีก็คือ คนเขลาเป็นกลุ่ม เพราะว่าเราพยายามเข้าใจสถานการณ์รอบตัวโดยการดูจากคนอื่นๆ ทั้งที่ๆ คนอื่นก็ไม่ได้รู้ดีกว่าเรา สรุปไม่มีใครเห็นว่าควรเข้าช่วยเหลือเลย ก็เลยไม่มีใครสังเกตเห็นสิ่งร้ายๆที่คนอื่นกำลังเผชิญอยู่ เมื่อสังเกตเหตุการณ์ฉุกเฉินไม่เห็น ก็เลยไม่ได้เข้าช่วยเหลือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูดี มีหลักการ แต่เอ ถ้าเราลองมองกลับในสถานการณ์ของแอนดรู ทุกคนเห็นชัดๆว่าเค้ากำลังถูกรุมแทงอยู่ จะบอกว่าไม่เห็นว่าเป็นเหตุจำเป็นต้องเข้าช่วยก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะสรุปได้รึยังว่า คนที่อยู่บนรถไฟขบวนนั้นเป็นคนเย็นชา ใจไม้ไส้ระกำ นักจิตวิทยายังแย้งต่อว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนบาปประเภทนั้นแต่อย่างใด ยังมีการทดลองสนุกๆ อีก เพื่อหาคำตอบให้กับคดีนี้ ตามอ่านกันตอนต่อไปครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-2843203245263874944?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/2843203245263874944/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_18.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/2843203245263874944'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/2843203245263874944'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_18.html' title='เมืองคนบาป? ตอนหนึ่ง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-5949202873489584633</id><published>2009-09-12T07:59:00.000-07:00</published><updated>2009-09-12T08:06:02.960-07:00</updated><title type='text'>อะไรอยู่ใต้พรม</title><content type='html'>จากตอนที่แล้วไม่มั่นใจว่าได้ลองทำแบบทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัยกันรึเปล่า ถ้ามีเวลาน่าจะลองทำกันดูนะครับ หนึ่งเพราะผมขี้เกียจอธิบายว่ามันเป็นยังไง แล้วอีกอย่างก็คือไม่ลองก็จะไม่รู้เองว่ามันรู้สึกยังไง (ที่จริงมันแอบสนุกอยู่) &lt;a href="https://implicit.harvard.edu/implicit/thailand/"&gt;ลิงค์อยู่ที่นี่&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แบบทดสอบนี้กำลังฮอตทีเดียว เพิ่งออกมาเมื่อสิบปีที่แล้วเอง เพื่อแยกทัศนคติเปิดเผย ออกจากทัศนคติเคลือบแฝง ไอเดียมาจากพวกเมกันพยายามส่งเสริมความเป็นตัวของตัวเอง คนเป็นอย่างเค้าเป็นเพราะว่าตัวของเค้าเอง ไม่เกี่ยวกับเพศ สีผิว เชื้อชาติ ศาสนา เพราะฉะนั้นถ้าถามคนเมกันทั่วๆไป ว่าผู้ชายเก่งเลขกว่าผู้หญิงจริงมั้ย ก็จะตอบว่า โอ้ยไม่จริงหรอกนั่นเป็นแค่ความคิดพิมพ์เดียวติดหัว นั่นคือทัศนคติเปิดเผย แต่ว่าทัศนคติเคลือบแฝงที่แท้จริงเป็นไงเราไม่รู้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัยเอาวิธีของพวกจิตวิทยาปัญญาความคิด (ที่จริงผมเชี่ยวทางด้านจิตวิทยาปัญญาความคิดมากกว่าจิตวิทยาสังคมมากๆ แต่ผมขอเก็บของดีไว้ตอนหลังละกัน) พวกนักจิตวิทยาปัญญาความคิดศึกษาความคิดอ่านอารมณ์ของคนโดยหลักที่ว่าความคิดที่เชื่อมโยงกันอย่างดีคนจะไม่ต้องใช้เวลาคิดนาน จะโต้ตอบได้อย่างเร็ว พูดแบบนี้อาจจะงง ตัวอย่างเช่นในแบบทดสอบนี้ ถ้าเราเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เราจะโต้ตอบเร็วกว่าเวลาเกมวางผู้ชายกับคณิตศาสตร์ไว้ข้างเดียวกัน เพราะฉะนั้นแค่ดูที่เวลาตอบสนอง เราก็จะสามารถเห็นทัศนคติเคลือบแฝงของคนนั้นได้แล้ว อื่มฉลาดใช่มั้ยล่ะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าแล้วไงล่ะ รู้แล้วไง พอแบบทดสอบนี้ออกมาปุ๊บคนก็เริ่มสงสัย ทัศนคติเคลือบแฝงมันมีผลยังไง  ทำไมเราต้องแคร์ด้วยในเมื่อมันเป็นความคิดที่อยู่ใต้พรม อาจจะไม่มีผลต่อพฤติกรรมเลยก็ได้ ในเมื่อเราสามารถคิดและแก้ไขพฤติกรรมเราได้ นักจิตวิทยาสังคมสงสัยก็เลยทำการทดลองนึงขึ้นมา ง่ายมากๆ เพื่อทดสอบว่าทัศนคติเคลือบแฝงมีผลต่อความคิดและพฤติกรรมรึเปล่า เลือกคนที่ทำมีทัศนคติเคลือบแฝงว่าผู้ชายเก่งเลขกว่าผู้หญิงโดยให้ทำแบบทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัย การทดลองแยกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเราให้ผู้เข้าร่วมการทดลองนั่งทำเลขคนเดียวในห้อง (ศัพท์เทคนิค เรียกว่ากลุ่มควบคุม) กลุ่มที่สองเราให้ผู้เข้าร่วมการทดลองนั่งทำเลขเหมือนกับกลุ่มแรก (ศัพท์เทคนิค เรียกว่ากลุ่มการทดลอง) แต่ว่าให้มีหน้ามาที่เป็นเพศตรงข้ามนั่งทำเลขชุดเดียวกันอยู่ในห้องด้วย ผลออกมาก็คือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/Squ4woo92qI/AAAAAAAABO8/yk8Wq4cGHEc/s1600-h/steoreotypethreat.png"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 400px; height: 241px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/Squ4woo92qI/AAAAAAAABO8/yk8Wq4cGHEc/s400/steoreotypethreat.png" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5380597325506665122" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคนมีทัศนคติเคลือบแฝงว่าผู้ชายเก่งเลขกว่าผู้หญิง ถ้าเกิดไม่มีคนอื่นอยู่ในห้อง ผู้ชายกับผู้หญิงจะได้คะแนนเท่ากัน แต่ว่าผู้หญิงจะทำเลขได้แย่ลงถ้ามีผู้ชายอยู่ในห้อง อื่มน่าสนใจผู้ชายที่อยู่ในห้องสอบด้วยกันไม่ได้หว่านเสน่ห์ให้สาวหลง ทำเลขไม่ทันหรือว่าอะไรเลย แค่อยู่ในห้องสอบด้วยกันเฉยๆก็ทำให้ผู้หญิงทำได้แย่ลงแล้ว นี่คือพิษภัยของความคิดพิมพ์เดียวที่อยู่ในทัศนคติเคลือบแฝง ภาษาอังกฤษเรียกว่า stereotype threat นักจิตวิทยาสังคมลองทำการทดลองคล้ายๆกันนี้กับความคิดพิมพ์เดียวเรื่องอื่น เช่น คนขาวฉลาดกว่าคนดำ คนขาวฉลาดกว่าคนอินเดียนแดง ผลออกมาคล้ายๆกับการทดลองนี้เลย ทำให้เราพอเข้าใจว่าทำไมวงจรอุบาทว์ของความคิดพิมพ์เดียวมันถึงอยู่มาได้นานแสนนาน คนเมกันเลยพยายามอย่างมากที่จะลบความคิดพิมพ์เดียวนี้ออกไป โดยพยายามส่งเสริมให้้ผู้หญิงเรียนวิทยาศาสตร์มากขึ้น โดยการลด แลก แจก แถมเต็มที่ ผู้หญิงแข่งเลขก็จะพยายามให้รางวัลพิเศษผู้หญิง ถ้าใครสมัครปริญญาเอกสาขาที่ผู้หญิงขาดแคลน เช่นพวกวิศวะ ฟิสิกส์ ก็จะพยายามให้โอกาสผู้หญิงให้เข้าได้มากกว่า ไม่เลวทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ๋งดีๆ แต่ว่าคนก็สงสัยกันอีก ว่าเฮ้ย ไอ้แบบทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัยนี่มันเวิร์คจริงๆ เหรอ ให้ผลอะไรออกมามั่วๆรึเปล่าเนี่ย คนคิดแบบทดสอบนี้ก็เลยไปทำการศึกษาหาหลักฐานมามากมาย ยกตัวอย่างอันนึงก็คือ ก่อนการเลือกตั้ง ถ้าเอาคนที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกพรรคไหน มาทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัยของแต่ละพรรค ปรากฎว่าเราสามารถทำนายได้เลยว่าคนนั้นจะเลือกพรรคไหน โดยดูแค่ความคิดเชื่อมโยงโดยนัยนั้นเอนไปทางพรรคไหนมากกว่า ถ้าเอามาเป็นแบบคนไทย ถ้าจับคนเสื้อแดง เสื้อเหลือง มาถอดเสื้อทิ้งกองไว้ข้างห้อง แล้วให้ทำแบบทดสอบนี้ เราก็จะพอหยิบเสื้อคืนได้ถูกสี แสดงว่าความเชื่อมโยงโดยนัยก็เวิร์คใช้ได้ทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนนี้เราก็จะพอเข้าใจหลักสำคัญๆที่คนใช้เพื่อจะเข้าใจพฤติกรรมของคนอื่น เรายังเหลือว่าคนใช้หลักอะไรในการทำความเข้าใจสถานการณ์รอบตัวเรา โปรดติดตามตอนต่อไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-5949202873489584633?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/5949202873489584633/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_12.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/5949202873489584633'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/5949202873489584633'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_12.html' title='อะไรอยู่ใต้พรม'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/Squ4woo92qI/AAAAAAAABO8/yk8Wq4cGHEc/s72-c/steoreotypethreat.png' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-626172275222192151</id><published>2009-09-04T13:51:00.000-07:00</published><updated>2009-09-04T13:58:39.313-07:00</updated><title type='text'>พิมพ์เดียวกันหมด</title><content type='html'>ผู้ชายเก่งเลขกว่าผู้หญิง ผู้หญิงต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ผู้ชายต้องออกนอกบ้านหางานทำ ความคิดพวกนี้มาติดอยู่ในหัวได้ยังไง แล้วมาติดอยู่ในหัวทำไมกัน ความคิดพวกนี้ติดอยู่ในหัวตั้งแต่เกิดมาเลยรึเปล่า มาดูอีกการทดลองนึงเลย เค้าต้องการอยากรู้ว่าคนเรามีความคิดติดหัวมาตั้งแต่ตอนอายุเท่าไร การทดลองพวกนี้จะประหลาดหน่อยนึง เพราะว่าเด็กมันเด็กมากเลยเราถามอะไรตรงๆไม่ได้เลย ต้องวัดความคิดของเด็กโดยวิธีอ้อมๆ นักจิตวิทยาพวกนี้เรียกว่านักจิตวิทยาพัฒนาการ เพราะว่าเค้าต้องการศึกษาว่าคนเราพัฒนาขึ้นมาได้ยังไง (พวกนักจิตวิทยาพัฒนาการนี้ต้องเป็นพวกรักเด็ก เพราะว่าต้องเล่นกับเด็กตลอด) การทดลองเป็นแบบนี้ เรามีของเล่นเด็กสี่อย่าง ตุ๊กตาผู้ชาย ตุ๊กตาผู้หญิง รถดับเพลิงของเล่น แล้วก็เครื่องดูดฝุ่นของเล่นแล้วดูกันว่าเด็กจะเล่นของเล่นเหล่านั้นยังไง ถ้าเด็กมีความคิดติดหัวว่าผู้ชายควรจะทำอาชีพอะไร ผู้หญิงควรจะทำอาชีพอะไร เด็กควรจะจับรถดับเพลิงของเล่นมาเล่นกับตุ๊กตาผู้ชาย แล้วเอาเครื่องดูดฝุ่นของเล่นมาเล่นกับตุ๊กตาผู้หญิง นักจิตวิทยาจับเด็กอายุสองขวบมาทดลอง ปรากฎว่าเด็กผู้หญิงเล่นของเล่นตามความคิดพิมพ์เดียวเกี่ยวกับอาชีพของผู้ชายและผู้หญิง แต่ว่าเด็กผู้ชายไม่ได้เล่นตามนั้น อื่ม... เค้าเลยลองทำการทดลองเดียวกันนี้้กับเด็กอายุสองขวบครึ่ง คราวนี้ทั้งเด็กผู้ชาย เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่เล่นของเล่นตามความคิดพิมพ์เดียวเกี่ยวกับอาชีพ เราเลยสรุปได้ว่าความคิดพิมพ์เดียวพวกนี้ไม่ได้ติดมาตั้งแต่เกิด แต่ว่ามันมาติดอยู่ในหัวตั้งแต่อายุขวบนึงแล้ว แต่ก็ยังสงสัยกันอยู่ว่าทำไมเด็กผู้ชายได้ความคิดพวกนี้มาทีหลังเด็กผู้หญิง แต่ว่านักจิตวิทยาก็สันนิฐานไปว่าอาจเป็นเพราะเด็กผู้ชายไม่ค่อยได้เล่นกับตุ๊กตา เราเลยไม่ได้เห็นผลชัดอะไรประมาณนั้น แต่ว่าที่สำคัญกว่านั้นคือว่า เรายังสรุปไม่ได้ว่าทำไมเด็กถึงมีความคิดพวกนี้ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียนด้วยซ้ำไป นักจิตวิทยาพัฒนาการเลยพยายามคิดวิเคราะห์สาเหตุต่อไป ...​เอ เด็กพวกนี้เป็นเด็กฝรั่ง เด็กฝรั่งทำอะไรกันตอนสองขวบ อ๋อดูการ์ตูนดิสนีย์ ซึ่งตัวพระเอกส่วนใหญ่ก็จะตัวใหญ่ แมนๆ ต่อสู้เก่ง เป็นฮีโร่อะไรก็ว่าไป แต่ว่าตัวนางเอกจะตัวเล็กอ้อนแอ้น อ่อนแอ พระเอกต้องปกป้อง เค้าเลยคิดไปว่าคงเป็นเพราะสื่อพวกนี้ที่เด็กเห็นทุกวันๆ ซึ่งอันนี้ฟังดูมีเหตุผล ลองนึกถึงความคิดพิมพ์เดียวอย่างอื่นที่เรามี อันนี้ประสบการณ์ตรงตอนผมอยู่เมกา เดินๆ อยู่ดึกแล้วถ้ามีคนดำเดินผ่านก็จะรู้สึกขนลุกประหลาด เพราะว่าเรามีความคิดพิมพ์เดียวติดหัวมาว่า คนดำน่ากลัว อาจจะเป็นโจรมาปล้นเราก็ได้ ทั้งๆที่ผมแทบไม่ค่อยได้พบปะคนดำมากขนาดนั้นก่อนมาเมกา แล้วได้ความคิดนี้มาจากไหนล่ะ ก็จากหนังฝรั่งที่ดูๆกันมานั่นแหละ ผู้ร้ายมักจะเป็นคนดำน่ากลัวๆ เราก็หยิบความคิดนี้มา แต่ว่าถ้ามาดูตามสถิติแล้ว จริงๆ สถิติคนดำที่เป็นอาชญากรนั้นสูงกว่าคนขาวในบางพื้นที่ในบางเมืองของเมกา เพราะฉะนั้นที่จริงก็อาจจะดีก็ได้ที่เราสร้างความคิดพิมพ์เดียวพวกนี้ขึ้นมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังมาทั้งหมดนี้แล้วสรุปว่าไงกันล่ะ สรุปว่าความคิดพิมพ์เดียวพวกนี้มันดีหรือไม่ดี ลองกลับคิดถึงหัวข้อที่เราพูดถึงเมื่อตอนที่แล้ว คือคนเราพยายามจะเข้าใจพฤติกรรมและความคิดของคนอื่น แต่ว่าปัญหาก็คือคนที่เราไม่รู้จักน่ะมีเยอะกว่าคนที่เรารู้จักมากๆ ความคิดพิมพ์เดียวพวกนี้ช่วยให้เราเข้าใจคนอื่นได้ในระดับนึง เพราะฉะนั้นมันคือความคิดทางลัดนั่นเอง ง่าย สะดวก รวดเร็ว ลองคิดถึงสถานการณ์ว่าเดินคนเดียวเปลี่ยวๆ แล้วเห็นคนดำเดินสวนมา ความคิดเราก็คงแบบ โอ้เฮ้ย มันจะปล้นตูเปล่าเนี่ย ต้องระวังหน่อยละวุ้ย ตรงนี้แหละที่การที่เราพยายามเข้าใจความคิดของคนอื่นอาจช่วยให้เราพ้นภัยได้ แต่ว่ามันยุติธรรมกับคนดำมั้ยที่ต้องถูกคิดในแง่นี้ตลอดเวลา คนเมกาเค้าพยายามต่อต้านความคิดพิมพ์เดียวติดหัวพวกนี้อย่างมากก็เพราะอย่างงี้นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความคิดพิมพ์เดียวยังทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในสังคมอีก อย่างเช่นคนมีความคิดติดหัวว่าผู้ชายจะต้องเก่งวิทย์และคณิตมากกว่าเด็กผู้หญิง ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ก็คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เด็กผู้หญิงได้ความคิดติดหัวนี้มา เสร็จแล้วเลยไม่สนใจวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ครูก็ไม่สนใจพยายามส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงหันมาเรียนเลขกับวิทย์กันเยอะ เด็กผู้หญิงก็เลยไม่เก่งเลขกับวิทย์ เด็กรุ่นต่อมาก็เลยได้เห็นตัวอย่างแล้วสืบความคิดว่าเด็กผู้หญิงไม่เก่งเลขกับวิทย์มาอีก แล้วก็วนต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ ผู้หญิงก็เลยไม่สนใจเลขกับวิทย์มากเท่าเด็กผู้ชาย แล้วก็รู้ๆกันอยู่ว่าเลขกับวิทย์นั้นทำให้ได้งานทำที่ดีกว่า จ่ายเยอะกว่า ผู้ชายก็เลยดูเหมือนจะมีความสามารถมากกว่าผู้หญิงทั้งๆที่อาจจะไม่จริงทั้งๆที่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แน่ชัดว่าผู้ชายเก่งเลขกว่าผู้หญิงจริง (เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมากซึ่งผมจะให้เขียนหนึ่งตอนเต็มเกี่ยวกับเรื่องนี้ในโอกาสต่อไป) อันนี้แหละที่ความคิดพิมพ์เดียวเริ่มสร้างปัญหาสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมมีอีกประสบการณ์นึงเกี่ยวกับความคิดพิมพ์เดียวเนี่ยแหละ ตอนเรียนไฮสกูลที่นี่ ผมเรียนเลขได้ดีกว่าเพื่อนฝรั่งแถวนั้น เพื่อนมันก็แซวว่า อื้อ แน่ล่ะแกคนเป็นเอเชียนิ่ก็ต้องเก่งเลขมากกว่า อื่ม... เหมือนจะเป็นคำชม แต่ว่าผมอยากจะตวาดไปว่า เฮ่ยข้าเก่งเลขกว่าแก เพราะตัวข้าเองไม่เกี่ยวกับว่าข้าเป็นคนเอเชียหัวดำ ข้าเก่งกว่าแกเพราะข้าฉลาดกว่า ไม่ขี้เกียจตัวเป็นขนเหมือนแก ... ความคิดพิมพ์เดียวบางทีเหมือนจะเป็นคำชมได้ แต่ว่ามันก็น่ารำคาญเพราะเหตุนี้นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเมกันพยายามจะปราบความคิดพิมพ์เดียวพวกนี้ออกไป แต่กลายเป็นว่าคนกลับเอาไปคิดเงียบๆ  เพราะว่าถ้าพูดออกไปแล้วจะถูกด่า กลายเป็นว่าเอาปัญหาไปเก็บไว้ใต้พรมอีก พวกนักจิตวิทยาเลยสร้างเกมขึ้นมาเพื่อศึกษาเจตคติโดยนัย(ความคิดพิมพ์เดียวที่ถูกปัดไปไว้ใต้พรม) เป็นเกมสั้นๆ ที่สามารถลองเล่นดูได้ ก่อนจบก็เอาไปลองเล่นดูละกัน &lt;a href="https://implicit.harvard.edu/implicit/thailand/"&gt;เกมนี้เรียกว่าการทดสอบความเชื่อมโยงโดยนัย &lt;/a&gt; เป็นภาษาไทยซะด้วยลองเล่นดูครับ แล้วจะอธิบายตอนหน้าว่ามีอะไรสนุกๆ เกิดขึ้นบ้างตอนที่ให้คนดำลองเล่นเกมนี้เพื่อดูเจตคติโดยนัยเกี่ยวกับคนดำกันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล. โทษทีตอนนี้แอบยาวอีกแล้ว ตอนหน้าจะพยายามให้กะทัดรัด ตัดความกว่านี้ละกัน&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-626172275222192151?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/626172275222192151/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_04.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/626172275222192151'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/626172275222192151'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post_04.html' title='พิมพ์เดียวกันหมด'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-3069356455530043146</id><published>2009-09-02T11:40:00.000-07:00</published><updated>2009-09-02T12:10:35.760-07:00</updated><title type='text'>อ้างเหตุ เจตนา</title><content type='html'>จิตวิทยาสังคมยังไม่จบแค่นี้ ยังมีอะไรที่น่าสนใจอยู่อีกเยอะทีเดียว ตอนที่ผ่านๆมาเราเห็นมาแล้วว่านักจิตวิทยาสังคมพยายามเข้าใจว่าทำไมคนถึงฆ่ากันได้ ทำไมคนถึงทำสิ่งเลวๆไปได้ ตอนนี้เราจะลองซูมออก แล้วถามคำถามที่ใหญ่กว่าว่าทำไมคนถึงทำอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมคนดำต้องเต้นแร็บ ทำไมเด็กจีนเก่งเลขกว่าเด็กฝรั่ง ทำไมผู้หญิงซื้อรองเท้าเยอะกว่าผู้ชาย พวกนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามทำความเข้าใจในชีวิตประจำวันเพื่อจะได้ปรับตัวได้ดีขึ้น หรือเพื่อจะได้สบายใจ อะไรก็ว่าไปนั่น ถ้าคนเราไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจพฤติกรรมคนอื่นเลย ก็คงงงเต้ก อ้าวเฮ้ยเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนนั้นถึงเดินผ่านไปไม่ทักเรา อีกตัวอย่างนึงมาจากตอนที่แล้วที่เราทิ้งท้ายเรื่องศาลตัดสินจ่าชิป ระบบศาลคงเป็นไปไม่ได้เลยถ้าคนเราไม่มีความพยายามที่จะเข้าใจจุดประสงค์ของแต่ละพฤติกรรม ว่าคนทำอะไรไปทำไม เพื่ออะไร มีอะไรเป็นตัวจุดระเบิด นักจิตวิทยาก็เลยจับจุดนี้ขึ้นมาศึกษาซะเลย ทฤษฎีหลักในวงการนี้ก็คือ ทฤษฎีการอ้างเหตุ (attribution theory) ทฤษฎีนี้บอกว่าคนพยายามอ้างเหตุของพฤติกรรม หรือพยายามอธิบายเหตุผลของพฤติกรรมของคนอื่นในสองระดับ คือระดับลักษณะนิสัยสันดาน และระดับสถานการณ์ ตัวอย่างเช่น สมมติเดินอยู่สวนลุม แล้วเห็นชายคนนึงกำลังตบแฟนสาวป้าบๆ ป้าบๆ ตะโกนโหวกเหวกด่าสารพัด คนจะคิดว่ายังไง จะพยายามทำความเข้าใจยังไงว่านายนั่นถึงตบตีแฟนได้อย่างนั้น อื่ม... สำหรับคนส่วนใหญ่พอเห็นปุ๊บมักจะคิดว่า อื้มไอ้หมอนั่นมันเลว หน้าตัวผู้ ตบตีผู้หญิงอย่างนั้น เผลอเห็นแล้วอาจจะชวนเพิ่มไปรุมตื้บ นั่นคือการพยายามอธิบายพฤติกรรมของคนอื่นในระดับนิสัยสันดาน ว่าง่ายๆ ป้ายความผิดไปที่ตัวคนๆ นั้น อื่ม.. แต่ว่ามองๆ ไปสักพักคนก็จะคิดได้ว่า อะโหเฮ้ย ทะเลาะกันขนาดนี้ อาจจะแปลว่าผู้หญิงอาจจะไปมีชู้ เผาบ้าน ปล่อยให้ลูกอดนม หรืออะไรอย่างนั้นก็ได้ นี่คือระดับสถานการณ์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทฤษฎียังบอกอีกว่าระดับนิสัยเนี่ยเป็นความคิดแบบอัตโนมัติ เห็นปุีบคิดได้ปั๊บ ว่าง่ายๆ คือไม่ต้องคิดมาก แต่ว่าระดับบสถานการณ์เนี่ยเป็นความคิดแบบต้องการการควบคุม ว่าง่ายๆ คือต้องมานั่งคิดกันจริงๆ ถึงจะนึกได้ว่าพฤติกรรมคนอาจจะเกิดมาจากสถานการณ์รอบข้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่ม...ฟังดูดีนะ แต่ว่ารู้ได้ไงล่ะ ว่าคนคิดเป็นสองระดับแบบนี้จริงๆ มีการทดลองนึงซึ่งพยายามพิสูจน์ให้ดู การทดลองนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มการทดลองที่คล้ายๆกัน กลุ่มแรกคนที่เข้าร่วมการทดลองจะต้องฟังเรื่องเล่า และก็ให้พยายามตอบคำถาม เรื่องเล่าก็จะคล้ายๆกับ เรื่องนายหนุ่มตบตีแฟนสาวในสวนลุมนั่นแหละ ส่วนคำถามก็คล้ายๆ กับให้ลองอธิบายว่านายหนุ่มตบตีแฟนสาวทำไม ในกลุ่มที่สองคนที่เข้าร่วมการทดลองทำเหมือนกับกลุ่มแรกทุกอย่าง แต่ว่าในระหว่างที่ฟังเรื่องและตอบคำถามจะต้องดูจอและจำคำศัพท์ที่จะออกมาผุบๆโผล่ๆ ในจอ ผลปรากฎว่าคนที่ฟังเรื่องและตอบคำถามโดยไม่ต้องจำคำศัพท์นั้นจะอธิบายการตบตีด้วยอ้างถึงสถานการณ์รอบตัว มากกว่ากลุ่มที่ต้องจำคำศัพท์ไปด้วย สรุปว่าการอ้างเหตุของพฤติกรรมในระดับสถานกาณ์นั้นต้องใช้ความคิดมากกว่า ที่สรุปอย่างนี้ได้เพราะว่ากลุ่มที่ต้องจำคำศัพท์นั้นมีภาระการคิดมากกว่ากลุ่มที่ไม่ต้องจำศัพท์ เลยฟังเรื่องไม่ค่อยได้ความ แล้วก็ตอบคำถามแบบต้องคิดเรื่องอื่นไปด้วย การที่คนมองข้ามอิทธิพลของสถานการณ์ ตามทฤษฎีนี้เรียกว่าการอ้างเหตุผิดพลาดมูลฐาน (fundamental attribution error) อื่ม... พยายามแปลเต็มที่ อีกตัวอย่างคือศาลตอนตัดสินจ่าชิปอาจจะมองข้าม หรือดูถูกอิทธิพลของสถานการณ์กันไปนั่นเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อื่ม.. ดูเหมือนจะฟังดูดี แต่ว่า แต่ว่า.. แต่ว่า การอ้างเหตุในระดับนิสัยสันดานมันอัตโนมัติได้ยังไงล่ะ ความคิดอัติโนมัติพวกนี้มันมาจากไหนกันล่ะ มั่วรึเปล่า ความคิดก็ต้องมีที่มาสิ อื่ม... ลองคิดดูใหม่นะครับ ตอนเห็นผู้ชายตบตีผู้หญิงเรามักเห็นว่าผู้ชายเลว เป็นเพราะอะไร เรามีความคิดติดหัวว่าผู้ชายเป็นเพศที่แข็งแรงกว่า ผู้ชายที่จะตบตีผู้หญิงเลยต้องเลวเพราะรังแกเพศที่อ่อนแอกว่า ผู้ชายพวกนี้ก็พิมพ์เดียวกันงี้เป๊ะเหมือนกันทุกคน... ความคิดติดหัวจำพวกนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า stereotype ขอแปลว่าความคิดพิมพ์เดียว แต่ว่านั่นก็ยังไม่ตอบคำถามเลยว่า ความคิดอัตโนมัติ ความพิมพ์เดียว มันมาติดอยู่ในหัวได้ยังไงกัน ฟังต่อตอนหน้าแล้วกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล. ถ้าอ่านจนถึงตรงนี้แล้วช่วยคอมเมนต์โดยการพิมพ์คำว่า "จิต" หรือ "จิตจี๊ด" ขอบคุณครับ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-3069356455530043146?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/3069356455530043146/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post.html#comment-form' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3069356455530043146'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3069356455530043146'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/09/blog-post.html' title='อ้างเหตุ เจตนา'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-2722398165338763934</id><published>2009-08-31T08:44:00.001-07:00</published><updated>2009-08-31T08:51:51.494-07:00</updated><title type='text'>ยอดชายนายซิมบาโด้ ตอนสอง</title><content type='html'>จากตอนที่แล้วทุกคนรู้เบสิคแล้วว่าแกล้งให้เพื่อนเดิมไปตบกบาลคนขับรถเมล์เขียวได้ยังไง แล้วก็รู้แล้วว่าพอคนธรรมดาๆ ตาสี ตาสามาจับใส่คุกปลอมแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง (อื่ม...ถ้าไม่รู้ไปอ่าน&lt;a href="http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post_26.html"&gt;ยอดชายนายซิมบาโด้ ตอนหนึ่ง&lt;/a&gt;) ตอนนี้ทุกคนจะพอเข้าใจว่านายซิมบาโด้นอกจากจับคนมาขังคุกเก่งแล้วยังมีความสามารถในการต่อยไข่ ใส่สี โรยผักชี งานทดลองของพี่แกจนออกทีวีได้ทุกวี่ทุกวัน ดูกันต่อเลยว่า หมอนี่ดังได้เพราะอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังเพราะเสนอหน้าเก่ง&lt;br /&gt;เด็กเมกันที่เรียนจิตวิทยาตอนอยู่ม.ปลาย มักจะได้ดู วิดีโอของซิมบาโด้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือสารคดีจิตวิทยาที่นายซิมบาโด้พร้อมกับหนวดเครื่องหมายการค้าของเฮียเค้าตอนหนุ่มๆ ปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่ก็ยังใช้กันอยู่ แต่ล่าสุดนี้การทดลองคุกแสตนฟอร์ดดังขึ้นมาใหม่เพราะว่ามันไปคล้ายคลึงกับสถานการณ์ของคุกในอิรักตอนที่พวกเมกันไปบุกอิรักเพราะคิดว่าซัดดัมกำลังเตรียมอาวุธที่มีพลังทำลายล้างสูงอยู่ และกำลังร่วมสนับสนุนการก่อการร้าย (ทั้งๆที่ อาจจะไม่จริง เมกันอาจจะแค่อยากได้น้ำมัน) แต่ว่าเรื่องที่มันจะเกี่ยวกับนายซิมบาโด้ก็คือว่า ทหารเมกันเข้าไปในอิรักแล้วก็ยีดคุกอาบู กราอิบเป็นฐานบัญชาการหรืออะไรประมาณนั้น แล้วมีอยู่วันหนึ่งมีภาพหลุดจากคุกออกมา ไม่ใช่วิดีโอคลิปอั้มหรืออะไรทั้งนั้น แต่ว่าเป็นภาพนักโทษอิรักในคุกทหารเมกัน ทรมานสารพัดที่จะๆ คือรูปข้างล่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SpvxI0m11ZI/AAAAAAAABOs/KEUGTAaLD8U/s1600-h/Abu_Ghraib_prison_abuse.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SpvxI0m11ZI/AAAAAAAABOs/KEUGTAaLD8U/s320/Abu_Ghraib_prison_abuse.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5376155714059621778" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;นายทหารที่นั่งทับนักโทษอิรักอยู่ชื่อว่า จ่าชิป พอรูปนี้หลุดออกไปจ่าชิปก็เดือดร้อนต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เพราะว่าทำให้กองทัพเมกันเสื่อมเสียชื่อเสียงไปทั่วโลก (ใช่ว่าชื่อเสียงยังมีให้เสื่อมเสียอะนะ) แต่ว่าจ่าชิบกำลังจะถูกจับเข้าคุกด้วยประการฉะนี้ แต่ว่าแต่นแต๊น นายซิมบาโด้ก็ออกมาพยายามช่วยชีวิตจ่าชิป นายซิมบาโด้ก็เถียงว่าที่จริงเรื่องที่จ่าชิปกลั่นแกล้งทรมานนักโทษอิรักไม่ใช่ความผิดของจ่าชิปเองเลย สถานการณ์ในคุกอาบูกราอิบก็เหมือนสถานการณ์ในคุกแสตนฟอร์ด คนดีๆ ธรรมดาๆ พอจับมาอยู่สถานการณ์แบบนั้นก็กลายเป็นคนเลวกันไปหมดเพราะว่าอำนาจของสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์ จ่าชิปก็เหมือนกันสถานการณ์ในคุกอาบูกราอิบนั้นเคร่งเครียดมาก เพราะไม่รู้จะถูกพวกอิรักเอาระเบิดลง หรือมาลุยทลายคุกเมื่อไร แล้วว่าทหารเมกันไม่เคยถูกฝึกให้มาอยู่คุมคุกในต่างแดนแบบนั้นด้วย เพราะฉะนั้นทหารนายไหนต่อให้ดีแค่ไหนก็ตามถ้าถูกส่งมาทีนี่ก็คงทำเหมือนจ่าชิปกันทั้งนั้น ด้วยเหตุนั้นเองจ่าชิปไม่ควรจะเป็นจะตกเป็นผู้ต้องหา คนที่ฝึกทหารต่างหากควรจะเป็นคนรับผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พยายามก็พยายามนะครับ แต่ว่าศาลไม่ฟังความจากนายซิมบาโด้ แล้วก็สั่งจับขังจ่าชิป ปลดยศ ปลดเงินประจำตำแหน่ง เสียทุกอย่างเลย...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โอเคเรื่องทำให้นายซิมบาโด้ดังขึ้นมา ถึงแม้จะช่วยนายชิปไม่สำเร็จ แต่ว่าสื่อก็เอาคำให้การของนายซิมบาโด้ออกไปเผยแพร่ คนก็หันมาสนใจการทดลองคุกแสตนฟอร์ดเข้าไปอีก แต่ว่ายังไม่พอครับ นายซิมบาโด้ก็ออกมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ว่าไม่ใช่หนังสือพอกเก็ตบุ๊คดาราทั่วไป แต่ว่าเป็นหนังสือที่นายซิมบาโด้อ้างถึงการทดลองต่างๆที่เคยทำมา แล้วอ้างอิงถึงกรณีของจ่าชิป แล้วตั้งชื่อปรากฎการณ์ที่สถานการณ์พาให้คนเป็นคนเลวว่า ปรากฎการณ์ลูซิเฟอร์ เหะเหะ ตั้งชื่อตามเทวดาตกสวรรค์แล้วกลายเป็นมารไป แล้วก็ออกทัวร์โปรโมตหนังสือไปทั่วประเทศ ดังเข้าไปอีก ขายของได้ด้วย ฮ่าๆ และยังออกตระเวณทัวร์บรรยายให้เด็กๆฟังอีกว่า เด็กๆครับเราต้องต่อสู้กับสถานการณ์ ทำตัวเป็นวีรบุรุษเดินดิน อย่าให้สถานการณ์พาเราเป็นคนเลวไปได้...ว่าไปนั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อ่า คราวนี้สงสัยกันรึเปล่าว่าทำไมศาลถึงไม่เชื่อนายซิมบาโด้ทั้งๆที่เค้าเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง แล้วก็ดูเหมือนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา นายซิมบาโด้ดูบ้าๆบอๆ หรือว่าอะไรกัน ที่จริงๆ แล้วนักจิตวิทยาบางกลุ่ม(เหะรวมทั้งผมด้วย) ไม่ค่อยคิดว่าการทดลองคุกแสตนฟอร์ดนี่มันมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากเท่าไร นั่นหมายความว่าการทดลองไม่การควบคุมให้เป็นมาตรฐานเช่น คนคุมคุกในแต่ละวันจะต้องอะไรกับนักโทษบ้าง นักโทษแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นคนอื่นจะลองทำการทดลองอีกรอบก็จะไม่เหมือนเดิม ผลออกมาก็อาจจะบอกไม่เหมือนเดิม ทำให้สรุปอะไรไม่ได้สักอย่างจากการทดลอง อันนี้เป็นหนึ่งข้อกล่าวหาว่าการทดลองไม่เป็นวิทยาศาสตร์ อีกอันนึงก็คือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ตามปกติแล้วจะต้องหยิบคนมั่วๆ มาเข้าร่วมการทดลองเพื่อว่าการทดลองจะได้ยุติธรรม และทำให้สรุปได้ว่าผลการทดลองนั้นเวิร์คกับคนทุกกลุ่ม แต่ว่าการทดลองนี้หยิบคนมาไม่มั่วจริง เค้าแต่คนที่ออกจะมีแนวโน้มก้าวร้าวอยู่แล้ว เพราะว่าตามประกาศบอกว่าจะให้คนเข้ามาเป็นคนคุมคุก และนักโทษ คนเห็นประกาศพวกนี้ก็ยิ้ม ฮ่าๆ จะได้เงินค่าตอบแทนด้วย แล้วเผลอได้ตีนักโทษเล่นๆ อีกตะหาก บวกกับนายซิมบาโด้แปะประกาศในมหาวิทยาลัย ก็เลยจะได้แต่เด็กเมกัน ในกลุ่มอายุนั้นๆ เพราะฉะนั้นการทดลองนี้ได้คนไม่มั่วจริง อาจจะเป็นได้ว่าที่การทดลองผลออกมาเป็นอย่างนั้น เพราะได้คนที่มันออกก้าวร้าวอยู่แล้วก็ได้ ถ้าหยิบชาวบ้านข้างถนนมั่วๆ มาจริง ผลอาจจะออกมาไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ว่าสรุปจริงๆก็คือ ถึงแม้ว่าการทดลองของนายซิมบาโด้อาจจะไม่มีผลสรุปอะไรจริงๆ แต่ว่าประเด็นนายซิมบาโด้ขุดขึ้นมาก็ฟังดูดีอยู่ คนมักจะโทษไปว่าสิ่งเลวๆที่เกิดขึ้น นั้นเกิดจากคนคนนั้นเอง และก็มองข้ามอิทธิพลของสถานการณ์ไป ศาลที่ตัดสินจ่าชิปอาจจะมองข้ามจุดนี้ ที่จริงมีทฤษฎีจากนักจิตวิทยาอีกคนนึงครับ ที่ทำให้เราพอจะรู้ว่าทำไมคนถึงมักจะมองข้ามอิทธิพลของสถานการณ์ การทดลองของนายคนนี้ค่อนข้างฉลาดทีเดียว ไว้มาดูกันตอนหน้าละกัน ตอนนี้เริ่มยาวเกินไปแล้ว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-2722398165338763934?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/2722398165338763934/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post_31.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/2722398165338763934'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/2722398165338763934'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post_31.html' title='ยอดชายนายซิมบาโด้ ตอนสอง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SpvxI0m11ZI/AAAAAAAABOs/KEUGTAaLD8U/s72-c/Abu_Ghraib_prison_abuse.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-3815577637883810424</id><published>2009-08-26T07:15:00.001-07:00</published><updated>2009-08-31T08:52:05.312-07:00</updated><title type='text'>ยอดชายนายซิมบาโด้ ตอนหนึ่ง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SpVD7ijYxjI/AAAAAAAABN4/TFpbL4Kd5aM/s1600-h/professor-zimbardo-last-lecture.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 290px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SpVD7ijYxjI/AAAAAAAABN4/TFpbL4Kd5aM/s320/professor-zimbardo-last-lecture.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374276420503127602" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ถ้าให้คนไทยบอกชื่อนักจิตวิทยาที่รู้จักมาสักคนนึง คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่ก็คือ ซิกมันด์ ฟรอยด์ หมอนี่ดังมากเพราะว่าสร้างทฤษฎีทะลึ่ง สะดุ้งได้สะใจ แล้วก็นักสะกดจิตด้วย ว่าง่ายถ้านึกถึงนักจิตวิทยาก็จะนึกถึงคนนี้ก่อนเลย (อื่มดร.วัลลภก็เป็นนักจิตวิทยา แต่ตัวผมเองยังไม่รู้เลยว่าเค้าทำงานด้านไหน) โอเค แต่ถ้าถามคนเมกัน มันก็จะตอบว่าฟรอยด์เหมือนกัน แต่ว่าล่าสุดนี้คนจะเริ่มตอบว่า ซิมบาโด้ นายซิมบาโด้หน้าตาเหมือนรูปข้างล่างนี้ เคยสอนอยู่แสตนฟอร์ด อยู่พักใหญ่ๆ แต่ว่าเกษียรไปเรียบร้อยแล้ว ออกไปตอนผมเข้าแสตนฟอร์ดพอดี หมอนี่จู่ๆ ดังขึ้นมาได้เพราะหลายสาเหตุอยู่ มาดูกันเลยดีกว่าว่าเพราะอะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SpVEGGIkWSI/AAAAAAAABOA/Cyuy8XA69-I/s1600-h/guard-250.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0pt 10px 10px 0pt; float: left; cursor: pointer; width: 246px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SpVEGGIkWSI/AAAAAAAABOA/Cyuy8XA69-I/s320/guard-250.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5374276601853008162" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;ดังเพราะการทดลอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตอนที่แล้วเราค้างไว้เรื่องจิตวิทยาความชั่ว คนทำความชั่วเพราะอะไร นายมิลแกรมก็บอกให้โลกรู้แล้วว่าคนมักทำชั่วตามที่บุคคลที่อำนาจบอกไว้ ทั้งๆที่คนนั้นอาจจะไม่ได้มีอำนาจเลยก็ตามที นายซิมบาโด้ มาขยายต่อ (โดยไม่ค่อยได้ตั้งใจเท่าไร) มาฟังการทดลองที่ทำให้นายซิมบาโด้ดังมากในเมกา หมอนี่เป็นนักจิตวิทยาในยุคนั้นที่ชอบจับคนมาทำอะไรแปลกๆ แต่ก็มาสรุปเอาทีหลังว่าการทดลองที่ทำ ทำไปทำไม ไม่มีการวางแผนวางแปลนอะไรทั้งนั้น มีอยู่การทดลองนึง การทดลองนี้ชื่อว่าการทดลองเรือนจำแสตนฟอร์ดซึ่งเป็นการทดลองที่ดังมาก นายซิมบาโด้ออกไปประกาศหาอาสาสมัครมาเข้าร่วมการทดลองนี้ โดยให้อาสาสมัครเป็นคนคุมคุกหรือไม่ก็นักโทษ อาสาสมัครไม่มีสิทธิเรือกว่าจะเป็นอะไร นายซิมบาโด้จะจัดเองว่าใครเป็นใคร เริ่มการทดลองโดยการจ้างตำรวจปลอมไปจับอาสาสมัครที่จะเข้าร่วมการทดลองจากบ้าน เหมือนจริงเลย จับสั่งกรงขัง มีเสื้อผ้านักโทษ มีหมายเลขผุ้ต้องขังเรียบร้อย ส่วนคนคุมคุกนั้นนายซิมบาโด้ ก็จัดหาเสื้อคนคุมคุก แว่นตาดำ กระบอง และอุปกรณ์ทุกอย่าง แล้วก็อนุญาตให้คนคุมคุกสามารถกลั่นแกล้งนักโทษได้ตามสมควร สร้างบรรยากาศให้เหมือนว่าชีวิตนักโทษอยู่ภายใต้ระบบของเรือนจำ ระบบของกฎหมาย กฎหมู่ของคุก ผลก็คือ คนคุมคุกกลั่นแกล้งนักโทษสารพัดอย่าง ให้นอนหนาวโดยไม่มีผ้าห่ม ไม่ให้ใส่เสื้อผ้านอน ไม่ให้เอาถังฉี่ไปเททิ้ง ไม่ให้ขี้ไม่ให้เยี่ยว นักโทษก็เริ่มประท้วงด้วยวิธีต่างๆ นักโทษบางคนก็เริ่มออกอาการบ้า เลยถูกเชิญให้ออกจากการทดลอง มีอยู่วันนึงนักโทษทลายคุก คนคุมคุกเลยต้องสร้างคุกขึ้นมาใหม่เลยโมโหกลั่นแกล้งนักโทษหนักขึ้นไปอีก ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาแค่หกวัน จากนั้นการทดลองก็ถูกยกเลิกทันทีทั้งๆที่กะว่าจะปล่อยไว้สองอาทิตย์ จับคนมาใส่ชุดนักโทษปลอมๆ ในคุกปลอมๆ มาเกือบอาทิตย์สรุปอะไรได้บ้างล่ะเนี่ย นายซิมบาโด้ขอสรุปว่าสถานการณ์ และบรรยากาศที่สร้างขึ้นสามารถเปลี่ยนชาวบ้านธรรมดาๆ มาเป็นนักคุมคุกใจโหดได้ วิธีที่จะทำให้คนกลายเป็นคนชั่วไปได้ มีอยู่อย่างน้อยสามวิธี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีแรก คือ ทำให้คนไม่ใช่คน อื่ม...ยังไงกันล่ะ ตัวอย่างเช่นการทดลองของนายมิลแกรมจากตอนที่แล้ว (ถ้านึกไม่ออกให้กลับไปอ่านช็อต) เราสามารถวัดได้ว่าคนจะกระทำรุนแรงกับอีกคนนึงได้มากน้อยแค่ไหนโดยดูที่ไฟช็อตแรงสุดที่เท่าไรโดยเฉลี่ย แต่ในสถานการณ์นี้คนคุมการทดลองแกล้งพูดให้คนกดปุ่มช็อตได้ยินว่า นักเรียนที่อยู่อีกห้องนึงน่ะเหมือนหมาเลย เท่านั้นแหละครับ ไม่ต้องทำอะไรมากกว่านั้น นักเรียนถูกช็อตแรงกว่าถ้าเทียบกับสถานการณ์ปกติที่คนคุมการทดลองไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับนักเรียน ในการทดลองคุกแสตนฟอร์ดก็มีการใช้แผนนี้เหมือนกัน คนคุมคุกด้วยกันเริ่มเรียกแทนนักโทษว่า มัน หรือ เรียกว่าไอ้นี่ ไอ้นั่นแทนที่จะเรียกว่าคนนี้หรือคนนั้น บวกกับนักโทษแต่ละคนไม่ได้ถูกเรียกตามชื่อ ถูกเรียกตามหมายเลข ยิ่งทำให้ห่างจากความเป็นคนออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีที่สอง คือ ทำให้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร (พยายามแปลมาจาก deinviduation) ไม่รู้เรื่องทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษเลย มาดูตัวอย่างกันดีกว่า การทดลองนึงให้เด็กประถมจับกลุ่มเล่นกัน แล้วลองสังเกตดูว่าเด็กตีกัน หรือเล่นเจ็บๆกันกี่ครั้ง เสร็จแล้วจับเด็กใส่เสื้อผ้าแปลกๆไป แล้วที่สำคัญให้ใส่หน้ากากทุกคน จะได้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แล้วนับอีกว่าตีกันกี่ครั้ง เล่นสักพักให้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดเดิมแล้วก็เอาหน้ากากออก แล้วปล่อยให้ไปเล่น นับอีกว่าตีกันกี่ครั้ง ปรากฎว่าตอนใส่หน้ากากเด็กตีกันเยอะว่าตอนไม่ใส่หน้ากากเยอะมาก แผนนี้ก็ถูกใช้ในคุกแสตนฟอร์ด โดยคนคุมคุกจะใส่แว่นตาดำใหญ่ๆตลอด แล้วก็ไม่เคยบอกชื่อให้นักโทษรู้เลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิธีที่สาม คือ ทำให้คนสั่งเหมือนมีอำนาจสั่งการ ไอเดียนี้ใกล้ๆกับการทดลองของมิลแกรมจากตอนที่แล้ว แต่ในการทดลองนี้นายซิมบาโด้คือเป็นคนสั่งการเอง คนคุมคุกถูกซิมบาโด้ด่าเป็นระยะๆ ว่าไม่ยอมทำให้สถานการณ์ในคุกสงบ คนคุมคุกเลยเหมือนแค่ทำตามคำสั่งของคนที่สูงกว่าอีกที สาเหตุที่แผนนี้มันใช้ได้ก็คือว่า ความรับผิดชอบจะตกอยู่กับคนที่อำนาจสูงกว่า คนคุมคุกเลยจะทำบ้าอะไรก็ได้ เพราะก็แอบรู้ในใจว่าถ้ามันมีอะไรผิดประหลาดเกิดขึ้นจริงๆ เดี๋ยวซิมบาโด้ก็จะรับผิดชอบเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาล่ะตอนนี้เราเริ่มรู้รากของความชั่วกันแล้ว ตอนหน้ามาดูกันต่อว่า ทำให้การทดลองนี้ทำไมมันถึงดังเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ป.ล. ขออภัยที่โพสต์ช้ามาก เพราะว่าคนเขียนป่วย แล้วก็กำลังย้ายบ้าน (ในเวลาเดียวกัน)&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-3815577637883810424?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/3815577637883810424/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post_26.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3815577637883810424'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/3815577637883810424'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post_26.html' title='ยอดชายนายซิมบาโด้ ตอนหนึ่ง'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SpVD7ijYxjI/AAAAAAAABN4/TFpbL4Kd5aM/s72-c/professor-zimbardo-last-lecture.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-4844386752858045221</id><published>2009-08-11T00:04:00.000-07:00</published><updated>2009-08-11T21:43:34.696-07:00</updated><title type='text'>ช็อต</title><content type='html'>&lt;span&gt;หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฮิตเลอร์สั่งให้ทหารเยอรมัน&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนยิว คนยิวตายไปหกล้านคน มันหาคนมาจากไหนที่จะบอกให้&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ไปฆ่าใครก็ฆ่าได้ขนาดนั้น สั่งให้ทหารออกไปฆ่าคนรายวั&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;นได้ ช่วงนั้นนักจิตวิทยาเลยสนใจ&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;กันมากว่า ทหารฮิตเลอร์ทำงี้ได้ยังไง นักจิตวิทยาสังคมคนนึงชื่อ แสตนลีย์ มิลแกรม (Stanley Milgram) สร้างการทดลองทางจิตวิทยาขึ&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;้นมาอันนึงที่มหาวิทยาลัยเย&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ลซึ่งเป็นมหาลัยที่ได้รับกา&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;รยอมรับนับถือมากในประเทศอเ&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;มริกา การทดลองนี้ดังมากๆ สามารถเปิดดูวิกิพีเดียได้ แต่ว่าผมก็จะเอามาเล่าให้ฟั&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;งอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span&gt; การทดลองเป็นอย่างนีี้คือ นายแสตนลีย์เรียกคนเข้ามาร่&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;วมการทดลอง แล้วหลอกว่าเค้าต้องการศึกษ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;าว่าคนเรียนรู้คำศัพท์ยังไง&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt; ฮ่าๆ ที่จริงแล้วไม่เกี่ยวเลย พอคนเข้ามานายแสตนลีย์ก็บอก&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ว่า หน้าที่ของคุณก็คือเป็นคุณค&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;รู สอนให้นักเรียนจำคำศัพท์ที่&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;อยู่บนกระดาษ ก่อนเริ่มเหยื่อเข้ามาจับมือทักทายนักเรียน ทำความรู้จักกันเรียบร้อย แต่ว่าเหยื่อของเราไม่รู้หรอกว่าน&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ักเรียนที่ว่านี้เป็นหน้าม้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;าของนายแสตนลีย์ วิธีที่ครูสอนก็คือ ครูจะอยู่ห้องนึงอ่านคำศัพท&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;์ให้นักเรียนฟังผ่านทางเสีย&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;งตามสาย ถ้านักเรียนจำคำศัพท์ไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt; ให้กดปุ่มช็อตไฟฟ้าซึ่งหน้าตาเป็นแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SoEYKUxhqcI/AAAAAAAABNw/WonDwOSc8VM/s1600-h/ShockGenarator.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 231px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SoEYKUxhqcI/AAAAAAAABNw/WonDwOSc8VM/s320/ShockGenarator.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5368598796456536514" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;span&gt;ถ้านักเรียนทำผิดครั้งต่อไป&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ก็ให้กดปุ่มถัดไปซึ่งไฟจะช็&lt;/span&gt;&lt;span&gt;อตแรงขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็เขียนไว้ชัดด้วยๆ ถ้ากดถึงปุ่มสุดท้ายคนถูกช็&lt;/span&gt;&lt;span&gt;อตอาจตายได้ แต่ที่จริงแล้วหน้าม้าของเร&lt;/span&gt;&lt;span&gt;าที่ปลอมเป็นนักเรียนไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ถูกช็อตเลย พอกดปุ่มก็จะเปิดเสียงร้องจ&lt;/span&gt;๊ากที่อัดไว้ก่อนแล้ว ว่าง่ายคือปุ่มช็อตที่จริงก็คือปุ่มเล่นเทปนั่นเอง เริ่มกันเลยดีกว่า&lt;br /&gt;&lt;div class="clear_none"&gt;&lt;span&gt; ผิดครั้งแรก กดปุ่มปุ๊บ นักเรียนก็ร้องอู๊ย ปุ่มที่สอง ร้องอะจ๊าก ปุ่มถัดๆไป ปุ๊บก็ตะโกนไม่ไหวแล้วนะโว้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ยปล่อยตูออกไป ... คราวนี้คุณครูก็งงไม่รู้ทำไ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;งต่อเพราะไม่อยากจะช็อตนักเ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;รียนไปเรื่อยๆ เลยหันไปถามนายแสตนลีย์ นายแสตนลีย์ก็ตอบว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรุณาดำเนินการทดลองต่อไป...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt; ถ้าถามอีกก็จะบอกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การทดลองกำหนดว่าคุณต้องดำเ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;นินการต่อ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;... พอปุ่มหลังๆ นักเรียนไม่ตอบสนอง ทำเหมือนกับสลบไปแล้ว ถามคำศัพท์ก็หยุดตอบแล้ว แต่ว่านายแสตนลีย์ก็บอกว่า ไม่ตอบก็ถือว่าผิด ให้ช็อตไฟฟ้าต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt; ปรากฎว่าคนส่วนใหญ่ช็อตจนถึ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;งปุ่มสุดท้าย ทั้งๆที่ป้ายเขียนว่าไฟฟ้าแรงมากๆ นักเรียนอาจจ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ะตายได้... เกิดอะไรขึ้นกันล่ะเนี่ย ทำไมชาวบ้านที่ไม่มีพิษมีภั&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ยถึงทำกับอีกคนอย่างนี้ให้ล&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;งคอ เห็นชัดๆว่า ถ้าเกิดไม่มีนายแสตนลีย์คอย&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;บอกให้ช็อตคนไปเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่คงไม่ช็อตไปถึงปุ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;่มสุดท้าย สิ่งที่เค้าต้องการจะชี้ให้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;เห็นคือว่า เราสามารถถูกบอกให้ทำอะไรร้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ายๆ ได้ถ้ามีบุคคลที่แสดงอำนาจเ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;หนือเรา ปัจจัยที่ทำให้คนตกอยู่ในอำ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;นาจ ก็แนวโน้มของคนที่ชอบทำตามส&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ิ่งที่คนอื่นบอกให้ทำเมื่อต&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;กอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่น&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;อน พอเราไม่รู้จะตัดสินใจยังไง&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ก็ทิ้งให้การตัดสินใจไปอยู่&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;กับคนอื่น นี่คือประเด็นหลักประเด็นแร&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;กของการทดลอง ซึ่งทำให้โยงไปถึงประเด็นที&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;่สองของการทดลองนี้ เรารู้สึกเหมือนว่าเราแค่ทำ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ตามคำสั่งของคนที่มีอำนาจ ถ้ามีอะไรร้ายๆเกิดขึ้น ความรับผิดชอบก็จะไปตกอยู่ก&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ับคนที่มีอำนาจสั่งการ ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเราจะไ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ราทำ สองประเด็นนี้ทำให้เราเข้าใ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;จว่าทหารนาซีจับคนยิวไปเข้า&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;เตาอบรมควันพิษตายเป็นเบือไ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ด้ทุกวันได้ยังไงกัน รู้ๆกันอยู่ว่าระบบทหารมันเ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ป็นลำดับขั้นตามยศ นายใหญ่สั่งมาก็ทำไป ถ้ามีอะไรแย่ๆ คนก็ไปโทษนายใหญ่ อย่างง่ายๆ เลย เราก็คิดว่าฮิตเลอร์โหยมันโ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;หดไม่สมควรเป็นคนอีกต่อไปเพ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ราะว่าฆ่าคนยิวเยอะมาก แต่จริงๆ นายฮิตเลอร์อาจจะไม่ได้ฆ่าค&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;นยิวด้วยตัวเค้าเองเลยแม้แต่คนเดียวก็ได้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt; แต่สั่งทหารไปฆ่าแทน เห็นมั้ยครับว่าเราก็โทษเอา&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;คนที่สั่งการ ไม่เคยมีใครไปหารายชื่อทหาร&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ตอนนั้นแล้วมาแปะปราณามกลาง&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;สนามหลวงเลย ทหารเยอรมันตอนนั้นก็คงรู้ส&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ึกอย่างเดียวกัน แล้วก็แค่ทำตามคำสั่งไปเท่า&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;นั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าสิ่งที่ทำไปมันโหด&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;เกินมนุษย์อยู่&lt;br /&gt;&lt;span&gt; แต่ว่านักจิตวิทยาสังคมไม่ห&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ยุดอยู่แค่นี้ครับ เค้าไขว่คว้าค้นหาต่อไปว่าท&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;ำไมคนถึงทำเลวได้ ติดตามตอนหน้า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-4844386752858045221?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/4844386752858045221/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post_11.html#comment-form' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/4844386752858045221'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/4844386752858045221'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post_11.html' title='ช็อต'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SoEYKUxhqcI/AAAAAAAABNw/WonDwOSc8VM/s72-c/ShockGenarator.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-1345870152334689327</id><published>2009-08-10T09:34:00.000-07:00</published><updated>2009-08-10T11:48:49.852-07:00</updated><title type='text'>ตามน้ำ</title><content type='html'>&lt;span&gt;คนไทยชอบตามฝรั่ง ตามญี่ปุ่น ตามเกาหลี เคยสงสัยรึเปล่าว่าฝรั่งเค้&lt;/span&gt;&lt;span&gt;าตามใครกัน ฝรั่งเค้าตามนิการากัว หรือกัวเตมาลา กันรึเปล่า หรือว่าฝรั่งตามฝรั่งกันเอง&lt;/span&gt;&lt;span&gt; ที่จริงแล้วนิสัยการตามนี่ก&lt;/span&gt;็เป็นกันทุกคนนั่นแหละ ลองดูวิดีโอนี้&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;object height="344" width="425"&gt;&lt;param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/xTOwE3hnEWk&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;"&gt;&lt;param name="allowFullScreen" value="true"&gt;&lt;param name="allowscriptaccess" value="always"&gt;&lt;embed src="http://www.youtube.com/v/xTOwE3hnEWk&amp;amp;hl=en&amp;amp;fs=1&amp;amp;" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" height="344" width="425"&gt;&lt;/embed&gt;&lt;/object&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt; อันนี้คลาสสิกมากใครเรียนจิ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ตวิทยาต้องได้ดู และได้ฮากันทุกคน นิสัยการตามเป็นสิ่งแรกๆที่&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;นักจิตวิทยาเค้าค้นพบกันเลย&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ทีเดียว (สามารถสังเกตได้ว่าวิดีโอม&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ันเก่ามาก) ไอเดียหลักๆ ก็คือมนุษย์ต้องอยู่ในสังคม&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ถึงจะมีชีวิตอยู่รอดได้ (หรือตอนที่โรงเรียนสอนๆ กัน ว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม) และสังคมย่อมมีผลต่อพฤติกรร&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;มคน สาขาจิตวิทยาสังคมโผล่ขึ้นม&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;าเป็นสาขาย่อยในจิตวิทยาอีก&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ทีนึง เพื่อจะศึกษาว่าสังคมมีอิทธ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ิพลต่อคนยังไงบ้าง เช่น เรื่องนิสัยตามน้ำที่ได้ดูก&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ันวิดีโอ นักจิตวิทยาสังคมเค้ามีทฤษฎ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ีของเค้าว่า คนชอบตามน้ำกันไปเพื่อจะได้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;เป็นที่ยอมรับของสังคมนั้นๆ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt; เพื่อจะได้อยู่รอดได้ (เอาซะง่ายๆแบบนี้ล่ะ) แล้วจะขยายทฤษฎีไปครอบคลุมถ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ึงว่าทำไมคนบางกลุ่มถึงชอบต&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ามแฟชัน หรือทำกิจกรรมตามกลุ่มเพื่อ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;นเป็นต้น มีการทดลองเกี่ยวกับการตามน&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;้ำของคน อันนี้แสบมากๆ นักจิตวิทยาชื่อ นายโซโลมอน แอช (Solomon Asch) เรียกคนเข้ามาร่วมการทดลอ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ง สิ่งที่เค้าให้ทำคือให้นั่ง&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ในห้องประชุมพร้อมกับผู้ร่วมกา&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;รทดลองคนอื่น ๆ อีกประมาณสี่ห้าคน แล้วจะโชว์รูปภาพข้างล่างนี้ให้ดู&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SoBN7ZKcy0I/AAAAAAAABNo/-Yvj0wgn6nw/s1600-h/Asch_experiment.png"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 270px; height: 221px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SoBN7ZKcy0I/AAAAAAAABNo/-Yvj0wgn6nw/s320/Asch_experiment.png" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5368376438587968322" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วให้ตอบคำถามตามรูปภาพ เช่น เส้นไหนยาวที่สุด เส้นไหนยาวเท่ากัน&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt; แต่คนร่วมการทดลองไม่รู้ว่า&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt; คนอื่นที่นั่งอยู่น่ะจริงๆ เป็นหน้าม้า กฎก็คือ&lt;/span&gt;&lt;span&gt;เวลาตอบคำถามต้องตอบให้คนอื่นได้ยินด้วย แล้วหน้าม้าจะตอบก่อนตลอดแล้วก็ตอบผิดตลอด โอเค เริ่มภาพแรกเส้นซ้ายยาว&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;กว่าเส้น A แบบเห็นๆ คนทำการทดลองก็ถามคนในห้องท&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ีละคนว่าว่าเส้นไหนยาวกว่า หน้าม้าทุกคนตอบว่าเส้น A &lt;/span&gt;&lt;span&gt;หมด คนที่ร่วมการทดลองตัวจริงก็&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;งงๆ แล้วก็ตอบว่าเส้น A ยาวก&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ว่า ... อื่ม.. อาจจะเป็นไปได้ว่าหมอนั่นมั&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;นโง่เอง เลยทำการทดลองแบบเดิมเนี่ยแ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;หละ แต่ลองเรียกคนอื่นเข้ามา ผลปรากฎเหมือนเดิม ทำกี่ทีๆ ผลก็เหมือนเดิม ยกเว้นบางคนที่ยอมแหกคอกแล้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;วให้คำตอบที่ถูกมา แต่ว่าคนพวกนั้นเป็นส่วนน้อ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ย คำตอบมันง่ายนิดเดียว ถ้าไม่มีหน้าม้ามาทำให้เขว คนส่วนใหญ่จะตอบถูกหมด เท่านี้ยังไม่พอถ้าทำการทดลองนี้โดยที่เปลี่ยนจำนวนหน้าม้าในห้อง ปรากฎว่าถ้าจำนวนหน้าม้าเพิ่มขึ้นคนยิ่งตอบผิดมากขึ้น &lt;/span&gt;&lt;span&gt;จากการทดลองนี้ นักจิตวิทยาสังคมก็พิสูจน์ว&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;่าคนรอบข้างมีผลต่อการตัดสิ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;นใจของคนจริงๆ แม้ว่าการตัดสินใจนั้นมันง่ายขนาดนั้นก็ตามที เรียกได้ว่าถ้าคนเยอะพอ นักจิตวิทยาสามารถชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ได้จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt; แต่นี่ดูเหมือนจะไม่ได้น่าส&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;นใจเท่าไร เพราะว่าที่การตามน้ำเช่น คนตามแฟชัน หรือทำอะไรตามเพื่อนเนี่ย ก็เป็นเพราะเค้าอยากทำอย่าง&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;นั้นเอง ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร แล้วก็ดูเหมือนคนก็จะมีความสุขด&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;้วยที่ ทำผมน้ำตาลเกลียวโนเนะเหมือ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;นนิตยสารแฟชั่น หรือสามารถร้องเพลงเกาหลีเห&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;มือนเพื่อนที่โต๊ะมหาลัยได้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt; อันนี้เค้าเรียกว่าตามน้ำตามกระแส แต่ว่าตามใจตัวเองในระดับนึง&lt;br /&gt;แต่ในบางทีคนทำตามคำสั่งคนอื่นทั้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;งๆ ที่ไม่อยากจะทำ เช่น ทหารนาซีฆ่าคนยิวตายเป็นเบื&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;อตอนหลังสงครามโลก ฮิตเลอร์เก่งขนาดหากองทัพที&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;่คนมันโหดขนาดฆ่าชาวบ้านได้&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;เยอะๆ อย่างนั้นเลยเหรอ หรือว่าคนเยอรมันมันเหี้ยมอ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ย่างนี้ทุกคน หรือว่าอะไรกัน เหตุการณ์นี้ทำให้นักจิตวิทยาส&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span&gt;ังคเกิดอยากรู้ว่าทำไมคนถึงทำชั่วตามที่คนอื่นสั่งได้ ถ้ารู้ต้นเหตุของความชั่ว นักจิตวิทยาสังคมก็จะกลายเป็นฮีโร่ คุ้มครองโลกโดยสกัดต้นเหตุของความชั่วร้าย อื่ม... ฟังดูดีนะ ไว้มาดูกันว่ามันง่ายอย่างงั้นจริงรึเปล่า ดูกันตอนหน้า&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-1345870152334689327?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/1345870152334689327/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post_10.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/1345870152334689327'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/1345870152334689327'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post_10.html' title='ตามน้ำ'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_RgDlsGjfEZ0/SoBN7ZKcy0I/AAAAAAAABNo/-Yvj0wgn6nw/s72-c/Asch_experiment.png' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-5427281148803985918.post-2471751037418671962</id><published>2009-08-09T20:51:00.000-07:00</published><updated>2009-08-09T20:55:49.189-07:00</updated><title type='text'>อินโทร</title><content type='html'>&lt;span&gt;คิดมาอยู่นานแล้วจะเขียนอะไ&lt;/span&gt;&lt;span&gt;รสักอย่างกับสาขาที่ตัวเองเ&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;คยเรียนมา แต่ก็ไม่ได้เขียนเพราะคิดว่&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ารู้เนื้อหาไม่แน่น กลัวไม่มีเวลาเขียนแล้วออกม&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;าห่วยแล้วคนเอาไปค่อนว่า ต่อไปนี้จะเลิกสนใจ และจะเขียนแค่ทดสอบว่ามั่ว&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ให้คนรู้เรื่องและสนใจได้มา&lt;/span&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;กแค่ไหน&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt; รูปแบบ ง่ายๆ สั้นๆ เบาๆ รีบๆอ่าน รีบๆจบ แต่ว่าเนื้อหาตันๆ เอาไปเล่าให้คนข้างบ้านฟังต่อได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt; เดือนที่แล้วเพิ่งเรียนจบจา&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;กสาขาที่คนไม่ค่อยรู้เรื่อง&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ว่าเรียนอะไรกัน เรียนมาทางด้าน นูโรไซแอนส์ เน้นไปทาง จิตวิทยา ที่สองสาขานี้มันมารวมกันได&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;้เพราะว่า ตอนนี้คนเค้ากำลังอยากรู้ว่&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;า ทำไมคนมันถึงทำตัวแปลกๆ ในหลายๆด้าน ว่าง่่ายๆ อยากรุ้ว่าสิ่งที่คนทำน่ะ "ใช้สมองส่วนไหนคิด" เพราะฉะนั้นแต่ละตอนจะเริ่ม&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ที่พฤติกรรมคนก่อน แล้วก็มาดูว่าสมองส่วนไหนคิ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ด (เท่าที่คนเค้าเคยศึกษามา) เวลาพูดถึงเรื่องจิตวิทยาแล&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;้วเค้าจะเริ่มตามลำดับความใ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;หญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(จากเล็กไปใหญ่) เช่น&lt;br /&gt;เล็กมากๆ ยีนส์ ตัวไหนทำให้เก่งเลข&lt;br /&gt;เล็กมาก เซลล์ไหน ต่อกัน แล้วทำให้เดินแล้วชักกระตุก&lt;br /&gt;เล็ก ระบบไหนในสมอง ที่ทำให้คนติดแม่ ติดเกม ติดบุหรี่&lt;br /&gt;&lt;span&gt; กลางๆ ทำไมคนแต่ละคนถึงไม่เหมือนก&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;ัน ฉันชอบก๋วยเตี๋ยว เธอชอบกินเฉาก๊วย&lt;br /&gt;&lt;span&gt; ใหญ่ๆ ทำไมคนมารวมกันแล้วทำอะไรพิ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;ลึกๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt; เราจะพยายามพูดลำดับจากใหญ่&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;ไปเล็ก แล้วแต่จะตามสะดวก พรุ่งนี้จะเริ่มอย่างที่ใหญ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;่สุดก่อน นับว่าเป็นสิ่งแรกๆ เลยที่นักจิตวิทยาค้นพบ ทำไมคนถึงฆ่ากันได้ แล้วทำไมสมองคนถึงมีสั่งการ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;ให้ฆ่ากัน ลองมาฟังพรุ่งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span&gt; (คิดว่าจะให้แต่ละตอนยาวประ&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span&gt;มาณนี้ละกัน คิดว่าไม่น่าจะใช้เวลาอ่านน&lt;/span&gt;&lt;wbr&gt;&lt;span class="word_break"&gt;&lt;/span&gt;านเกิน)&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/5427281148803985918-2471751037418671962?l=jitjeet.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://jitjeet.blogspot.com/feeds/2471751037418671962/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/2471751037418671962'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/5427281148803985918/posts/default/2471751037418671962'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://jitjeet.blogspot.com/2009/08/blog-post.html' title='อินโทร'/><author><name>เต้ ธำรงรัตนฤทธิ์</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15757646572640363756</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry></feed>
